ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1054 ลูกสาวตัวน้อยเรียกป่าป๊าได้แล้ว
ตอนที่ 1054 ลูกสาวตัวน้อยเรียกป่าป๊าได้แล้ว
ไม่ต้องถาม เจียงเสี่ยวไป๋ก็รู้ได้ในทันทีว่าเขาจะต้องเป็นครูประจำห้องหนึ่งอย่างแน่นอน
เจียงชาน ลูกสาวของเขาเองก็กำลังจะได้เรียนที่โรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่ด้วยเหมือนกันในปีนี้ และยังเป็นคนแรกที่ลงทะเบียนเรียนอีกด้วย
ตอนนั้นเขาบอกจะให้เธออยู่ห้องหนึ่ง
แต่เขาไม่คาดคิดว่าหวังเชียนจะให้โฮ่วผิงเป็นครูประจำชั้น
“ผู้ช่วยเจียง มีอะไรหรือเปล่า ? ”
เมื่อเห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้พูดอะไรเป็นเวลานาน เมิ่งเสี่ยวเป่ยก็อดที่จะถามไม่ได้
เจียงเสี่ยวไป๋กลับมามีสติอีกครั้งและโบกมือ “ไม่มีอะไร ผมแค่คิดว่าชานชานก็น่าจะอยู่ห้องนั้นด้วยเหมือนกัน”
แน่นอนว่าเมิ่งเสี่ยวเป่ยเองก็รู้อยู่แล้วว่าเจียงชานอยู่ห้อง 1 ดังนั้นเธอถึงได้เสนอให้โฮ่วผิงเป็นครูประจำชั้นห้องนี้โดยเฉพาะ
เธอยิ้มและพูดว่า “ไม่ใช่แค่ชานชานเท่านั้นที่อยู่ในห้องนี้ หวังกังเองก็เรียนห้องนี้เหมือนกัน รวมถึงเจี่ยงจื่อเสวียนที่คุณบอกฉันก็ถูกจัดให้เรียนห้องนี้เช่นกัน”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ผมรู้แล้ว ! ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยเหลือบมองที่เจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดต่อว่า “มีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องการให้คุณตัดสินใจ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “ทำไมผมยังต้องตัดสินใจอะไรอีก ? ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “ตอนนี้ยังมีโรงเรียนประถมศึกษาอีกสามแห่งในชิงโจว และในแต่ละชั้นเรียนก็มีนักเรียนมากกว่าห้าสิบคน ผู้อำนวยการหลันหงจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามาหาหวังเชียนและบอกว่าโรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่สร้างเสร็จแล้ว ปีนี้ก็รับสมัครแค่นักเรียนชั้น ป.1 เท่านั้น ชั้นอื่นยังไม่มีนักเรียน จึงอยากให้เราเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย……”
เมื่อเธอพูดจบ เขาก็เข้าใจได้ในทันที
ในแต่ละระดับชั้นของโรงเรียนประถมศึกษาทั้งสามแห่งของชิงโจวมีห้องเรียนชั้นละห้าถึงหกห้องเรียน หากสามารถแบ่งรับนักเรียนไปได้ห้องละสิบกว่าคน ก็จะสามารถแบ่งรับนักเรียนออกไปได้ร้อยกว่าคน
ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดแรงกดดันของโรงเรียนประถมศึกษาอีกสามแห่งเพียงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้โรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่ได้นักเรียนอีกด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ก็ถือว่าดีเลย
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองไปที่เมิ่งเสี่ยวเป่ยแล้วถามว่า “แล้วตอนที่ผู้อำนวยการหลันไปหาหวังเชียน เขาพูดว่าอย่างไร ? ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “หวังเชียนปฏิเสธเขาไปค่ะ ! ”
“ปฏิเสธ ? ” เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “หวังเชียนผู้นี้กล้าหาญดีจริง ๆ ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยกล่าวว่า “และหลังจากที่หวังเชียนปฏิเสธ ผู้อำนวยการหลันหงก็มาหาคุณทุกวัน แต่คุณไม่ได้อยู่ชิงโจวในตอนนั้น เธอจึงมาหาฉันแทน”
เธอจึงเหลือบมองที่เจียงเสี่ยวไป๋ ก่อนที่จะพูดว่า “คุณคิดว่าควรทำอย่างไรดี ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เราจะทำอะไรได้อีกล่ะ ? เอาตามที่หวังเชียนบอกนั่นแหละ ! ”
ส่วนเหตุผล เขาไม่ได้อธิบาย
สิ่งที่หวังเชียนเข้าใจอยู่นั้นก็เดาได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องถามเขาเลย
เพราะนักเรียนที่โรงเรียนประถมศึกษาพวกนั้นโอนย้ายมา หากไม่ใช่นักเรียนที่มีผลการเรียนแย่ที่สุด ก็คงเป็นนักเรียนที่แสบที่สุดในแต่ละชั้นเรียน
เขา เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้เปิดโรงเรียนมาเพื่อการกุศล เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมารองรับนักเรียนพวกนั้น
“ฉันเข้าใจแล้ว ! ” เมิ่งเสี่ยวเป่ยที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้ถามเหตุผล แต่พูดตอบรับเพียงเท่านั้น
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “เรื่องทางฝั่งชิงโจวพูดคุยเพียงเท่านี้เถอะ แล้วสถานการณ์ที่เจี้ยนหยางล่ะ ? ”
โรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่ในเจี้ยนหยางได้เปิดรับสมัครนักเรียนแล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนคือโจวเจิงฮัวและรองผู้อำนวยการโรงเรียนคือจูชื่อซิน
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเทียบกับชิงโจวแล้ว จำนวนนักเรียนที่มาลงทะเบียนของโรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่ในเจี้ยนหยางนั้นน้อยกว่ามาก ซึ่งในตอนนี้ก็มีการลงทะเบียนเพียงแค่สองห้องเรียนเท่านั้น
ประการแรกเลยน่าจะเป็นเพราะโรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่ที่เจี้ยนหยางสร้างขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมเจี้ยนหยาง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเจี้ยนหยาง ทำเลที่ตั้งค่อนข้างห่างไกล มีประชากรไม่มากนัก และผู้คนในเมืองก็ไม่ได้อยากส่งลูกไปเรียนไกลขนาดนั้น ส่วนใหญ่พวกเขาเลือกที่จะส่งลูกเรียนในพื้นที่มากกว่า
อย่างที่สองเลยก็คือ จุดประสงค์หลักที่สร้างโรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่ในเจี้ยนหยางนี้ขึ้นมาก็เพราะต้องการอำนวยความสะดวกให้กับลูกหลานของคนงานในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้เด็ก ๆ ไปโรงเรียนได้สะดวก แต่มันก็ไม่ได้มีโรงงานมากมายขนาดนั้นในเจี้ยนหยาง และจำนวนลูกหลานของพนักงานก็ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้นเช่นกัน
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าหลังจากที่ได้ฟังการรายงานของเมิ่งเสี่ยวเป่ย และกล่าวว่า “นี่เป็นวิธีเดียวที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้ ตอนนี้ก็แค่อำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมไปก่อน เจี้ยนหยางกำลังค่อย ๆ พัฒนางานส่งเสริมการลงทุนของอุตสาหกรรมก็สามารถดำเนินการอย่างจริงจังได้”
“ค่ะ ! ” เมิ่งเสี่ยวเป่ยเห็นด้วย “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวกลับห้องทำงานก่อนนะคะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ก็พูดว่า “ผมก็ว่าจะกลับบ้านเหมือนกัน”
หลังจากที่พูดจบแล้ว เขาก็ลุกขึ้นยืน
บอกตามตรงว่าที่เขาเดินทางไปทำงานห้าหรือหกวันในครั้งนี้ เขาคิดถึงภรรยาและลูก ๆ ของเขามาก
จางเสี่ยวชุ่นส่งเขากลับไปที่เจียงวาน และเขาก็มาถึงบ้านภายใน 20 นาที
“ป่าป๊ากลับมาแล้ว ! ”
ทันทีที่เขาเข้ามาในบ้าน เจียงชานก็วิ่งมาหาเขาทันที
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะ ก่อนที่จะอุ้มเธอขึ้นมาแล้วถามว่า “คิดถึงป่าป๊าไหม ? ”
“คิดถึงมาก ๆ ค่ะ ! ” เจียงชานตอบด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับเข้าไปหอมแก้มเจียงเสี่ยวไป๋ เธอพิสูจน์ด้วยการหอมแก้มแล้วถามว่า “แล้วป่าป๊าล่ะ คิดถึงหนูไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋หอมแก้มเล็ก ๆ ของเธอสองสามครั้ง แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “แล้วหนูคิดว่าป่าป๊าคิดถึงหนูไหม ? ”
เจียงชานหัวเราะคิกคัก “คิดถึงอยู่แล้วค่ะ ! ”
หวังซิ่วจวี๋และหลินเจียอินที่ได้เห็นพ่อและลูกสาวคุยกันแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขันออกมา
“กลับมาก็เป็นแบบนี้ทุกที ไม่รู้จะตื่นเต้นอะไรนักหนา ! ”
หลินเจียอินทำท่าทีรังเกียจและพูดปนขำว่า “ใช่ กลับมาแบบนี้ทีไร น้ำลายเต็มหน้าตลอด”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะเบา ๆ ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ใบหน้าของหลินเจียอินและบ่นอยู่ในใจว่า: ยังจะมารังเกียจกันอีก เฮอะ คืนนี้ผมทำให้น้ำลายเต็มหน้าคุณก็ยังได้
และแล้วภาพอันแสนวิเศษนั้นดูเหมือนจะปรากฏขึ้นในหัวของเขา ทำให้เขารู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าท้องขึ้นมา
โอ้ย ฤดูร้อนนี้มันร้อนเป็นบ้า !
อากาศร้อนเกินไปแล้ว !
“ป่าป๊า คราวนี้จะอยู่ที่นี่กี่วันหรอคะ ? ”
ขณะที่เจียงเสี่ยวไป๋คิดอะไรไปเรื่อยอย่างบ้าคลั่ง เสียงของเจียงชานก็ดังขัดจังหวะความคิดของเขา
เจียงเสี่ยวไป๋จึงเริ่มรู้สึกตัวได้ และเมื่อเขามองไปทางอื่น เขาก็เห็นหลินเจียอินมองมาที่เขาอย่างคาดหวัง
“ตอนนี้สำรวจที่ดินที่จะใช้สร้างถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ชิงหวงเสร็จแล้ว ช่วงนี้คงไม่ได้เดินทางไปที่ไหนสักระยะ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม
เจียงชานพูดอย่างมีความสุขว่า “หม่าม๊าบอกว่าหนูจะต้องไปโรงเรียนเร็ว ๆ นี้แล้ว หนูกลัวว่าป่าป๊าจะงานยุ่งมากในช่วงก่อนที่หนูจะไปโรงเรียน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม และพูดต่ออีกว่า “พ่อรู้ว่าหนูกำลังจะได้ไปโรงเรียน เพราะงั้นวันนี้เลยกลับมาเล่นกับหนูที่บ้านไง”
“ดีเลยค่ะ ! ” เจียงชานหัวเราะ
เธอปล่อยตัวเองนอนอยู่บนอ้อมแขนของเจียงเสี่ยวไป๋สักพักหนึ่ง แล้วพูดว่า “ป่าป๊าปล่อยหนูลง แล้วไปอุ้มน้องสาวหนูสิ ! ”
ตอนนี้ป่าป๊าไม่ได้เป็นป่าป๊าของเธอคนเดียวอีกแล้ว แต่ยังเป็นป่าป๊าของน้องอันอันและน้องห่าวห่าวด้วย เธอจะหวงไว้คนเดียวไม่ได้
เจียงเสี่ยวไป๋วางเธอลงตามที่เธอบอก เขาบีบจมูกของเธอเล็กน้อย และชมเธอว่า “ชานชานของเราน่ารักจริง ๆ เลย ! ”
หลังจากที่พูดอย่างนั้น เขาก็เดินไปหาหลินเจียอินและเอื้อมมือไปอุ้มเจียงห่าวขึ้นมา แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เอาล่ะ มาให้พ่ออุ้มหน่อยสิ ! ”
หลินเจียอินค่อย ๆ ปล่อยมือและหันไปพูดกับเจียงห่าวว่า “ห่าวห่าว ป่าป๊ากลับมาแล้ว เรียกป่าป๊าสิ ! ”
ดวงตากลมโตของหนูน้อยเจียงห่าวกลอกไปมา ลิ้นของเธอยื่นออกมาจากปากเล็ก ๆ ก่อนที่จะส่งเสียงเรียกออกมาเบา ๆ เลียนแบบเสียงของผู้เป็นแม่ “ป่าป๊า ! ป่าป๊า ! ป่าป๊า……”
“ห่าวห่าวเรียกผมว่าป่าป๊าด้วย ! ”
“ตอนนี้ห่าวห่าวรู้วิธีเรียกป่าป๊าแล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋เมื่อได้ยินแบบนั้นก็เริ่มตื่นเต้น เขาไม่คาดคิดว่าลูกสาวตัวน้อยของเขาจะเรียกเขาว่า ‘ป่าป๊า’ ได้แล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะได้ยินไม่ค่อยชัด ดังนั้นเขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ห่าวห่าว เรียกป่าป๊าอีกทีได้ไหม ! ”
“ป่าป๊า ! ”
“ป่าป๊า ! ”
ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะเข้าใจความหมายของมันหรือไม่ แต่เจ้าตัวเล็กก็ยังเปล่งเสียงเรียกออกมาอีกครั้ง
เจียงเสี่ยวไป๋มีความสุขมาก เขาจึงหันไปพูดกับหลินเจียอินว่า “คุณได้ยินไหม เธอเรียกผมว่าป่าป๊าจริง ๆ เธอเข้าใจสิ่งที่ผมพูดด้วย”
หลังจากพูดจบ เขาก็พูดชมหลินเจียอิน “ที่รัก คุณเก่งมาก ! ”
หลินเจียอินพูดอะไรไม่ออกอยู่พักหนึ่ง ลูกสาวเรียกคุณว่าป่าป๊าได้ แต่ทำไมคุณถึงคิดว่าฉันเก่งกัน ?
ฉันไม่เข้าใจ !
เจียงเสี่ยวไป๋ขอให้เจ้าตัวเล็กเรียกป่าป๊าอีกสองสามครั้ง แล้วถามว่า “ที่รัก แล้วเธอเรียกคุณว่าหม่าม๊าได้ด้วยไหม ? ”