ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1044 ขโมยเวลาว่างครึ่งวัน
ตอนที่ 1044 ขโมยเวลาว่างครึ่งวัน
บอกได้เลยว่าผู้ชายสองคนนี้กินจนท้องโตเลยทีเดียว
เจียงเสี่ยวไป๋เหมือนติดเชื้อมาจากหลินเจียจวิน เพราะวันนี้เขาสามารถกินได้มากกว่าปกติเสียอีก
กุ้งเครย์ฟิชนี้คุณภาพดีมาก แถมยังตัวใหญ่อีกด้วย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าพวกเขาสองคนสามารถกินมันจนหมดได้
ไม่เพียงเท่านั้น หลินเจียจวินยังดื่มเบียร์ต่ออีกสามขวดด้วย
ทันที่พวกเขาสองคนออกมาจากร้าน พวกเขาก็รู้สึกแน่นท้องมาก
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ช่วงที่ฉันอยู่ที่ชิงโจว นายจะต้องให้ฉันได้กินกุ้งเครย์ฟิชทุกวัน ! ”
ต่อให้กินอิ่มจนแน่นแล้ว แต่หลินเจียเจวินก็ยังดูเหมือนไม่หนำใจ เขายังไม่วายบอกเรื่องนี้กับเจียงเสี่ยวไป๋ก่อนที่จะขึ้นรถ
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ผมว่าจะชวนพี่ไปถนนคนเดินเพื่อหาของกินในคืนนี้ต่อ ! ”
เมื่อหลินเจียจวินได้ยินแบบนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงถนนคนเดินกลางคืนที่ตีนเขาซีเฟิง ที่นั่นเต็มไปด้วยร้านขายของทานเล่นจากทั่วทุกมุมของประเทศจีน แสงไฟนวลตา ป้ายไฟนีออน ดอกไม้ไฟหรือควันหนาทึบ และร่างของผู้คนที่เคลื่อนไหวไปตามเสียงเพลง มีเสียงดัง และเสียงตะโกนดังขึ้นประปราย ให้ความรู้สึกคึกคัก…
“ชิงโจวนี้เป็นเมืองที่ดีจริง ๆ ! ”
หลินเจียจวินพูดเรื่องนี้อย่างไม่รู้ตัว
อันที่จริง มีของอร่อยมากมายในชิงโจวที่เขาอยากจะกินให้หมด แต่เขารู้ดีว่าไม่สามารถกินมันจนหมดทุกเมนูได้
เพราะถึงอย่างไรเขาก็ยัดลงท้องได้ไม่หมดแน่นอน !
ฉันอยากจะเป็นคนชิงโจวจริง ๆ อยากจะอาศัยอยู่ในชิงโจวตลอดไป !
เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋เห็นแบบนั้น เขาก็ยิ้มออกมาและพูดต่อว่า “ดูเหมือนว่าพี่จะอิ่มแล้ว เพราะงั้นเราไม่ไปดีกว่า”
หลินเจียจวินพูดด้วยความไม่พอใจทันที “แค่ไปถนนคนเดินเพื่อหาไรกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนกลางคืนไม่ใช่เหรอ ? ใครกันแน่ที่อิ่ม ? ”
เอิ่ม……
เอาอีกแล้ว !
เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยังคงยืนยันคำเดิมแล้วูดว่า “ช่างมันเถอะ พี่กินมาเยอะแล้ว ผมว่าบ่ายนี้จะไม่เข้าสำนักงาน แต่เดี๋ยวจะแวะไปที่ร้านนวดเท้าแทน”
“ขอบคุณมาก ! ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น หลินเจียจวินก็มีความสุขมากจนอดที่จะยิ้มไม่ได้
เขากินมากเกินไปจริง ๆ และมันคงจะอึดอัดมากถ้าจะให้เขาไปนั่งในสำนักงานต่อ
แต่ถ้าเกิดว่าไปร้านนวดเท้าแทนก็จะได้นอนสบาย ๆ มีคนนวดเท้าให้ นั่นแหละคือชีวิตที่เขาต้องการ !
ดังนั้น เจียงเสี่ยวไป๋จึงขับรถตรงไปที่ร้านนวดเท้าที่อยู่ในเหมี่ยววาน
ปัจจุบันได้มีเปิดร้านนวดเท้าเพิ่มอีกสามร้านในชิงโจว แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยังคงเลือกที่จะไปนวดเท้าที่เดิม
เพราะที่นี่สะอาด..
“สวัสดีเถ้าแก่เจียง ! ”
“สวัสดีผู้ช่วยหลิน ! ”
เมื่อทั้งสองเดินเข้าไป เฉินเจียก็ทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้มในทันที
เจียงเสี่ยวไป๋เพียงพยักหน้าเบา ๆ เป็นการตอบรับ ในขณะที่หลินเจียจวินพูดตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “เจียเจีย ตอนนี้คุณเป็นผู้จัดการร้านของร้านนี้แล้วเหรอ ! ”
เฉินเจียติดตราผู้จัดการร้านบนหน้าอกของเธอ และหลินเจียจวินก็หันไปมองตาม
ทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้สาวน้อยคนนี้มีคุณสมบัติขับให้ป้ายที่ติดตรงหน้าอกดูเด่นสะดุดตากันเล่า ?
พอติดป้ายตรงนั้นมันดูเด่นสะดุดตาขนาดนั้น ต่อให้ไม่อยากมองคงยาก
เฉินเจียตอบว่า “หลังจากที่รองประธานเฉินไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ ฉันก็ดูแลที่นี่ เลยไม่ได้เจอผู้ช่วยหลินมานานแล้ว เดี๋ยววันฉันจะนวดเท้าให้เองค่ะ ! ”
หลินเจียจวินมีความสุขมาก เขาประทับใจในตัวเฉินเจียมากจริง ๆ ถ้าเขาเปิดร้านนวดเท้าในเจียงเฉิง เขาก็อยากจะพาเธอไปที่นั่นด้วย
อย่างไรก็ตาม หลินเจียหงก็ได้เป็นคนขอให้หยวนหยวนมา ขณะที่เฉินเจียช่วยงานอยู่ที่ชิงโจว
หลังจากที่เข้าไปในห้อง เฉินเจียก็นวดเท้าให้กับหลินเจียจวินทั้งสองคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา แต่เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกง่วงหลังจากกินมาจนอิ่ม เขาจึงผล็อยหลับไปไม่นานหลังจากนั้น
เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็ได้เห็นว่าหลินเจียจวินก็หลับไปด้วยเหมือนกัน
เจียงเสี่ยวไป๋ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ เขาลุกขึ้นยืน สวมรองเท้าแล้วเดินออกจากห้องไป
เมื่อมองจากลานบ้านทั้งสี่มุม เมฆที่พลิ้วไหวบนท้องฟ้าเจิดจ้า มวลหมู่เมฆดูสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ
เจียงเสี่ยวไป๋ดูนาฬิกาของเขา ในตอนนี้ก็เป็นเวลาห้าโมงกว่าแล้ว
กลางวันในฤดูร้อนจะยาวนานมาก แม้จะหลังห้าโมงเย็น แต่ท้องฟ้าก็ยังคงดูสดใสอยู่ ถ้าเป็นฤดูหนาวก็คงจะมืดไปแล้ว
แผงลอยริมถนนในตลาดจะเริ่มตั้งตอนฟ้าเริ่มมืดแล้ว ดังนั้นเจียงเสี่ยวไป๋จึงไม่รีบร้อน เขาไปที่บาร์แล้วโทรหาหลินเจียอินและบอกเธอว่าหลินเจียจวินอยู่กับเขา ซึ่งเขาจะกลับช้าหน่อย
เมื่อหลินเจียอินได้ยินว่าหลินเจียจวินมา เธอก็ดีใจเช่นกัน “งั้นก็แสดงว่าคุณจะไปกินข้าวเย็นกับเขาในเมืองก่อน แล้วค่อยกลับมาใช่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เขาจะไปถนนคนเดินเพื่อไปซื้อของว่างกินในตอนเย็น”
เมื่อหลินเจียอินได้ยินแบบนั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายไหล ขณะที่เธอกำลังจะพูดต่อ เจียงชานที่อยู่ข้าง ๆ เธอก็พูดขึ้นว่า “หม่าม๊า ป่าป๊าไปถนนคนเดินกลางคืนอีกแล้วเหรอ ? ”
หลินเจียอินยิ้ม “ใช่แล้ว ! ”
“เอาโทรศัพท์มาให้หนู ! ” เจียงชานพูดและขอโทรศัพท์จากหลินเจียอิน
“ป่าป๊า ป่าป๊าไปถนนคนเดินก็อย่าลืมซื้อเต้าหู้เหม็นกลับมาฝากหนูด้วยนะ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ได้สิ หนูเอาไรอีกไหม ? ”
“อืม…” เจียงชานคิดอยู่พักหนึ่ง “หนูก็อยากจะกินเนื้อแกะเสียบไม้ย่าง หอยนางรมย่าง มะเขือยาวย่าง แล้วก็……”
เธอพูดออกมาเป็นสิบอย่างในรวดเดียว
พูดจบ ก็ไม่ลืมที่จะบอกเขาว่า “ป่าป๊า ซื้อมาเยอะๆ เลยนะคะ หม่าม๊ากับถิงถิงก็อยากกินเหมือนกัน”
“ได้เลย ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ตอบรับพร้อมกับรอยยิ้ม
หลังจากวางสายไปแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็ไปชงชา จุดบุหรี่สูบและดื่มชาขณะที่รอหลินเจียจวินตื่น
จนกระทั่งหลังหกโมงเย็น หลินเจียจวินก็ออกมาจากในห้อง
“นายออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ”
“ทำไมไม่เรียกฉัน ! ”
หลินเจียจวินนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะน้ำชา
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะเบา ๆ “ผมไม่รีบ เห็นว่าพี่กำลังหลับอยู่ก็เลยไม่อยากกวน”
หลินเจียจวินหันไปมองท้องฟ้าแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่ายังไม่เย็นมาก มา ขอชาสักแก้วสิ”
เจียงเสี่ยวไป๋เทชาใส่แก้วให้เขา
หลินเจียจวินดื่มชา แล้วพูดต่อว่า “เมื่อพูดถึงชา ชาจีนของเรานั้นดีกว่าชาดำที่คนอเมริกันดื่มกันอีก อันนั้นไม่มีรสชาติเลย”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ชาที่พวกเขาดื่มทำจากใบชาบดและบรรจุในถุง ซึ่งเรียกว่าถุงชา”
หลินเจียจวินพยักหน้า “ใช่แล้ว ใบชาทั้งหมดถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ มันเป็นเรื่องยุ่งยากจริง ๆ ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ไม่ใช่แบบนั้นหรอก พวกเขาบดใบชาเพื่อที่จะได้ผสมทั้งใบชาที่ดีและไม่ดีเข้าด้วยกันเพื่อปรับสมดุลรสชาติของใบชาและรักษารสชาติให้คงที่ ต่างจากในประเทศของเรา ที่จะใช้แค่ใบชาที่ถูกคัดเกรดมาแล้ว มันจึงรสชาติดีกว่าเป็นพิเศษ”
หลินเจียจวินพูดด้วยความประหลาดใจ “นี่นายศึกษาชาของต่างประเทศด้วยหรอ ? ”
เขาสงสัยจริง ๆ ว่าเจียงเสี่ยวไป๋เคยไปต่างประเทศด้วยเหรอ
ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่เชิงเรียกว่าเป็นการศึกษา แต่อันที่จริงวัฒนธรรมการใช้ถุงชาเข้ามาในประเทศเรานานแล้ว ดังนั้นผมจึงมีความเข้าใจในเรื่องนี้บ้าง”
หลินเจียจวินพยักหน้าเหมือนจะรู้ แต่อันที่จริงเขาไม่รู้เลยว่าถุงชาเข้ามาในประเทศตั้งแต่เมื่อไหร่
ทั้งสองคุยกันและดื่มชากันไปสักพัก ท้องฟ้าก็ค่อย ๆ มืดลง
“ไปกันเถอะ ได้เวลากินบาร์บีคิวแล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยืนขึ้น หลินเจียจวินจึงลุกขึ้นตาม
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็ได้มาถึงถนนคนเดินกลางคืน
ในเดือนมิถุนายน อากาศจะเริ่มร้อนขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ช่วงที่ร้อนที่สุด ตอนนี้เป็นช่วงที่อากาศกำลังดี เย็นสบาย เหมาะแก่การปิ้งบาร์บีคิวมากที่สุด
ถนนคนเดินกลางคืนเต็มไปด้วยผู้คน ดูมีชีวิตชีวาและกลิ่นหอมของเมนูทานเล่นต่าง ๆ ได้ลอยหอมอบอวลไปทั่ว
“นี่มันคือกลิ่นหอมของอะไรกัน ! ”
หลินเจียจวินรู้สึกอึ้ง ก่อนที่จะพาเจียงเสี่ยวไป๋ไปมองหาของกินตามแผงลอยต่าง ๆ