ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1053 ถามไถ่เรื่องงาน
ตอนที่ 1053 ถามไถ่เรื่องงาน
ในตอนที่จ้าวเจียเซียงกลับไปที่หวงโจว เจียงเสี่ยวไป๋เองก็กลับไปพร้อมกับเขาด้วยเหมือนกัน
แถมนอกจากเมิ่งเสี่ยวเป่ย เปากันฉวน หลี่ชิงอี และหลี่เวยจากเจียงเจียกรุ๊ปแล้ว ผู้นำของรัฐบาลท้องถิ่นอย่างจางอี้เต๋อ ถังจิงเทียนและหม่าว่านหลี่ก็ตามไปด้วยเหมือนกัน
ภายในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่อยู่ในเมืองหวงโจว เจียงเจียกรุ๊ปก็ได้ตกลงที่จะร่วมมือกับพวกเขาในการจัดตั้งโรงเรียนในหวงโจวและพัฒนาเกาะซีป้า นอกจากนี้เทศบาลเมืองหวงโจวยังได้จัดตั้งทีมงานพิเศษสำหรับโครงการถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ชิงหวงและเริ่มทำการสำรวจทางธรณีวิทยา การจัดหาที่ดิน การรื้อถอน และงานอื่น ๆ ภายในหวงโจว เพื่อสร้างถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ชิงหวง
แน่นอนว่าทีมงานพิเศษนี้ก่อตั้งร่วมกันระหว่างเจียงเจียกรุ๊ป เทศบาลเมืองชิงโจว และเทศบาลเมืองหวงโจว หัวหน้าทีมโครงการนี้ก็คือเจียงเสี่ยวไป๋ รองหัวหน้าทีมได้แก่ ถังจิงเทียน รองนายกเทศมนตรีชิงโจว และหลี่หยุนไค รองนายกเทศมนตรีหวงโจว
โดยสำนักงานได้ถูกจัดตั้งอยู่ในตัวเมืองหวงโจว
นี่คือสิ่งที่จ้าวเจียเซียงต้องการ
ดังนั้นเจียงเสี่ยวไป๋จึงมีสำนักงานอีกแห่งอยู่ในหวงโจว
จางอี้เต๋อรู้อย่างดีว่านี่คือวิธีของจ้าวเจียเซียงที่จะทำให้เจียงเสี่ยวไป๋มาที่หวงโจวบ่อย ๆ
แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การสร้างถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ชิงหวงนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดแล้วในตอนนี้ แต่เขาไม่สามารถห้ามเจียงเสี่ยวไป๋ไม่ให้ไปที่หวงโจวได้ เขาจึงทำได้แค่เพียงพูดอ้อม ๆเพียงเท่านั้น
ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งชิงโจวและหวงโจวเองก็ได้เริ่มทำการสำรวจทางธรณีวิทยาบนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ชิงหวง จนหลังจากที่ผ่านไปได้สองเดือน ในที่สุดก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเส้นทางที่เจียงเสี่ยวไป๋วาดนั้นมีความเป็นไปได้มากที่สุด
ในเวลาเดียวกัน การสำรวจทางธรณีวิทยาของส่วนตั้งแต่หวงโจวถึงเจียงเฉิงก็เสร็จสมบูรณ์เช่นกัน
ผลลัพธ์เป็นอย่างที่เขาพูดจริง ๆ
ส่งผลให้งานจัดหาที่ดินและรื้อถอนตามเส้นทางที่วางแผนไว้ได้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังแล้ว
ในระหว่างนั้น เทศบาลชิงโจวก็ยังได้จัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนมาเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง เช่น โรงงานเหล็ก บริษัทก่อสร้าง เหมืองหิน และโรงงานไม้ และได้รับเงินลงทุนรวม 50 ล้านหยวนจากบริษัทการลงทุนเจียงเฉิง สำหรับหน่วยงานการสนับสนุนนี้
หนึ่งในนั้นรวมถึงโรงงานปูนซีเมนต์ด้วย
อย่างไรก็ตาม โรงงานปูนซีเมนต์ก็ไม่ใช่โรงงานใหม่อะไร ถึงแม้ว่าตั้งแต่ที่มีการเปิดตัวโครงการหมู่บ้านในชนบทใหม่ ก็ได้มีการสร้างโรงงานปูนซีเมนต์ใหม่ขึ้นมา แต่ก็เพียงแค่การเพิ่มการลงทุนและการขยายตัวเท่านั้น
แน่นอนว่าเจียงเจียกรุ๊ปยังก็ได้ลงทุนในหน่วยงานที่กล่าวมาข้างต้นด้วยเงินลงทุนรวม 30 ล้านหยวน
การจัดหาที่ดินและการรื้อถอนอาจต้องใช้เวลาสักระยะจึงจะแล้วเสร็จ ดังนั้นเจียงเสี่ยวไป๋จึงไม่ได้ลงทุนเยอะมากเท่ากับตอนที่เขาทำการสำรวจที่ดิน
ในวันนี้ ทันทีที่เขากลับมาถึงชิงโจว เขาก็รีบตรงไปที่สำนักงานในทันที เขาพูดกับหลี่ชิงอีว่า “เรียกรองประธานเมิ่งมาให้หน่อย”
“ได้ค่ะ ! ” หลี่ชิงอีตอบรับและเดินออกไปในทันที
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เธอทำงานอยู่กับเจียงเสี่ยวไป๋ตลอด ยังได้เดินทางไปรอบ ๆ ทั้งชิงโจว หวงโจวและเจียงเฉิง ทำให้ตอนนี้เธอรู้เรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเจียงเจียกรุ๊ป สำนักงานใหญ่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ชิงเจียง สำนักงานใหญ่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ชิงหวง และรวมไปถึงบริษัทการลงทุนเจียงเฉิงอีกด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน เมิ่งเสี่ยวเป่ยก็เดินตามหลี่ชิงอีเข้ามา
“คุณเพิ่งกลับมาจากหวงโจว ไม่พักผ่อนก่อนเหรอ ? ” เมิ่งเสี่ยวเป่ยเดินเข้ามาพร้อมกับมองเห็นท่าทางที่เหนื่อยล้าของเจียงเสี่ยวไป๋ ก็รู้สึกสงสารเขาเล็กน้อย ก่อนที่จะเอ่ยทักออกมา
เธอรู้ดีที่สุดว่าเจียงเสี่ยวไป๋เหนื่อยแค่ไหนในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือ “ผมไม่เป็นไร ตอนนี้ผมสำรวจที่ดินเสร็จ เพราะงั้นหลังจากนี้ผมก็จะได้พักแล้ว”
หลังจากพูดจบ เขาก็พูดต่อว่า “ผมเรียกคุณมาพบเพื่ออยากจะถามว่าการลงทะเบียนรับนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่เป็นอย่างไรบ้าง ? ”
ขณะนี้เป็นช่วงปลายเดือนสิงหาคมและโรงเรียนจะเริ่มเปิดเรียนในเดือนกันยายน โรงเรียนประถมฉิวซู่ในตอนนี้กำลังรับสมัครนักเรียนเป็นครั้งแรกของปีนี้ และเจียงเสี่ยงไป๋ก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับโรงเรียนนี้
แต่เนื่องจากเขาใช้เวลาเกือบสองเดือนอยู่ที่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้เขาจึงไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในบริษัทเลย
เมิ่งเสี่ยวเป่ยไม่คาดคิดว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะมาหาเธอเพื่อถามเรื่องนี้ เธอจึงกล่าวว่า “ในปีนี้เราเปิดรับนักเรียนแค่ชั้น ป.1 ทั้งหมด 10 ห้องเรียน ในนั้นมี 4 ห้องเรียนเป็นนักเรียนแบบเดินทางไป – กลับ ส่วนที่เหลืออีก 6 ห้องเรียนเป็นนักเรียนแบบพักนอน ในตอนนี้โควต้าสำหรับทุกห้องเรียนเต็มหมดแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาดมาก”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยเม้มริมฝีปากแล้วยิ้มออกมา “ไม่ใช่ดีเกินคาดธรรมดา เพราะยังมีผู้ปกครองอีกหลายคนที่ต้องการส่งลูกมาเรียนที่โรงเรียนของเรา แต่โควต้ามันเต็มแล้วค่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า เพื่อรับประกันคุณภาพการสอน เขาจึงต้องใช้ระบบชั้นเรียนขนาดเล็กซึ่งมีนักเรียนเพียงห้องละ 20 คนเท่านั้น
ดังนั้น แม้ว่าโรงเรียนประถมฉิวซู่จะเปิดชั้นเรียนถึงสิบห้องเรียนก็ตามในปีนี้ แต่ก็จะมีนักเรียนเพียง 200 คนเท่านั้น
“แล้วอาจารย์ล่ะ ? ” เจียงเสี่ยวไป๋ถาม
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “อาจารย์ทุกคนก็ยังอยู่ที่นี่ ทุกคนต่างก็ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมล่วงหน้าหนึ่งเดือนในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนตามที่คุณสั่งมา”
เจียงเสี่ยวไป๋ถามว่า “แล้วเลือกอาจารย์ใหญ่ไว้หรือยัง ? ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ! ” เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าว “อาจารย์ใหญ่ชื่อหวังเชียน และรองอาจารย์ใหญ่ชื่อข่งหรง”
แต่ในส่วนนี้ เจียงเสี่ยวไป๋เขามีส่วนร่วมในการคัดเลือกครูทุกคนเป็นการส่วนตัว ซึ่งเขาประทับใจข่งหรงเป็นพิเศษ แต่หวังเชียนนั้นไม่ค่อยเท่าไหร่ เขาเลยพูดว่า “เล่าเรื่องเขาสองคนให้ฟังหน่อย”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยตอบรับและเล่าให้ฟัง
“เดิมทีหวังเชียนเคยเป็นพนักงานบริษัทเราอยู่แล้ว เขาเป็นคนฉลาด อายุยังน้อยและสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย”
“ผู้อำนวยการโหยวบอกว่าอาจารย์ใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นครูก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการจัดการ ดูแลโรงเรียน และเข้าใจวัตถุประสงค์ของการบริหารโรงเรียนมากที่สุด ดังนั้นเขาจึงเลือกหวังเชียน”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะยิ้ม “เป็นความคิดของโหยวโหย่วเองเหรอ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ใครบอกไม่ใช่กันล่ะ ? ผ่านการฝึกอบรมครู การลงทะเบียนในครั้งนี้ หวังเชียนจึงได้รับเลือกให้เป็นครูใหญ่ หลังจากที่ฝึกฝนเสร็จแล้ว เพราะงั้นผู้อำนวยการโหยวโหย่วหยูน่าจะตัดสินใจมาดีแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวต่อว่า “พยายามรับสมัครแต่คนที่มีความสามารถนะ โรงเรียนเป็นสถานที่สำหรับสอนและให้ความรู้ จะต้องปลูกฝังโดยผู้ที่มีความสามารถ สิ่งนี้สำคัญมากที่สุด”
หลังจากพูดจบ เขาก็พูดว่า “คงเป็นเพราะว่าหวังเชียนไม่ได้เป็นอาจารย์ เลยได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ใหญ่ทำงานคู่กับข่งหรง”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ข่งหรงเขาเป็นรองอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนประถมชิงโจวแห่งที่สอง และมีประสบการณ์มากมายในการจัดการโรงเรียน ผู้อำนวยการโหยวเลยขอให้เขามาทำงานกับหวังเชียน จะได้ช่วยจุดที่หวังเชียนยังบกพร่องอยู่”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยพูดว่า “คุณอยากจะถามอะไรอีกไหมคะ?”
เจียงเสี่ยวไป๋ถามว่า “หยินเจิ้งและโฮ่วผิงล่ะ พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง ? ”
หยินเจิ้งเป็นลูกชายของผู้อำนวยการหยินซื่อและจางหงเหม่ย เขาเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงโจวและยังได้รับคัดเลือกเป็นการส่วนตัวจากเจียงเสี่ยวไป๋เมื่อปีที่แล้ว
โฮ่วผิงเป็นหลานชายของโฮ่วเซียนเนี่ยน และเป็นลูกชายของโฮ่วเสี่ยวไห่ เขาเป็นนักศึกษาหัวกะทิที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เจียงเสี่ยวไป๋จำได้ว่าเคยเจอกันก็ตอนที่เจียงเสี่ยวไป๋ไปเยี่ยมบ้านเกิดของเหล่าโฮ่วในเทียนจิงเมื่อปีที่แล้ว
ในบรรดาครูทั้งหมดที่ได้รับคัดเลือก มีเพียงสองคนนี้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา ดังนั้นเขาจึงต้องถาม
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “หยินเจิ้งและโฮ่วผิงต่างก็เคยได้ไปฝึกสอนที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้านซานฮวาเป็นระยะเวลาครึ่งปี และพวกเขาทั้งคู่ก็ทำได้ดีในการฝึกอบรมครูในครั้งนี้ด้วย”
“ตอนนี้ ครูที่เกษียณอายุไปแล้ว 8 คน รวมทั้งเหวินฮวาเหรินและถานเชียนโปต่างก็ได้กลับมาแล้ว แต่หยินเจิ้งเองเลือกที่จะสอนที่โรงเรียนประถมหมู่บ้านซานฮัวต่อ เขาบอกว่าจะมาสอนที่โรงเรียนประถมฉิวซู่หลังจากที่สอนที่นั่นครบหนึ่งปี”
“ที่จริงแล้วตัวโฮ่วผิงเองก็อยากไปที่อื่นเหมือนกัน แต่เป็นหวังเชียนเองที่ให้เขาอยู่ที่นี่”
“อ้อ ? ” เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะแปลกใจเล็กน้อย และถามว่า “แล้วทำไมหวังเชียนถึงจะต้องให้เขาอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ ? ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “หวังเชียนบอกว่าโฮ่วผิงเป็นนักศึกษาหัวกะทิที่สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยปักกิ่ง แถมเขายังมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาและได้เห็นโลกมากกว่าครูคนอื่น ถ้าโฮ่วผิงอยู่ที่นี่ เขาก็จะได้รับคำแนะนำดี ๆ ไปด้วย”
เขาเหลือบมองเจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดว่า “เขาเลยตั้งให้โฮ่วผิงเป็นครูประจำชั้น”