ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1029 ในช่วงปี 1980 มักกระตุ้นให้มีการแต่งงาน
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 1029 ในช่วงปี 1980 มักกระตุ้นให้มีการแต่งงาน
ตอนที่ 1029 ในช่วงปี 1980 มักกระตุ้นให้มีการแต่งงาน
ขณะที่พูดคุยกับเจียงไห่หยาง รถแลนด์โรเวอร์ก็ขับมาถึงหลี่เจียผิงอย่างรวดเร็ว
บ้านของลุงหลี่เจิ้งเว่ยบังเอิญอยู่บนถนนเส้นหลัก เจียงเสี่ยวไป๋จึงจอดรถไว้ข้างถนน
หลังจากที่สองพ่อลูกลงจากรถ พวกเขาก็เดินไปตามทางหิน ตรงไปที่ลานบ้านของตระกูลหลี่
ครอบครัวของหลี่เจิ้งเว่ยเป็นครอบครัวเดี่ยว หากมองตรงด้านหน้าของตัวบ้าน จะแบ่งออกเป็นสามส่วน มีห้องอยู่ทางด้านข้างทั้งสองฝั่ง รูปทรงบ้านคล้ายเลข “7” แนวนอน
บ้านลักษณะนี้พบเห็นได้ทั่วไปในชนบท มีประตู 1 บานตรงหน้าบ้าน ทั้งสองข้างเป็นห้อง ประตูจะหันหน้าไปทางหน้าบ้าน ส่วนห้องครัวจะอยู่ด้านหลัง ถัดจากห้องโถง
ซึ่งบ้านแถวนี้ก็มีลักษณะคล้ายกับบ้านของหลี่เจิ้งเว่ย
เมื่อเจียงไห่หยางและเจียงเสี่ยวไป๋เดินมาถึงลานหน้าบ้าน พวกเขาก็เห็นว่าประตูบ้านปิดอยู่
“น้าเล็กไม่อยู่บ้าน” เจียงเสี่ยวไป๋มองดูแล้วพูดออกมา
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ฉันเดาว่าพวกเขาคงจะอยู่ที่สวน เดี๋ยวฉันจะตะโกนถามแถวนี้ดูก่อน”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ตะโกนชื่อของหวังซิ่วอี้ออกมาเสียงดัง
ไม่นานก็ได้ยินเสียงตอบกลับมา
ไม่มีใครตะโกนกลับมาหลังจากที่ตะโกนออกไป แต่เมื่อหวังซิ่วอี้รู้ว่าเป็นเจียงไห่หยางและเจียงเสี่ยวไป๋มา เธอก็รีบเดินกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ พี่สาม เสี่ยวไป๋ ทำไมถึงมาที่นี่ได้ ! ”
เมื่อหวังซิ่วอี้กลับบ้าน เธอก็รีบวางตะกร้าสะพายหลังลง แล้วถามด้วยความประหลาดใจ
เจียงเสี่ยวไป๋ทักทายน้าเล็กของเขา แล้วพูดว่า “วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมคิดว่าอาเล็กต้องอยู่ที่บ้าน เลยแวะมาดู”
“เพื่อนร่วมงานของอาเรียกไปส่งเจ้าสาว” หวังซิ่วอี้อธิบาย “เข้าไปนั่งพักก่อน เขาคงจะกลับมาเร็ว ๆ นี้แหละ”
“การส่งเจ้าสาว” เป็นภาษาถิ่นของชิงโจว ซึ่งหมายความว่าไปส่งเจ้าสาวที่แต่งงานบ้านเจ้าบ่าว
อาของเขา หลี่เจิ้งเว่ย ทำงานอยู่ที่สำนักงานการเกษตรเมืองชิงซาน และน้าของเขา หวังซิ่วอี้ ทำงานอยู่ที่บ้านเป็นชาวนา ครอบครัวของพวกเขาก็เหมือนครอบครัวทั่วไป
ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ครึ่งหนึ่งของครัวเรือนในชนบท จะนิยมให้คนหนึ่งถือชามข้าวเหล็กของประเทศและรับเงินเดือน ส่วนอีกคนทำนาและมีที่ดิน แค่นี้ชีวิตก็อยู่อย่างสุขสบายแล้ว
ดังนั้นในหมู่บ้านหลี่เจียผิง ครอบครัวของหลี่เจิ้งเว่ยจึงเคยถือว่าร่ำรวย
ตอนนี้ ทั้งหลี่หลี่และครอบครัวหลี่ก็ทำงานให้กับเจียงเสี่ยวไป๋ ซึ่งหลี่หลี่ได้กลายเป็นผู้จัดการของร้านโหยวผิ่น เธอมีเงินเดือนที่สูง มีรถขับ ทำให้ครอบครัวซื้อที่ไร่ที่นาเพิ่มมากขึ้น เพื่อเอาไว้ปลูกผักเรือนกระจก ซึ่งทำให้ชีวิตครอบครัวของพวกเขาดีขึ้นมาอย่างมาก
เรียกได้ว่าทุกคนในหมู่บ้านหลี่เจียผิงต่างก็อิจฉาไปตาม ๆ กัน
แน่นอนว่า ทุกคนในหมู่บ้านก็รู้เช่นกันว่าหวังซิ่วอี้มีหลานชายที่ดี และพวกเขาทุกคนรู้ดีว่าเหตุผลที่หลี่เจียผิงมีถนนลาดยางตัดผ่าน ก็เป็นเพราะหลานชายของเธอ เจียงเสี่ยวไป๋
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากหลี่เจียผิงตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้านหวังเจียและหมู่บ้านหลงกัง คนในหมู่บ้านหลี่เจียผิงจึงไปสมัครเป็นพนักงานของทั้งโรงงานผลิตขวดบรรจุภัณฑ์พลาสติกและโรงงานน้ำแร่จำนวนมาก ผู้คนในหมู่บ้านจึงรู้สึกขอบคุณและชื่นชมเจียงเสี่ยวไป๋ที่ให้โอกาสพวกเขา
โดยธรรมชาติแล้ว ครอบครัวของหลี่เจิ้งเว่ยก็ได้รับความเคารพจากชาวบ้านไปด้วย
แน่นอนว่าหวังซิ่วอี้รู้ดีว่าที่ครอบครัวของเธอมีชีวิตที่ดีแบบนี้ เป็นเพราะเจียงเสี่ยวไป๋ทั้งนั้น เธอยิ้มและพูดว่า “เสี่ยวไป๋ ตอนนี้หลานถือว่าเป็นคนดังในหมู่บ้านหลี่เจียผิงของเราแล้ว หลังจากที่โรงงานผลิตขวดบรรจุภัณฑ์พลาสติกและโรงงานน้ำแร่สร้างเสร็จแล้ว ทุกคนในหลี่เจียผิงต่างก็จะได้รับผลประโยชน์ไปด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋รีบตอบอย่างถ่อมตัว “น้าเล็ก อย่าคิดมากครับ เพราะถึงยังไง โรงงานเองก็ต้องการคนอยู่ดี”
หวังซิ่วอี้กล่าวว่า “แม้ว่าฉันจะพูดไปอย่างนั้น แต่ชาวบ้านก็มีความสุขมากที่ได้มีงานทำ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม เขาเปลี่ยนเรื่องแล้วถามว่า “น้าเล็ก เดือนหนึ่งน้าขายผักนอกฤดูได้ประมาณเท่าไหร่เหรอครับ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หวังซิ่วจวี๋ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น เธอพูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ครอบครัวเราขายผักได้เดือนละ 200 หยวน ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนของอาหลานมาก”
หลี่เจิ้งเว่ยทำงานในสำนักงานการเกษตร ซึ่งเงินเดือนที่เขาได้ก็อยู่ที่ยี่สิบถึงสามสิบหยวนเท่านั้น
ในอดีต ครอบครัวพึ่งพาเงินเดือนของหลี่เจิ้งเว่ยเป็นหลัก และหลี่เจิ้งเว่ยก็เป็นหัวหน้าของครอบครัว
แต่ตอนนี้รายได้หลักของครอบครัวมาจากการขายผักนอกฤดู ซึ่งคิดเป็นประมาณสิบเท่าของเงินเดือนของ หลี่เจิ้งเว่ย
ในที่สุดเธอก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกของการเป็นหญิงแกร่ง ที่เป็นเหมือนเสาหลักของครอบครัว มันทำให้คนในครอบครัวยำเกรงเธอมากขึ้น
ซึ่งตอนนี้ สมาชิกทั้งสี่คนในครอบครัวก็มีรายกันหมดแล้ว หลี่เจียมีเงินเดือนมากกว่า 100 หยวนต่อเดือน ส่วนเงินเดือน โบนัส และค่าคอมมิชชันของหลี่หลี่ก็ได้หลายพันหยวนต่อเดือน
หลี่เจิ้งเว่ยที่เป็นหัวหน้าครอบครัว กลับมีรายได้น้อยที่สุด
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่เป็นไรครับ เมื่อวันเวลาผ่านไป อะไร ๆ ก็เริ่มดีขึ้นเป็นปกติ”
หวังซิ่วอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ใช่ อาของหลานและน้าได้พูดคุยเรื่องนี้แล้ว และวางแผนที่จะสร้างบ้านใหม่ น้าจะทำเหมือนบ้านใหม่ของลุงที่หลานสร้างให้”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “งั้นก็ดีครับ”
หวังซิ่วอี้กล่าวว่า “น้าคิดว่าจะสร้างสัก 2 หลัง 1 หลังให้กับหลี่หลี่และเจียเจีย”
เจียงไห่หยางได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยความประหลาดใจ “ซิ่วอี้ หลี่หลี่และเจียเจียเป็นผู้ใหญ่แล้ว อีกไม่นานก็คงแต่งงานแยกครอบครัวออกไป ทำไมถึงจะสร้างบ้านให้พวกเธออยู่อีก”
หวังซิ่วอี้ยิ้มและพูดว่า “พี่เขย เจิ้งเว่ยกับฉันได้คุยกันเรื่องนี้แล้ว เด็กทั้งสองคน ถ้าเกิดว่าพวกเธอแต่งงาน เราก็จะให้อยู่ที่นี่ ไม่ให้แต่งไปอยู่ข้างนอก พวกเราจะรับลูกเขยเข้ามาอยู่เอง ”
อา ?
เจียงไห่หยางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา ด้วยสภาพปัจจุบันของครอบครัวหวังซิ่วอี้ การจะรับลูกเขยเข้ามาอยู่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
เขาพยักหน้าและพูดว่า “นั่นก็เป็นเรื่องดี”
หลังจากพูดคุยกันสักพัก เขาก็ถามว่า “ตอนนี้หลี่หลี่กับเจียเจียเริ่มศึกษาดูใจใครไว้บ้างหรือเปล่า ? ”
หวังซิ่วอี้ส่ายหัวแล้วพูดว่า “มีคนมาขอแต่งงาน ผู้ชายบอกว่าเต็มใจที่จะมาอยู่ที่นี่ แต่ดูเหมือนหลี่หลี่และเจียเจียจะยังไม่อยากแต่งงานกันตอนนี้ ฉันบอกพวกเธอไปแล้วหลายครั้ง แต่ก็แข็งกระด้างไม่ยอมฟัง”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ตอนนี้เวลามันเปลี่ยนไปแล้ว ชายหนุ่มและหญิงสาวชอบที่จะมีความรักแบบอิสระ เราแก่แล้ว ตามสถานการณ์ไม่ค่อยจะทันหรอก”
“ใครบอกว่าเป็นเช่นนั้น ! ” หวังซิ่วอี้ถอนหายใจ จากนั้นก็เหลือบมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดว่า “เสี่ยวไป๋ หลี่หลี่และเจียเจียเชื่อฟังหลานมากที่สุด หาเวลาคุยกับพวกเธอให้น้าหน่อยนะ”
“พวกเธออายุยี่สิบต้น ๆ แล้ว จะยังไม่แต่งงานได้ยังไง ? ”
“แล้วถ้าหลานมีคนที่เหมาะสม ก็แนะนำให้น้องรู้จักด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น เขาไม่คิดว่าผู้คนในปี 1980 จะคิดว่าการแต่งงานสำคัญขนาดนี้
ยังไงก็ตาม มุมมองของเขากลับต่างออกไป หญิงสาวที่อยู่ในช่วงวัย 20 ต้น ๆ ควรโฟกัสกับเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องแต่งงาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าช่วงหลัง ๆ ประเทศจะมีการสนับสนุนให้มีการแต่งงานที่ช้าขึ้น และมีบุตรช้าขึ้น ไม่มีอะไรผิดที่พวกเธอจะแต่งงานช้ากว่านี้
นอกจากนี้ หลี่หลี่และหลี่เจียยังอยู่ในวัยทำงาน ควรโฟกัสงานเป็นหลัก หากในอนาคต พวกเธอก้าวหน้า ขอบเขตการเลือกผู้ชายก็จะกว้างขึ้น พวกเธออาจไม่ชอบชายหนุ่มบ้าน ๆ ธรรมดาที่อยู่ในชนบท ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นด้วยกับการคลุมถุงชน
สำหรับเขา เขาไม่มีประสบการณ์ในการเป็นพ่อสื่อเลย
และก็ไม่มีความคิดที่จะเป็นพ่อสื่อให้ด้วย
แต่เขาไม่สามารถพูดออกมาตามตรงได้ ดังนั้นเขาจึงตอบไปว่า “ครับ ผมจะช่วยคุยกับหลี่หลี่และเจียเจียเมื่อมีโอกาส ถ้ามีคนที่เหมาะสม ผมก็จะแนะนำให้พวกเธอรู้จัก”
หวังซิ่วอี้ดีใจมากหลังจากที่ได้ยินแบบนั้น “ถ้าอย่างนั้น น้าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหลานละกัน ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “หลี่หลี่และเจียเจียเป็นลูกพี่ลูกน้องของผมทั้งคู่ ดังนั้นไม่ต้องสุภาพหรอกครับน้าเล็ก”
หวังซิ่วอี้พูดอย่างมีความสุข “เมื่อให้หลานเป็นคนจัดการ น้าก็รู้สึกโล่งใจ”
พวกเขาทั้งสามคุยกันเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และเวลาก็ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
ประมาณบ่ายสามโมง หลี่เจิ้งเว่ยก็ปั่นจักรยานของเขากลับมา
หลี่เจิ้งเว่ยรู้สึกประหลาดใจมากที่เห็นเจียงไห่หยางและเจียงเสี่ยวไป๋นั่งอยู่ที่บ้าน
หลังจากทักทายได้สักพัก หลี่เจิ้งเว่ยก็พูดกับหวังซิ่วอี้ว่า “ซิ่วอี้ ไปทำหมูตุ๋นมา ฉันจะดื่มสักสองแก้วกับพี่ไห่หยางและเสี่ยวไป๋ในตอนบ่าย”
“ได้ ! ” หวังซิ่วอี้ตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม
เจียงไห่หยางจึงรีบพูดว่า “ซิ่วอี้ อย่าทำอะไรเลย นั่งคุยกันอยู่นี่แหละ”
แต่หลี่เจิ้งเว่ยปฏิเสธและพูดว่า “พี่มาที่นี่ทั้งที ก็นั่งกินด้วยกันก่อน ? ”
เขายืนกรานให้หวังซิ่วอี้ไปทำกับแกล้มมาให้ได้
เจียงไห่หยางปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องทำหมูตุ๋นนะ แค่ทำอาหารง่าย ๆ สักสองจานก็พอ”
หวังซิ่วอี้ตอบตกลง แต่ก็ยังเดินไปเอาขาหมูมาอยู่ดี