ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1047 มอบสวัสดิการ
ตอนที่ 1047 มอบสวัสดิการ
ในการประชุมครั้งนี้ก็มีเปากันฉวนและโหยวโหย่วหยูจากฝ่ายสำนักงานเป็นประธาน หลังจากหลินเจียอินได้ประกาศเริ่มการประชุม แต่ละแผนก แต่ละโรงงาน และแต่ละบริษัทต่าง ๆ ก็ได้เริ่มรายงานสถานการณ์งานในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ โดยเริ่มตั้งแต่เมิ่งเสี่ยวเป่ยเป็นคนแรก
เนื่องจากมีคนที่จะต้องรายงานหลายคน ถึงแม้ว่าจะเป็นรายงานสั้น ๆ แต่โดยรวมก็ได้กินเวลาไปถึงสองชั่วโมง
หลังจากที่พักไปได้ครึ่งชั่วโมง หลินเจียอินและเฝิงเยี่ยนหงก็ได้กลับมาที่ห้องทำงานเพื่อเลี้ยงลูก ๆ ต่อ จนผ่านช่วงพักเที่ยงไป การประชุมก็ได้เริ่มดำเนินต่ออีกครั้ง
ซึ่งการประชุมในช่วงบ่ายนี้มีเจียงเสี่ยวไป๋เป็นประธานการประชุม
“ในช่วงเช้า แต่ละแผนกได้รายงานเกี่ยวกับงานของตนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ไปแล้ว ซึ่งทุกคนก็เห็นและเข้าใจตรงกัน ขอบคุณในความพยายามของทุก ๆ คน”
หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวเสร็จ เขาก็มองไปที่หลินเจียอินและพูดว่า “หลังจากที่ประธานหลินได้พิจารณาแล้ว ทางเราจึงได้ตัดสินใจที่จะให้สิ่งตอบแทนสำหรับทุกคนที่อยู่ที่นี่”
“แปะ แปะ แปะ…”
จู่ ๆ เสียงปรบมืออันอบอุ่นก็ได้ดังขึ้น และสายตาของทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋อย่างคาดหวัง
ที่ผ่านมาเจียงเจียกรุ๊ปมักจะแจกโบนัสก้อนใหญ่เสมอ เพียงแต่คราวนี้น่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่ไม่น้อย
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ทุกคนใจเย็นก่อน อย่าเพิ่งเข้าใจผิดกัน ฉันกำลังพูดถึงสวัสดิการ ไม่ใช่แจกเงินโบนัสหรอกนะ”
ฮะ ?
ทุกคนเมื่อได้ยินแบบนั้น ต่างคนต่างก็แสดงท่าทีตกตะลึงออกมา
ก็นึกว่าจะได้รับเป็นเงินก้อนใหญ่เสียอีก !
ไม่คิดเลยว่าจะไม่ใช่การแจกเงินโบนัส
ทว่าไม่ได้มีใครผิดหวังมากนัก
เพราะอย่างไรทุกคนในที่นี้ก็มีเงินเดือนที่สูงและได้โบนัสประจำปีเยอะอยู่แล้ว ถ้าให้พูดกันตามตรงเลยก็คือผู้บริหารในเจียงเจียกรุ๊ปต่างก็มีฐานะที่ร่ำรวยกันทั้งนั้น !
“ผู้ช่วยเจียง คุณอย่ามาอ้อมค้อมเลย รีบบอกเรามาเถอะว่ามันคืออะไรกันแน่ ! ”
“ใช่ คุณเห็นไหมว่าเราทุกคนตั้งตารอมันอยู่ บอกมาเร็ว ๆ เถอะ ! ”
“คุณจะให้บัตรกำนัลสปานวดเท้ากับเราคนละสองสามใบเหรอ ? ”
“……”
คนส่วนใหญ่ที่นี่ต่างคุ้นเคยและสนิทกับเจียงเสี่ยวไป๋มาก ดังนั้นพวกเขาจึงพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
และคนที่พูดถึงการออกบัตรกำนัลของสปานวดเท้าก็คือหลี่เฉิงหรู
แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้ยิ้มและพูดออกมาว่า “”ลืมบัตรกำนัลของสปานวดเท้าไปได้เลย ท่านประธานได้ตัดสินใจแล้วว่าจะจัดทริปให้เราทุกคนในที่นี้ไปเที่ยวเทียนจิง เซี่ยงไฮ้ และกวางตุ้งเป็นเวลา 7 วัน”
“ไปเทียนจิง ! ”
“เยี่ยมมาก ฉันอยากไปดูจัตุรัสเทียนอันเหมินมานานแล้ว ! ”
“ในที่สุดฉันก็ได้เห็นเทียนอันเหมินด้วยตาของฉันเอง ! ”
“ยังมีพระราชวังต้องห้ามอีก ฉันอยากไปดูความยิ่งใหญ่ของมันมาก”
“ยังมีกำแพงเมืองจีนด้วย ว่ากันว่าหากไปไม่ถึงกำแพงเมืองจีน ไม่ใช่วีรบุรุษ ฉันอยากเป็นวีรบุรุษสักครั้ง ! ”
“ฉันได้ยินมาว่าเซี่ยงไฮ้เป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุด ฉันอยากไปเยือนดูสักครั้ง”
“คุณไม่เคยได้ยินที่รองประธานเฉินบอกเหรอว่ากวางตุ้งเป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุด อั้ยหยา ฉันอยากไปเสียแล้วสิ”
“……”
ทุกคนต่างมีความสุขเมื่อได้ยินเกี่ยวกับทริปท่องเที่ยวเจ็ดวันที่เทียนจิง เซี่ยงไฮ้ กวางตุ้งและเซินเจิ้น
พวกเขาส่วนใหญ่ต่างก็ตื่นเต้นที่จะได้ไปเทียนจิง ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศตัวเอง
เหตุผลที่เจียงเสี่ยวไป๋เลือกจัดทริปท่องเที่ยวในทั้งสามเมืองนี้ก็มาจากการตัดสินใจที่ได้พิจารณามาดีแล้ว
เพราะปัจจุบันนี้ในปี 1984 ผู้คนไม่ค่อยสนใจจุดชมวิวเด่น ๆ อย่างภูเขาหวงซาน ภูเขาไท่ซาน และภูเขาหัวซานกันมากนัก
สาเหตุหลักเลยก็คือเศรษฐกิจในยุคนี้ยังไม่พัฒนามากนัก ผู้คนปรารถนาที่จะได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองในเมืองใหญ่มากกว่าทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม
ยิ่งไปกว่านั้น ชิงโจวก็ยังเป็นสถานที่ที่มีภูเขาอยู่แล้ว
เมื่อคุณคุ้นเคยกับการเห็นภูเขาและแม่น้ำ เวลาที่คุณมองดูภูเขาที่อื่น มันก็เป็นเหมือนกัน
แต่การไปเทียนจิง เซี่ยงไฮ้ และกวางตุ้งนั้นแตกต่างออกไป
เพราะทั้งสามแห่งนี้ล้วนเป็นสามมหานครที่โดดเด่นมากที่สุดในประเทศจีน มันมีเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองและบรรยากาศทางสังคมที่เปิดกว้าง
การที่ให้ผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางของเจียงเจียกรุ๊ปไปเที่ยมชมเมืองใหญ่นี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้รางวัลพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้พวกเขาไปเรียนรู้ ไปเปิดโลกทัศน์ของตนเองอีกด้วย
เจียงเสี่ยวไป๋ได้ยกมือขึ้นเพื่อหยุดการสนทนา
เขาหันไปพูดกับเปากันฉวนว่า “ผู้อำนวยการเปา ฝากจัดการเรื่องนี้ด้วยนะ เราจะเดินทางโดยเครื่องบินและพักในโรงแรมที่ดีที่สุด”
“ครับ ! ”
เปากันฉวนยิ้มรับ
หลังจากจัดการเรื่องสวัสดิการเสร็จแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็พูดต่ออีกว่า “สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก เราจะไม่จัดการทุกเรื่องในการประชุมใหญ่ แต่รอให้จบการประชุมแล้วค่อยแยกกันไปแก้ปัญหาทีละจุด”
หลังจากพูดจบ เขาก็เหลือบมองทุกคนและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ต่อไป ฉันขอพูดถึงจุดเน้นของงานในช่วงครึ่งหลังของปีก่อน”
“อย่างแรกเลยก็คือ เราจะต้องเพิ่มกำลังผลิตของโรงงานผลิตแต่ละแห่ง เนื่องจากจำนวนร้านสะดวกซื้อในเครือโฮมส์อินมีปริมาณเยอะขึ้น สินค้าของเราจึงเริ่มเพียงพอต่อความต้องการ”
“ในสถานการณ์แบบนี้ หากไลน์การผลิตใดควรขยายก็ขยาย หากโรงงานไหนควรเพิ่มไลน์การผลิตใหม่ก็ให้เพิ่มได้เลย”
“สรุปก็คือ เป้าหมายในครึ่งปีหลังนี้ ขอให้ทุกโรงงานเพิ่มกำลังผลิตของตัวเองอย่างน้อยสามสิบเปอร์เซ็นต์”
เฉินหยวนเฉาซึ่งเป็นคนรับผิดชอบแผนกอุตสาหกรรมกล่าวว่า “ประธานและผู้ช่วยเจียงมั่นใจได้เลยว่าแผนกอุตสาหกรรมได้เตรียมพร้อมสำหรับที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไว้แล้ว เราสามารถเพิ่มกำลังการผลิตสามสิบเปอร์เซ็นต์ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้อย่างแน่นอน”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและกล่าวว่า “แผนกอุตสาหกรรมไม่เพียงแต่ต้องพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตในปีนี้เท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาไปถึงในปีหน้า ปีหลังจากนั้น และในระยะยาวอีกด้วย”
เฉินหยวนเฉากล่าวว่า “โรงงานหลายแห่งของเราถูกสร้างขึ้นเป็นเฟส รอให้การก่อสร้างเฟสสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว กำลังการผลิตของเราจะได้รับการรับประกันภายในห้าถึงสิบปีแน่นอน”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เราไม่สามารถพิจารณาความสำเร็จของโครงการหลังการก่อสร้างเพียงอย่างเดียวได้ หากผลิตภัณฑ์ไหนควรแยกก็ต้องแยกออกมา เดินตามเส้นทางในการเป็นผู้เชี่ยวชาญของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ และดำเนินกลยุทธ์ในการสร้างยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม ทำให้ตัวเองเป็นแบรนด์แรกเท่านั้น เราถึงจะสามารถรักษาข้อได้เปรียบของเราเอาไว้ได้เสมอ”
พูดแล้ว เขาก็ยกตัวอย่างให้ฟัง
“ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของโรงงานเครื่องปรุงรส ปัจจุบันเราครอบคลุมไปถึงเครื่องปรุงรสกุ้งอบน้ำมันสำเร็จรูป, ซอสพริก, ผงห้าเครื่องเทศ, ผงสิบสามเครื่องเทศ, ซีอิ๊ว, ซุปไก่สกัด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งเราสามารถแยกผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกไปตั้งโรงงานแยกได้ เช่น โรงงานซอสพริก โรงงานซีอิ๊วขาว โรงงานน้ำส้มสายชูเป็นต้น”
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเฉินหยวนเฉาแล้วก็ได้เน้นย้ำว่า “อย่ากลัวที่จะแยกพวกมัน ในตอนนี้ยิ่งเราแยกมันออกเป็นปริมาณมากเท่าไร เราก็จะมีโรงงานมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเรามีโรงงานมากขึ้น เราก็จะมีรายได้และผลกำไรในอนาคตที่มากขึ้นเช่นกัน”
“ยิ่งไปกว่านั้นโรงงานที่จะแบ่งย่อยออกมาจะต้องพิจารณาไปตามขนาด โรงงานแต่ละแห่งจะต้องสร้างเป็นขนาดใหญ่ที่สุด เราต้องพิจารณาจากตลาดทั่วทั้งประเทศ ไปจนถึงการส่งออกไปต่างประเทศ”
เฉินหยวนเฉาหยิบปากกาขึ้นมาจดรายละเอียด แล้วพูดว่า “เอาล่ะ งั้นเดี๋ยวฉันจะไปหารือและวางแผนเรื่องการลงทุนของโรงงานใหม่กับถานชิงซานก่อน แล้วจะมารายงานอีกที ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า
“หลังจากพูดถึงแผนกอุตสาหกรรมจบแล้ว ฉันขอพูดถึงแผนกการตลาดก่อน”
“ตอนนี้ งานของฝ่ายการตลาดคือการรักษาลูกค้าเก่า เพิ่มลูกค้าใหม่ และขยายส่วนแบ่งการตลาดต่อไป”
“และเราจะต้องเร่งการเปิดร้านสะดวกซื้อเครือโฮมส์อินไปทั่วประเทศอีกด้วย”
“นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ! ”
เฉินอันผิงกล่าวว่า “ผู้ช่วยเจียง จากการดำเนินงานด้านการตลาดในช่วงครึ่งปีแรก ทีมการตลาดได้เปิดร้านสะดวกซื้อเครือโฮมส์อินในมณฑลจีนตอนกลาง และได้เตรียมขยายสาขาไปยังเมืองใหญ่ ๆ ระดับประเทศแล้ว เช่น ที่เทียนจิง, เซี่ยงไฮ้, จินหลิง, ซูโจว และหางโจว”
“ต่อไป ทีมการตลาดของเราก็จะต้องเตรียมรับมือกับสาขาที่จะมีการเปิดเพิ่มมากขึ้น เพราะรับประกันเลยว่าจำนวนร้านสะดวกซื้อในเครือโฮมส์อินที่จะเพิ่มขึ้นมาใหม่จะต้องสูงถึงสองพันแห่งในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างแน่นอน”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ความเร็วในการเปิดร้านสะดวกซื้อเครือโฮมส์อินส่งผลโดยตรงต่อความเร็วในการออกล็อตเตอรี่แห่งความหวังทั่วประเทศ ดังนั้นเราจะต้องเพิ่มเป้าหมายเป็นสองพันแห่ง และมุ่งมั่นไปต่อที่สามพันแห่งในช่วงครึ่งหลังของปี”
“ครับ”
เฉินอันผิงตอบรับ เขารู้สึกกดดันกับเป้าหมายของเจียงเสี่ยวไป๋มาก