ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1068 ผู้ที่อยู่เบื้องหลังบริษัทลงทุน
ตอนที่ 1068 ผู้ที่อยู่เบื้องหลังบริษัทลงทุน
“เอาล่ะ ! ”
หลังจากเจียงเสี่ยวไป๋พยายามโน้มน้าวกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดจางอี้เต๋อก็ตกลงที่จะเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุม และพูดว่า “ในอีกไม่กี่วัน ฉันจะไปที่เทียนจิงและจะเอาเรื่องนี้ไปเสนอในที่ประชุมให้ ! ”
เขาพูดออกมาอย่างไม่มั่นใจ
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “นายกเทศมนตรีจาง โครงการรถไฟไม่สามารถอนุมัติได้ในชั่วข้ามคืน คุณต้องเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่ยืดเยื้อนี้ด้วย”
จางอี้เต๋อกล่าวอย่างฝืน ๆ ว่า “ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “นายกเทศมนตรีจาง พยายามอย่างเต็มที่ยังไม่พอหรอกครับ มันต้องพยายามทุกวิถีทางที่เป็นจะไปได้ เพื่อให้ได้รับการอนุมัติ ไม่งั้นเจียงเจียกรุ๊ปของผมก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องย้ายออกไปในอนาคต”
จางอี้เต๋อมีสีหน้าขมขื่น ในเมื่อเขารับปาก เขาก็ต้องพยายามทุกวิถีทาง “ฉันจะไปที่เทียนจิงด้วยตัวเองก่อน เพื่อเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุม จากนั้นก็จะให้รองนายกเทศมนตรีถังไปอาศัยอยู่ที่เทียนจิงในระยะยาว เพื่อดำเนินโครงการนี้ให้”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมก็จะให้คนรู้จักที่มีอำนาจมาช่วยอีกแรง”
จางอี้เต๋อรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินที่เจียงเสี่ยวไป๋พูดออกมา เพราะยากมากที่เขาจะรับปากช่วยใคร
เขารู้ว่าคนที่หนุนหลังเจียงเสี่ยวไป๋ไม่ใช่แค่หลินต้ากั๋วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนในตระกูลหลินทั้งหมดด้วย
ด้วยการมีคนเหล่านี้มาช่วย บางทีโครงการสร้างทางรถไฟก็อาจจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้จริง ๆ
ทั้งสองพูดคุยกันในรายละเอียดของเรื่องนี้อยู่พักหนึ่ง จากนั้นเจียงเสี่ยวไป๋ยกข้อมือขึ้นแล้วดูนาฬิกา ก่อนจะยืนขึ้นแล้วพูดว่า “นายกเทศมนตรีจาง งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีว่าต้องไปรับพี่หลินเจียจวินที่สนามบิน”
“ผู้ช่วยหลินมาที่ชิงโจวเหรอ ? ” จางอี้เต๋อพูดอย่างมีความสุข “ถ้าอย่างนั้น คุณไปรับเขาที่สนามบินแล้วมาที่นี่ก็ได้ ฉันจะเลี้ยงอาหารเขาเอง”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือ “นายกเทศมนตรีจาง ผมยังมีธุระที่ต้องไปทำกับผู้ช่วยหลิน มันเป็นเรื่องด่วนมาก คงไม่มีเวลามาทานข้าวกับคุณหรอกครับ”
“คุณเองก็ควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อเอาเรื่องนี้ไปเสนอให้เบื้องบนโดยเร็วที่สุด”
หลังจากได้ยินสิ่งที่เขาพูด จางอี้เต๋อก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้และพูดว่า “คุณนี่เก่งมากจริง ๆ ถึงกับสั่งฉันที่เป็นนายกเทศมนตรีให้ทำตามได้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะออกมา “ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่รีบ มันขึ้นอยู่กับคุณ ! ”
“ใครบ้างที่ไม่รีบ ? ” จางอี้เต๋อตอบโต้พร้อมโบกมือเหมือนแมลงวัน และพูดว่า “เอาล่ะ ไปทำงานของคุณซะเถอะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม
หลังออกจากศาลากลางแล้ว จางเสี่ยวชุ่นก็ส่งเขาไปที่สนามบินต่อ
ในเวลานี้ เครื่องบินยังไม่ลงจอด
ทว่าไม่นานหลังจากที่มาถึงสนามบิน หลินเจียจวินก็ลากกระเป๋าเดินทางออกมา
หลังจากพบกันและทักทายกันเสร็จ ทั้งสองก็ขึ้นรถ
จางเสี่ยวชุ่นเก็บกระเป๋าเดินทางของหลินเจียจวินไว้ในท้ายรถ และถามหลังจากขึ้นรถว่า “ผู้ช่วยเจียง คุณจะไปไหนต่อดีครับ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองไปที่หลินเจียจวิน แล้วถามว่า “เราจะไปกินหม้อไฟหรือกุ้งอบดีครับ ? ”
หลินเจียวินยิ้ม และพูดว่า “แน่นอนว่าต้องกินกุ้งอบอยู่แล้ว”
แม้ว่าเจียงเฉิงจะมีร้านอาหารกุ้งอบน้ำมันอยู่หลายสาขา แต่กุ้งอบน้ำมันก็มีต้นกำเนิดมาจากชิงโจว หลินเจียจวินจึงถือว่ากุ้งอบน้ำมันของชิงโจวเป็นต้นตำรับ เมื่อเขามาถึงชิงโจวก็ต้องมากินกุ้งอบน้ำมันของที่นี่
“เอาล่ะ งั้นก็ไปกินกุ้งอบน้ำมันกันเถอะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋เห็นด้วย และพูดกับจางเสี่ยวชุ่นว่า “ไปที่ร้านกุ้งอบน้ำมันชิงเจียงสาขาหลักบนถนนชิงโจว”
“ได้ครับ ! ”
จางเสี่ยวชุ่นสตาร์ทรถและขับตรงไปที่ถนนชิงโจวทันที
สนามบินอยู่ไม่ไกลจากถนนซิงโจวมากนัก ไม่กี่นาทีต่อมา พวกเขาก็ได้ขับมาถึงร้านกุ้งอบแล้ว
หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋และหลินเจียจวินลงจากรถแล้ว จางเสี่ยวชุ่นก็รู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋และหลินเจียจวินมีเรื่องจะพูดคุยกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ลงจากรถไปด้วย และพูดว่า “ผู้ช่วยเจียง ฉันจะกลับไปที่สำนักงานของบริษัทก่อน และจะมารับคุณหลังจากนี้อีกหนึ่งชั่วโมงนะครับ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและเข้าไปในร้านพร้อมกับหลินเจียจวิน จากนั้นก็ขอห้องส่วนตัวเพื่อนั่งคุยกัน
คราวนี้ หลินเจียจวินเป็นคนเริ่มสั่งอาหาร
“กุ้งอบน้ำมันชิงเจียง กุ้งนึ่งกระเทียม และรากบัวเปรี้ยวหวาน”
“เอาล่ะ ขอเบียร์ซานเฉิงอีกสี่ขวดด้วย”
เขากินกุ้งอบน้ำมันมาหลายครั้งแล้ว จึงรู้ว่าเมนูเด็ดสำหรับเขาคืออะไร และควรกินคู่กับอะไรถึงจะถูกปาก
พนักงานมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “เอาตามนี้แหละ ! ”
“ได้ค่ะ ผู้ช่วยเจียง ! ”
จากนั้น พนักงานก็ออกไปสั่งอาหาร
หลินเจียจวินยื่นบุหรี่หนึ่งมวนให้เจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พนักงานให้ความสำคัญกับนายจริง ๆ ต้องให้นายพยักหน้ายืนยันก่อน พวกเขาถึงจะยอมรับออเดอร์”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “เพราะเธอคิดว่าผมกำลังพาแขกมา ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเธอจึงอยากถามความคิดเห็นจากผมด้วย”
หลินเจียจวินยิ้มและพูดว่า “ทำอย่างกับว่านายไม่ได้เลี้ยงฉันอย่างนั้นแหละ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ในฐานะเจ้าบ้าน เป็นเรื่องดีที่จะเพิ่มอาหารอีกสักหนึ่งหรือสองจานหลังจากที่แขกสั่ง”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ก็รู้นี่ แล้วทำไมนายไม่สั่งเพิ่มอีกสองอย่างหลังจากที่ฉันสั่งเสร็จล่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ก็พี่ไม่ได้เป็นแขกผมสักหน่อย ? ”
ทั้งสองคนพูดติดตลกอยู่พักหนึ่งแล้วต่างก็เริ่มจุดบุหรี่ของตัวเอง
ไม่นานหลังจากนั้น เมนูทั้งสามเมนูก็ถูกนำมาเสิร์ฟ รวมทั้งเบียร์ชานเฉิงสี่ขวดก็อยู่บนโต๊ะพร้อมแล้ว
หลินเจียจวินเขี่ยก้นบุหรี่แล้วชี้ไปที่โต๊ะอาหาร “ทุกอย่างก็พร้อมแล้ว กินกันไปคุยกันไปดีกว่า”
ในขณะที่พูด เขาก็เทเบียร์ให้เจียงเสี่ยวไป๋
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและแกะเปลือกกุ้งพร้อมพูดว่า “พี่บอกว่าต้องการคุยเรื่องเปิดร้านกับผม ไหนลองว่ามาสิ ? ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ประเด็นแรกคือปัญหาเรื่องเงินทุน เรื่องที่สองคือปัญหาเรื่องกำลังคน และเรื่องที่สาม จะเปิดที่ไหนและเฟสแรกจะเปิดกี่ร้าน นี่คือปัญหาในตอนนี้”
“นายต้องตัดสินใจเรื่องนี้”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ปัญหาเรื่องเงินทุนนั้นคุยไม่ยาก คราวที่แล้วหลังจากที่ผมถอนเงินสดออกมา ผมก็เอาให้พี่ไปส่วนหนึ่งเพื่อลงทุนในเจียงเฉิง”
หลินเจียจวินพยักหน้าและพูดว่า “เงินที่นายให้ฉันมาก่อนหน้านี้ใช้ไปเกือบหมดแล้ว คราวนี้นายต้องให้ฉันอย่างน้อยยี่สิบล้าน”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม และชูสามนิ้วออกมา “คราวนี้ผมจะให้สามสิบล้าน”
หลินเจียจวินหัวเราะ “โห ให้มากขนาดนี้ นายมีแผนจะเปิดร้านกี่ร้านกัน ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “สำหรับลงทุนทำร้านเสื้อผ้า ผมจะให้พี่ไปยี่สิบล้านตามที่พี่ขอ และอีกสิบล้านที่เหลือ เอาไว้ใช้ดำเนินการด้านอื่น”
หลินเจียจวินหยุดการเคลื่อนไหวของเขาและถามด้วยความตกใจ “นายจะให้ฉันทำอะไรอีก ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือ “เราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้กันเลย เรามาพูดเรื่องเสื้อผ้าให้จบก่อน แล้วเราจะพูดถึงเรื่องอื่นในภายหลัง”
หลินเจียจวินพยักหน้า “เอาล่ะ เรื่องเงินทุนแก้ไขแล้ว เรามาพูดถึงเรื่องที่สองกันดีกว่า เรื่องกำลังคน”
หากว่าต้องการเปิดร้าน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือกำลังคน
แผนกการตลาดของเจียงเจียกรุ๊ปมีพนักงานขายจำนวนมาก หากเอาคนเหล่านี้ไปใช้งานก็สามารถเปิดร้านค้าในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว
แต่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่เขาและหลินเจียจวินกำลังทำอยู่นั้น จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเจียงเจียกรุ๊ปเป็นอันขาด ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้ และพวกเขาต้องเริ่มต้นจากศูนย์จริง ๆ
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ควรจัดตั้งบริษัทเพื่อการพาณิชย์ก่อน จากนั้นก็รับสมัครบุคคลในนามของบริษัท”
“ได้ ตามที่นายบอกเลย ! ” หลินเจียจวินเห็นด้วยและถามว่า “แล้วจะตั้งบริษัทไว้ที่ไหน ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ที่เจียงเฉิงน่าจะสะดวกดีครับ”
หลินเจียจวินพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เสี่ยวผิงดำเนินการเรื่องนี้ให้ แล้วก็เปิดรับสมัครคน”
กัวเสี่ยวผิงและหลินเจียจวินเป็นเพื่อนสนิทกัน หลังจากที่หลินเจียจวินกลับจากชิงโจวไปที่เจียงเฉิงในครั้งที่แล้ว เขาก็ไปพบกัวเสี่ยวผิงและให้เขามาเป็นหุ้นส่วน
สาเหตุหลักก็มาจากการที่หลินเจียจวินไม่สะดวกที่จะเปิดเผยตัวตน ดังนั้นกัวเสี่ยวผิงจึงกลายเป็นเหมือนหุ่นเชิดของหลินเจียจวิน
กัวเสี่ยวผิงมาจากครอบครัวข้าราชการระดับสูง ครอบครัวกัวและครอบครัวหลินเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กัน หลังจากที่กัวเสี่ยวผิงกลายมาเป็นหุ้นส่วนของหลินเจียจวิน เขาก็พาไปพบเพื่อนอีกคนของเขา ซึ่งก็คือต่งผิงชวน และแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้จัดการของบริษัทการลงทุนเซิ่งชื่อ
ถัดมา ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้าหรือการก่อตั้งโรงงานเสื้อผ้าในมณฑลเจียงซูและเจ้อเจียง ฝูเจี้ยน และกวางตุ้ง ต่งผิงชวนเป็นคนดำเนินการให้โดยมีกัวเสี่ยวผิงอยู่เบื้องหลัง
และแม้แต่ต่งผิงชวนก็ไม่รู้ว่าหลินเจียจวินอยู่เบื้องหลังกัวเสี่ยวผิงอีกที เขารู้แค่ว่ากัวเสี่ยวผิงไม่ได้เป็นเจ้าของเพียงคนเดียว แต่ยังมีหุ้นส่วนสำคัญที่ไม่เปิดเผยตัวตนอีกด้วย
แน่นอนว่าต่งผิงชวนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแท้จริงแล้วผู้ควบคุมบังเหียนตัวจริงคือเจียงเสี่ยวไป๋ !