ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1027 จับได้จริง ๆ
ตอนที่ 1027 จับได้จริง ๆ
ตามภูเขาและป่าไม้มีต้น “หยางไหน่จือ” หลายต้น บางต้นมีรสเปรี้ยวและบางต้นมีรสชาติหวาน
พวกเขาทั้งสามค้นหาไปตามทาง ภายในไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ผลไม้มาเต็มตระกร้า
“ป่าป๊ะค่ะ เราเก็บลูกหยางไหน่จือมาได้เยอะมาก ! ”
เมื่อมองดูผลไม้ในตระกร้า เจียงชานก็รู้สึกว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และพูดด้วยรอยยิ้ม
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เก็บได้ตะกร้าใหญ่ขนาดนี้ แม่และปู่ย่าของหนูก็คงกินมันไม่หมดหรอก ถ้าเราเอาไปให้พวกเขาหมดนี้”
เจียงชานกล่าวว่า “น่าเสียดายที่น้องอันอันและน้องห่าวห่าวยังกินไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงจะกินมันเยอะแน่ ๆ ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวโตขึ้นพวกเขาก็สามารถกินได้เอง”
ตามความทรงจำของเขาจนถึงช่วงทศวรรษ 1990 ยังมีผลไม้ป่าอย่าง “หยางไหน่จือ” อยู่มากมาย แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 20 จะไม่ค่อยมีผลไม้ป่าเหล่านี้ออกมาให้เห็นแล้ว
บนภูเขาแม้ว่ายังมีต้นของมันอยู่แต่ก็แทบจะไม่ออกผลเลย
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
โลกนี้ลึกลับอยู่เสมอ และบางสิ่งก็ไม่ชัดเจน
เหมือนในอดีตเมื่อเด็กร้องไห้ และตื่นนอนตอนกลางคืน ผู้ใหญ่มักจะทำให้เด็กกลัวโดยพูดว่า “ถ้าร้องไห้อีก หมาในจะมาจับไป” เป็นต้น
หมาในหรือสุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์จำพวกนักล่า เหมือนหมาป่า เสือ สิงโต
เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว จะพบเห็นพวกมันทุกที่บนภูเขาในชนบท จนชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่กล้าออกไปที่ห่างไกลในตอนกลางคืน เพราะกลัวว่าจะเจอสุนัขจิ้งจอก
แต่สิ่งที่ลึกลับมากคือ หลังจากปี 1976 สุนัขจิ้งจอกพวกนั้นก็หายไปในชั่วข้ามคืน และแทบไม่มีใครพบเห็นพวกมันอีกเลย
ไม่ว่าจะเรื่องสุนัขจิ้งจอกหรือลูกหยางไหน่จือที่เขารู้มา มันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเจียงเสี่ยวไป๋ในชีวิตที่แล้ว
เขายังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นมาจนถึงทุกวันนี้
บางทีอาจมีสิ่งที่ไม่รู้จักมากมายในโลกนี้ !
“ป่าป๊ะกำลังคิดอะไรอยู่เหรอคะ ? ”
เสียงของเจียงชานดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของเจียงเสี่ยวไป๋
เขากลับมามีสติและยิ้ม “พ่อไม่ได้คิดอะไรเลย แล้วเจียงซืออยู่ที่ไหนล่ะ ทำไมมันยังไม่กลับมาอีก ? ”
เจียงถิงเองก็กล่าวว่า “ใช่แล้ว เจียงซือออกไปนานแล้ว มันหลงทางหรือเปล่าคะ ? ”
หลังจากได้ยิน ใบหน้าของเจียงชานก็ซีดลงเล็กน้อย สีหน้าของเธอแสดงร่องรอยของความตกใจ แต่เธอก็พูดปลอบใจตัวเองว่า “เจียงซือเก่งจะตาย มันไม่น่าจะ… หลงทางได้”
“หวืด…”
ทว่าในตอนนั้น ก็มีเสียงฝีเท้าดังกรอบแกรบอยู่ข้างหลังพวกเขา เจียงเสี่ยวไป๋และเด็กทั้งสองคนหันกลับมามอง ก่อนจะเห็นเจียงซือโผล่ออกมาจากพุ่มไม้
ที่ไม่น่าเชื่อก็คือมันคาบกระต่ายตัวอ้วนอยู่ในปากจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นมันยังไม่ได้ฆ่ากระต่ายด้วย
“นี่……”
แม้แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยังตกตะลึงเล็กน้อย
“ว้าว เจียงซือจับกระต่ายมาได้จริง ๆ ! ” เจียงถิงตะโกนด้วยความตื่นเต้น
เจียงซือกระดิกหาง วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหา เจียงชานลูบหัวของมันอย่างชื่นชม จนมันส่งเสียง “ฮะ ฮะ” ในลำคอ
ใบหน้าของมันดูประจบประแจงอย่างมาก
เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะยังมีกระต่ายอยู่ในปากของมัน ไม่งั้นมันจะต้องหอนด้วยความภาคภูมิใจอย่างแน่นอน
ในดวงตากลมโตของเจียงชานนั้นแสดงความประหลาดใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง เธอแตะหัวของเจียงซือแล้วพูดด้วยความตื่นเต้น “เจียงซือ แกสุดยอดมาก ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะพยักหน้า หมาตัวนี้ทรงพลังมาก
“ป่าป๊ะคะ หนูควรทำยังไงกับกระต่ายตัวนี้ดี ? ”
เจียงชานหันหน้าไปมองเจียงเสี่ยวไป๋ และถามด้วยรอยยิ้ม
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองกระต่ายในปากของเจียงซือ และเห็นว่ามันค่อนข้างอ้วน เขาจึงพูดว่า “จะเอาไปทำอะไรได้อีก เมื่อกลับถึงบ้าน พ่อจะเอาไปตุ๋นให้กินก็แล้วกัน ”
ทว่าเจียงชานดูจะไม่เต็มใจ “ป่าป๊ะ กระต่ายยังมีชีวิตอยู่ หนูขอเก็บมันไว้ได้ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “การเลี้ยงกระต่ายนั้นไม่มีประโยชน์อะไร ! ”
เจียงชานคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพูดว่า “ก็ได้ค่ะ ยังไงหนูก็ไม่ได้กินเนื้อกระต่ายมานานแล้ว ! ”
เธอตบหัวเจียงซือแล้วพูดว่า “นอกจากนี้ นี่คือผลงานแรกของเจียงซือ มันคงจะอยากกินด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขากังวลจริง ๆ ว่าลูกสาวของเขาจะดื้อรั้นต้องการเลี้ยงกระต่ายตัวนี้ขึ้นมาจริง ๆ
โชคดีที่ลูกสาวของเขาไม่ใช่เด็กที่ไม่เชื่อฟัง
เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กส่วนใหญ่ในวัยเดียวกัน ลูกสาวของเขามีความประพฤติดีและเป็นเด็กที่เชื่อฟังมาก
“เราเก็บหยางไหน่จือได้เพียงพอแล้ว และยังได้กระต่ายอีกตัว งั้นก็กลับบ้านกันเถอะ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าว
เจียงชานและเจียงถิงต่างก็เห็นด้วยทันที
“กลับบ้านกันเถอะค่ะ ! ”
“กลับบ้านดีกว่า ! ”
ทั้งคู่ส่งเสียงตะโกนออกมา และดูกระตือรือร้นที่จะกลับบ้านเพื่อไปอวดผลงานของพวกเธอจะแย่แล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเจียงซือแล้วพูดว่า เอาล่ะ แกก็คาบกระต่ายไว้ในปากให้ดีล่ะ !
เขาไม่รังเกียจที่จะรับมัน
ดังนั้นเขาจึงเป็นคนเดินเปิดทางอยู่ข้างหน้า ส่วนเจียงชาน, เจียงถิง และเจียงซือก็เดินตามหลังเขามา ใช้เวลาเจ็ดถึงแปดนาที ในการเดินลงจากป่า ไปยังป่าไผ่ด้านหลังหน้าผา จากนั้นก็เข้าไปในบ้านผ่านประตูหลัง
“คุณย่า เราเก็บลูกหยางไหน่จือมาได้เยอะมากเลยค่ะ ! ”
“หม่ามะ เจียงซือจับกระต่ายมาได้ด้วย ! ”
ทันทีที่เจียงถิงและเจียงชานมาถึงลานหน้าบ้าน พวกเธอก็ตะโกนเสียงดังก่อน ทั้งที่ยังไม่เห็นใคร
หวังซิ่วจวี๋และหลินเจียอินก็รีบออกมาจากห้องโถงด้านข้าง โดยมีเด็กน้อยทั้งสองอยู่ในอ้อมแขน แต่จากนั้นพวกเธอก็เห็นเจียงชีคาบกระต่ายอยู่ในปาก ทั้งสองจึงอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง
“อ่า มันจับกระต่ายได้จริง ๆ ! ”
เจียงชานพูดอย่างภาคภูมิใจ “คุณย่า เจียงซือฉลาดมาก ตอนที่เราเก็บลูกหยางไหน่จือ หนูก็สั่งให้มันเข้าไปในป่าเพื่อจับกระต่ายมาให้”
หวังซิ่วจวี๋หัวเราะ ปกติแล้วสุนัขตัวนี้จะกินเก่งเท่านั้น และในที่สุดมันก็ทำประโยชน์ได้แล้ว
เจียงถิงยกตะกร้าที่เต็มไปด้วยผล “หยางไหน่จือ” ขึ้นมา แล้วยื่นให้หลินเจียอินราวกับว่าเธอกำลังถวายสมบัติ และพูดว่า “คุณป้าดูสิคะ มีลูกหยางไหน่จือเยอะมาก แถมที่เก็บมายังมีรสชาติอร่อย ๆ ทั้งนั้น ! ”
หลินเจียอินอุ้มเจียงห่าวด้วยมือเดียว แต่ก็ไม่สามารถรับตะกร้ามาได้ เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบผลไม้ในตะกร้าขึ้นมาลูกหนึ่ง เมื่อเอาเข้าในปากแล้วกัดลงไป รสชาติหวานอมเปรี้ยวของหยางไหน่จือก็ทำให้ดวงตาของเธอสว่างขึ้น จนอดไม่ได้ที่จะชื่นชมออกมา “มันอร่อยมากจริง ๆ ! ”
“ถ้าอร่อย คุณป้าก็กินเพิ่มอีกสองสามลูกเลยค่ะ ! ”
เมื่อเห็นว่าหลินเจียอินชอบมัน เจียงถิงก็พูดอย่างมีความสุข
หลินเจียอินคว้าผลไม้จากตะกร้ามาหนึ่งกำมือตามคำแนะนำของหลานสาว จากนั้นเจียงถิงก็ยื่นตะกร้าให้ หวังซิ่วจวี๋ต่อ
หวังซิ่วจวี๋ก็หยิบผลไม้มากำมือหนึ่งด้วยรอยยิ้ม และกินมันอย่างเอร็ดอร่อย
ในเวลานี้ เจียงไห่หยางก็ออกมาจากบ้านเหมือนกัน เมื่อเขาเห็นเจียงซือคาบกระต่ายอยู่ในปาก เขาก็เดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ แล้วเดินเข้าไปเอากระต่าย
“เอ่อ ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ” เจียงซือหันหลังกลับและวิ่งหนีไป
จะปล่อยให้มาแย่งเหยื่อไปจากมันไม่ได้
“สุนัขตัวนี้หวงแหนอาหารมาก ! ”
เจียงไห่หยางยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “ชานชาน ไปเอามันมาให้ปู่หน่อย”
“ได้ค่ะ ! ” เจียงชานรับคำ จากนั้นก็เรียกเจียงซือ “เจียงซือ มานี่มา เอากระต่ายมาให้ฉัน ! ”
เจียงซือวิ่งไปหาเจียงชานพร้อมกับกระดิกหาง อ้าปากเอากระต่ายออกมา ก่อนที่มันจะเห่า “โฮ่ง ๆ ” เล็กน้อย
กระต่ายที่หลุดออกมาปากเจียงซือได้พลิกตัว เตรียมที่จะวิ่งหนี ทันทีที่มันก้าวไปได้สองก้าว เจียงซือก็ตามทันแล้วตะปบหัวของมันด้วยอุ้งเท้าที่ใหญ่ จนทำให้กระต่ายล้มลงกับพื้น
“โฮ่ง ๆ ! ”
มันจับกระต่ายด้วยอุ้งเท้าข้างหนึ่ง แล้วเห่าใส่มัน
เจียงไห่หยางเฝ้าดูจากด้านข้าง และอดไม่ได้ที่จะชื่นชมว่าสุนัขตัวนี้ สมกับขึ้นชื่อว่าเป็นนักล่าจริง ๆ
ขนาดเขาเองยังไม่สามารถล่ากระต่ายแบบนี้ได้
เขาเหลือบมองเจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดว่า “เจ้ารอง ไปจับกระต่ายมาหน่อย”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า เขาเดินไปหาเจียงซือ นั่งยอง ๆ แล้วเอื้อมมือไปอุ้มกระต่ายมา เจียงซือเหลือบมองเขาอย่างลังเล ทำเสียงฮึดฮัดสองครั้งแล้วปล่อยอุ้งเท้าของมันออก
“เชื่อฟังดีกว่า ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋จับขาหลังของกระต่ายด้วยมือข้างหนึ่ง และอีกมือตบหัวของเจียงซือเบา ๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
“โฮ่ง ๆ ! ”
เจียงซือวิ่งหนีออกไปด้วยความเศร้าโศก พรางมองกลับมาไปที่เจียงเสี่ยวไป๋เป็นครั้งคราวในขณะที่มันวิ่งออกไป ราวกับจะบอกว่ามันอุตส่าห์เชื่อฟัง แต่ทำไมถึงใจร้ายขนาดนี้ !
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่สนใจมัน เขามองดูกระต่ายอ้วนในมือของเขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉันจะเอาแกมาทำอาหารกินวันนี้ ! “