ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1042 หลินเจียจวินมาถึงแล้ว
ตอนที่ 1042 หลินเจียจวินมาถึงแล้ว
และเวลาสามวันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับพริบตาเดียว
และในวันนี้ หลินเจียจวินก็ได้มาถึงที่ชิงโจวพอดี
เจียงเสี่ยวไป๋จึงไปรับเขาที่สนามบินเป็นการส่วนตัว
“ไฮ มิสเตอร์เจียง ! ”
หลินเจียจวินสวมชุดสีขาวกางเกงขายาว และแว่นกันแดดขนาดใหญ่ ทันทีที่เขาออกมาจากทางออกของสนามบิน เขาก็กางแขนออกหมายจะเข้าไปกอดในทันทีเมื่อเห็นเจียงเสี่ยวไป๋
“แม่เจ้า ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หลีกเลี่ยงอ้อมกอดของเขาด้วยความรังเกียจ ทำไมวันนี้ผู้ชายคนนี้แต่งตัวเย่อหยิ่งกว่าทุกครั้งเวลาออกไปข้างนอก เจียงเสี่ยวไป๋ถึงกับทนไม่ไหวจึงพูดว่า “ช่วยทำตัวจริงจังหน่อยสิพี่”
หลินเจียจวินดูผิดหวังเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะถอดแว่นกันแดดออกแล้วพูดว่า “ฉันนึกว่านายจะชอบมันซะอีก ไหงกลายเป็นรังเกียจเสียได้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋เม้มริมฝีปาก เขาไม่มีความชอบอะไรแบบนี้นะ
หลังจากที่กล่าวทักทายกันเสร็จแล้ว หลินเจียจวินก็ได้ตามเจียงเสี่ยวไป๋ไปที่สำนักงานใหญ่ในทันที
“ไปต่างประเทศมารอบนี้เป็นอย่างไรบ้าง ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ถามหลังจากที่หลี่ชิงอีชงชามาเสิร์ฟเสร็จแล้ว
แม้ว่าหลี่ชิงอีจะเป็นเลขาของเขาก็จริง ทว่าขนาดหลินเจียอินยังไม่รู้สถานการณ์ของเขาในตอนนี้ รวมไปถึงแผนที่เขาวางไว้กับหลินเจียจวิน ฉะนั้นเขาจะไม่เปิดเผยให้คนอื่นรู้เด็ดขาด
หลินเจียจวินยิ้มและถามออกมาอย่างจงใจว่า “นายกำลังพูดถึงเสื้อผ้าหรือว่าเรื่องโทรศัพท์พกพา ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กลอกตา “แล้วพี่ว่าเราควรคุยเรื่องอะไรก่อนดี ? ”
เขาคนนี้พอได้ออกนอกประเทศก็ทำตัวน่ารำคาญขึ้นมาทันที
หลินเจียจวินกล่าวว่า “งั้นมาคุยเรื่องเสื้อผ้ากันก่อน ! ”
ในขณะที่เขาพูดอยู่นั้น เขาก็ได้มองไปที่เสื้อผ้าของเจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดว่า “นายรู้ไหมว่าฉันรู้สึกอย่างไรหลังจากที่ได้ไปเห็นการแต่งตัวของพวกเขาที่ต่างประเทศในครั้งนี้ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างเหยียดหยาม “พี่จะบอกว่าที่จริงแล้วเสื้อผ้าและการแต่งตัวของคนจีนไม่ค่อยมีรสนิยมสักเท่าไหร่ พี่รู้สึกอย่างงั้นใช่ไหม ? ”
นี่มันบ้าไปแล้ว !
ดวงตาของหลินเจียจวินเบิกกว้างและพูดด้วยความเหลือเชื่อ “นายรู้ได้อย่างไร ? ”
เขารู้สึกว่าเจียงเสี่ยวไป๋เป็นเหมือนพยาธิตัวกลมในท้องของเขา นี่ถึงขั้นรู้ได้เลยหรือว่าเขารู้สึกอย่างไร
แต่ที่จริงแล้วเขาไม่รู้เลยว่าเจียงเสี่ยวไป๋คนนี้คือคนที่กลับมาเกิดใหม่ ไม่มีใครรู้ว่าเขาเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงของการแต่งกายของชาวจีนในช่วงปี 1980-1990 มาแล้ว
ในเวลานั้น แม้ว่าชาวจีนเองก็ได้เรียนรู้แนวคิดการออกแบบเสื้อผ้าแบบตะวันตกแล้ว แถมพวกเขาก็ยังแนะนำผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าบางแบรนด์จากตะวันตกอีกด้วย
แต่ในตอนนี้ แนวคิดหลายอย่างยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขารู้อยู่แล้วกลับเข้ามาให้เขาได้เรียนรู้อีกครั้ง
ถ้าหากเป็นเขาในชาติก่อน เขาก็คงจะต้องดูหนังต่างประเทศหรือภาพยนตร์ฮ่องกงในช่วงปี 1990 แล้วเอาเครื่องแต่งกายมาเปรียบเทียบกับในปัจจุบัน
ในยุค 80 หรือยุค 90 การแต่งกายในภาพยนตร์ของต่างประเทศยังพอมีความกลมกลืนกับเครื่องแต่งกายในยุค 2023 ได้เหมือนกัน
แต่หลังจากดูเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์ฮ่องกงและภาพยนตร์จากแผ่นดินใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกันแล้ว คุณจะบ่นได้คำเดียวว่า ‘ไม่มีรสนิยมเอาซะเลย ! ’
การแต่งกายแต่ละแบบมักจะเป็นลักษณะเฉพาะในแต่ละยุคสมัย
เป็นไปไม่ได้ที่จะเมินเฉยถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้สนใจอะไรมากเท่าไหร่
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มให้กับคำถามของหลินเจียจวิน แต่เขาก็ไม่สามารถอธิบายได้ เขาจึงพูดแค่ว่า “ถ้าพี่รู้สึกแบบนั้น แล้วพี่จะทำอย่างไรต่อ ? ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “แน่นอนว่าเราจะออกแบบเสื้อผ้าแบรนด์ของเราเองตามแนวคิดการออกแบบเสื้อผ้าตะวันตกที่ทันสมัยที่สุด”
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเขา แล้วพูดว่า “พี่เคยคิดบ้างไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนจีนไม่นิยม เพราะมันแปลกใหม่เกินไป ? ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “แล้วทำไมพวกเขาถึงจะไม่ยอมรับสิ่งดี ๆ ล่ะ ? ถึงแม้ว่าจะดูแปลกไปหน่อย แต่ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาจะต้องปรับตัวได้อย่างแน่นอน”
เขาตบไปที่เสื้อผ้าบนตัวของเขา แล้วพูดว่า “ดูฉันสิ ฉันคิดว่าการใส่แบบนี้ทั้งสบายและก็มีรสนิยม”
เจียงเสี่ยวไป๋ได้ยินก็หลุดขำทันที “อย่างพี่เรียกว่ามีรสนิยมใช่ไหม ? สีเดียวกันทั้งตัวแบบนี้เนี่ยนะ ! ”
หลิยเจียจวินพูดอย่างไม่พอใจว่า “แล้วรสนิยมของนายเป็นแบบไหน ? การแต่งตัวแบบนี้ในต่างประเทศเป็นที่นิยมที่สุดแล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ส่ายหัวแล้วพูดว่า “สิ่งที่ได้รับความนิยมนั้นเกี่ยวข้องกับสุนทรียภาพ เมื่อระดับความงามของผู้คนแตกต่างกัน ไม่ว่าพี่จะคิดว่ามันสวยงามแค่ไหน มันก็จะกลายเป็นขยะในสายตาของคนที่ไม่ได้คิดเหมือนกัน”
จุดนี้ทำเอาหลินเจียจวินต้องเห็นด้วย
“ดังนั้น เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในประเทศ เราต้องปรับเปลี่ยนความชอบของผู้คนก่อนใช่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวต่ออีกว่า “การปรับเปลี่ยนความชอบของผู้คนนั้นเป็นเรื่องยากมาก ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถทำได้”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “แล้วเราควรทำอย่างไรดี ? ”
แม้แต่สิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋เองก็ยังทำไม่ได้ เขาก็ไม่คิดว่าจะทำได้เหมือนกัน
แทนที่จะคิดหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจึงปล่อยให้เจียงเสี่ยวไป๋กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้แทนดีกว่า
“เอาเถอะ นายรับผิดชอบเรื่องใช้สมองคิดแล้วกัน ส่วนเรื่องใช้แรงงาน ฉันลงมือเอง ! ”
“นายอย่ามาคาดหวังกับตัวฉันเลย ! ”
หลินเจียจวินโยนงานไปให้เจียงเสี่ยวไป๋ เพราะกลัวว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะปล่อยให้เขาหาทางแก้ไขเอง
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มเงียบ ๆ โชคดีที่เขาไม่คาดหวังอยู่แล้วว่าหลินเจียจวินจะใช้สมองของเขาและพูดว่า “เอาล่ะผมรู้อยู่แล้วว่าพี่ไม่อยากคิดเรื่องนี้เอง”
“เลิกพูดจาอ้อมค้อมได้แล้ว บอกรายละเอียดของงานมาเลย”
เมื่อพูดถึงเรื่องธุรกิจ หลินเจียจวินก็จริงจังขึ้นมาในทันที ก่อนหน้านี้เขาเริ่มต้นจากประเทศฝรั่งเศสก่อน จากนั้นก็ไปประเทศสเปน ประเทศเยอรมนี และสุดท้ายก็ไปยังสหรัฐอเมริกา
ในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ เขาได้ไปเยือนมาแล้วทั้งหมดสิบประเทศ ไปเยือนมหานครระดับนานาชาติราวสามสิบสี่สิบแห่ง เยี่ยมชมและตรวจสอบร้านค้าและโรงงานเสื้อผ้าแบรนด์มาแล้วหลายร้อยแห่ง แถมยังได้พูดคุยกับนักออกแบบและผู้ผลิตเสื้อผ้าอีกเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ เขายังใช้เครือข่ายภายในประเทศเพื่อติดต่อนักศึกษาต่างชาติและพูดคุยกับพวกเขาโดยเฉพาะคนที่ได้ศึกษาด้านการจัดการเศรษฐกิจและการออกแบบแฟชั่นในต่างประเทศ นอกจากนี้เขายังได้ไปร่วมมือกับผู้คนอีกจำนวนมากพร้อมกับจดทะเบียนบริษัทหรือสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้าในต่างประเทศ
ทั้งหมดนี้ถือเป็นการเตรียมการดำเนินการในอนาคตของแบรนด์เสื้อผ้า ตามข้อกำหนดของเจียงเสี่ยวไป๋
แม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจหลายสิ่งอย่างถ่องแท้ แต่ในฐานะคนที่เคยเป็นผู้บัญชาการกองทัพมาก่อน เขาจึงจัดการงานได้อย่างไม่มีปัญหา
เพราะเขาจัดการสิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋บอกไปทีละเรื่อง
เจียงเสี่ยวไป๋เองก็พอใจกับการทำแบบนี้ของเขาเช่นกัน
หลินเจียจวินกล่าวต่ออีกว่า “ตอนแรกฉันวางแผนว่ากลับมาถึงจีนแล้ว ฉันจะเดินทางไปยังสี่มณฑลคือเจียงซู, เจ้อเจียง, ฝูเจี้ยน และกวางตุ้ง เพื่อไปหาคนพวกนั้นที่นายบอก แต่พอกลับถึงจีน ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากเมิ่งเสี่ยวไป๋ ฉันจึงรีบมาที่นี่ก่อน และยังไม่ได้ไปหาพวกเขา”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “ผมเป็นคนบอกเธอให้โทรหาพี่เอง เรื่องคนพวกนั้นไม่ต้องรีบ เรายังมีเวลาอีกเหลือเฟือ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “แล้วประเด็นหลักที่จัดการประชุมในคราวนี้คือเรื่องอะไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ถือเป็นงานประชุมสรุปงานครึ่งปี เป็นการประชุมเค้าโครงงานสำหรับครึ่งปีหลังนี้ ! ”
หลังจากพูดจบ เขาก็กล่าวว่า “เรื่องนี้ไว้ค่อยว่ากัน พี่ช่วยเล่าเรื่องที่ไปเยือนตลาดโทรคมนาคมของสหรัฐอเมริกาให้ฉันฟังที”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลินเจียจวินก็เริ่มเกิดความสนใจและพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ขอบอกก่อนว่าพี่เจียตงควรไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาจริง ๆ บริษัทโมโตโรล่าผลิตโทรศัพท์พกพาจริง ๆ ผู้คนสามารถกดโทรศัพท์โทรออกได้ในขณะที่เดินไปตามท้องถนน หรือตอนที่พวกเขานั่งรถ มันสะดวกสบายมาก”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม เขารู้ดีอยู่แล้วว่าโทรศัพท์พกพาสะดวกมากแค่ไหน เขาจึงพูดว่า “ไม่ต้องอึ้งแล้ว พี่พูดสิ่งที่พี่ไปศึกษามาก็พอ”
“โอเค”
หลินเจียจวินดูเหมือนยังมีเรื่องจะพูดอยู่ เขาเอามือลูบปากแล้วเริ่มพูดอย่างมีความสุข
เจียงเสี่ยวไป๋ก็ฟังอย่างตั้งใจ
แม้เขาจะรู้เรื่องโทรศัพท์มือถือในโลกอนาคต แต่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขายังคงไม่ค่อยรู้มากนักเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของโทรศัพท์พกพา
เขาเชื่อว่าด้วยการแนะนำของหลินเจียจวิน เขาสามารถเขียนแผนการพัฒนาการสื่อสารเคลื่อนที่ของจีนตามสถานการณ์ของโทรศัพท์พกพารุ่นต่อ ๆ ไปได้
และเมื่อเขามอบแผนดังกล่าวให้กับหลินเจียตง มันก็เป็นไปได้สูงที่จีนจะพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดไปเป็นสิบปี