ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1069 บริษัทพาณิชย์เทียนเหอ
ตอนที่ 1069 บริษัทพาณิชย์เทียนเหอ
จากนั้น ทั้งสองก็พูดคุยกันสักพักและตัดสินใจที่จะตั้งชื่อบริษัทเพื่อการพาณิชย์ของพวกเขาว่า ‘เทียนเหอ’ ซึ่งชื่อนี้ก็เป็นชื่อที่ดีและเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจมาก
เมื่อพูดถึงการค้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสถานการณ์แบบ วิน-วิน นั่นคือสถานการณ์ที่ทั้งสามฝ่าย คือเป้าหมายการลงทุน เจ้าของธุรกิจและบริษัทการลงทุนต่างก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ
ในส่วนของการส่งเสริมการลงทุน หลินเจียจวินเองก็พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง
นอกจากนี้ เขายังได้เข้าร่วมการประชุมส่งเสริมการลงทุนที่เจียงเจียกรุ๊ปจัดขึ้นในเมืองเจียงเฉิงอย่างเต็มที่ แต่บริษัทพาณิชย์เทียนเหอที่ก่อตั้งขึ้นในครั้งนี้แตกต่างจากการส่งเสริมการลงทุนในครั้งก่อน
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “พี่จวิน สำหรับบริษัทด้านการลงทุน ความคิดของผมคือการสร้างช่องทางการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในอนาคต”
“ในอนาคต เราจะสามารถจุดชนวนผลิตภัณฑ์ใดก็ได้อย่างง่ายดาย และเป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจ”
หากคนอื่นพูดแบบนี้ หลินเจียจวินจะต้องบอกว่าชายคนนี้หยิ่งทะนงเกินไป
แต่ถ้าเป็นเจียงเสี่ยวไป๋ที่พูดแบบนี้ หลินเจียจวินก็เชื่อโดยที่ไม่มีข้อโต้แย้งใดเลย
เขายิ้มและถามว่า “แล้วเราควรทำอย่างไรต่อล่ะ ? ”
แนวทางของเจียงเสี่ยวไป๋นั้นง่ายมาก เขาตั้งใจจะบริหารบริษัทพาณิชย์เทียนเหอตามแนวคิดของบริษัทสตาร์ อีโคโนมิกในยุคสมัยต่อมา โดยทำรูปแบบธุรกิจให้เหมือนบริษัทสตาร์ อีโคโนมิก
“หากพี่ต้องการที่จะจุดชนวนผลิตภัณฑ์และเป็นผู้นำเทรนด์ธุรกิจ เราก็ต้องทำสามขั้นตอนนี้”
“ขั้นแรกคือการสร้างเครือข่ายช่องทางการขายของตนเอง เช่นเดียวกับเจียงเจียกรุ๊ปที่ควบคุมธุรกิจเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่”
“ด้วยวิธีนี้ ไม่ว่าเราจะกำลังดำเนินการผลิตอะไรก็ตาม เราก็สามารถนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้โดยเร็วที่สุด และเผชิญหน้ากับผู้บริโภคโดยตรงได้
หลินเจียจวินขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วถามว่า “นายกำลังหมายความว่า ธุรกิจของบริษัทพาณิชย์เทียนเหอไม่ใช่มีแค่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเท่านั้นใช่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “บริษัทพาณิชย์เทียนเหอให้บริการอุตสาหกรรมเสื้อผ้า และใช้อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเป็นจุดเชื่อมต่อในการขยายไปสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในอนาคต”
“นายนี่ทะเยอทะยานมากจริง ๆ ! ” หลินเจียจวินยิ้มและกล่าวว่า “ด้วยวิธีนี้ ก็เท่ากับว่านายได้สร้างคู่แข่งที่แข็งแกร่งให้กับเจียงเจียกรุ๊ปได้แล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ตราบใดที่พี่เริ่มลงขายสินค้าในตลาด ก็จะมีการแข่งขันขึ้นมาทันที”
“การแข่งขันไม่น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือการไม่มีความสามารถในการแข่งขันต่างหาก”
“หากบริษัทพาณิชย์เทียนเหอสามารถเป็นคู่ต่อสู้ที่ทรงพลังที่สุดของเจียงเจียกรุ๊ปได้ ก็อาจจะไม่ใช่สถานการณ์ที่วิน-วินก็ได้”
หลินเจียจวินยิ้ม มีคำกล่าวที่ว่าคนที่รู้จักคุณดีที่สุดในโลกไม่ใช่เพื่อนของคุณ แต่เป็นศัตรู
บางทีศัครูนั้นก็ไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่ากันจนตาย แต่มีไว้เพื่อช่วยให้เราพัฒนาตัวเอง
เพราะหากไม่มีคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง คนที่แข็งแกร่งก็ไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาได้
ชัยชนะอันน่าพิศวงดูเหมือนว่าจะได้มาอย่างง่ายดาย แต่แท้จริงแล้วมันคือความเคว้งคว้างของผู้เข้มแข็ง และยังเป็นความอ่อนแอของผู้แข็งแกร่งอีกด้วย
ตอนนี้หลินเจียจวินเข้าใจความจริงของเรื่องนี้แล้ว เขาจึงพูดออกมาว่า “เอาล่ะ งั้นก็เอาตามที่นายว่ามาก็แล้วกัน”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ขั้นตอนที่สองคือ บริษัทพาณิชย์เทียนเหอจะกลายเป็นเครือข่ายการติดต่อที่ใหญ่ที่สุด”
หลินเจียจวินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและดูสับสน จากนั้นเขาก็ถามว่า “ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่นายพูด”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “มอบเวทีให้กับผู้ที่มีชื่อเสียงทุกคนไง”
ทว่ายิ่งฟังก็ยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก เขารู้จักเวที แต่การมอบเวทีให้แก่ผู้ที่มีชื่อเสียงคืออะไร ? จะต้องออกมาเต้นไหม ?
อืม เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจ
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ถามอะไรต่อและยังคงฟังอย่างเงียบ ๆ
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวต่อว่า “เราจำเป็นต้องใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อผูกสัมพันธ์กับคนรวย ผู้มีชื่อเสียง และผู้ที่มีสถานะไม่ธรรมดาในสังคม ไม่ว่าจะแบบผิวเผินหรือแบบใกล้ชิด มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร พวกเขาอยู่ที่ไหน เราสามารถติดต่อพวกเขาได้ตลอดเมื่อจำเป็น และร่วมมือกับพวกเขาด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด หรือยืมอำนาจของพวกเขา”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ในโลกนี้ มีคนรวย คนมีชื่อเสียงและคนที่มีสถานะไม่ธรรมดามากมาย เราจะรวบรวมพวกเขาทั้งหมดได้อย่างไร ทำไมเราต้องไปรวบรวมพวกเขาด้วย ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะออกมา
“พี่ก็ถามมีเหตุผล ! ”
“พี่จวิน พี่ก้าวหน้ามากนะ”
“ตราบใดที่พี่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้ พี่ก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไร ! ”
หลินเจียจวินเม้มริมฝีปากแล้วยิ้มออกมา
เขายังคงชอบความรู้สึกที่ได้รับคำชมจากเจียงเสี่ยวไป๋ เพราะมันทำให้รู้สึกดีมาก
“ฉันจะถือเป็นคำชมของนายก็แล้วกัน ! ”
หลินเจียจวินยิ้มและยกแก้วขึ้น “เอาน่า มาชนแก้วกันก่อน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยกแก้วขึ้น และทั้งสองก็ดื่มเบียร์จนหมดแก้ว
หลังจากดื่มเบียร์เย็น ๆ แล้ว หลินเจียจวินก็รู้สึกสดชื่น เขาวางแก้วลงแล้วพูดว่า “ฉันขี้เกียจเกินกว่าจะคิดว่าทำไมและเพราะอะไรแล้ว ฉะนั้นนายช่วยบอกมาหน่อยสิ ! ”
เมื่อคุณอยู่กับเจียงเสี่ยวไป๋ คุณต้องใช้สมองของคุณเยอะกว่าปกติ ซึ่งมันทำให้เหนื่อยมาก จะให้สนุกได้อย่างไร ?
หลินเจียจวินไม่ต้องการสร้างปัญหา ดังนั้นเขาจึงถามออกมาตามตรง
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและไม่ได้จริงจังกับมัน จากนั้นก็อธิบายให้เขาฟังทันที
ส่วนใหญ่มาจากสามประการ
ประการแรก คือการจัดตั้งสมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหอการค้าสมัยก่อน แต่จะแบ่งย่อยมากกว่า และยังเกี่ยวข้องกับสาขาต่าง ๆ อีกด้วย
แนวทางเฉพาะคือเริ่มจากบนลงล่าง ขั้นแรกให้ก่อตั้งสมาคมอุตสาหกรรมทั่วไปแห่งประเทศจีน ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และใช้สิ่งนี้เพื่อดึงแบนเนอร์และครองตำแหน่งที่สูง
คนจีนเชื่อเรื่องการยืนบนที่สูง เพราะจะทำให้มองเห็นได้ไกล หากคุณยืนบนที่สูงและยกแขนขึ้น คุณก็จะมองเห็นรอบทิศทาง และคุณจะสามารถบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ก่อนคนอื่นเสมอ
ภายใต้ชื่อสมาคมอุตสาหกรรมทั่วไปแห่งประเทศจีน สมาคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะถูกสร้างขึ้นในแต่ละอำเภอ แต่ละเมือง และแต่ละเทศมณฑล ตัวอย่างเช่น สมาคมอุตสาหกรรมค้าปลีก สมาคมจัดเลี้ยง สมาคมโฆษณา สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องใช้ในบ้าน สมาคมสินค้าทางการเกษตร สมาคมอุตสาหกรรมการขนส่ง สมาคมอุตสาหกรรมเสื้อผ้า สมาคมบริกร เป็นต้น
กล่าวโดยสรุปก็คือตราบใดที่ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยม สมาคมก็จะถูกก่อตั้งขึ้นก่อน จากนั้นผู้คนก็จะรวมตัวกันในนามของสมาคม
ในปี 1984 ประเทศจีนยังมีสมาคมไม่มากนัก และสมาคมอุตสาหกรรมก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเขา ตราบใดที่สมาคมถูกสร้างขึ้น โดยพื้นฐานแล้วผู้ปฏิบัติงานทุกคนก็เต็มใจที่จะเข้าร่วม
เมื่อได้ยินที่เจียงเสี่ยวไป๋พูด ดวงตาของหลินเจียจวินก็เป็นประกายขึ้นมาทันที จากนั้นเขาก็พูดด้วยรอยยิ้ม “อย่างที่คาดไว้ นี่เป็นความคิดที่ดีจริง ๆ ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “แล้วพี่จะฟังอยู่ไหม ? ”
หลินเจียจวินพูดด้วยความประหลาดใจ “ไม่ใช่แค่นี้เหรอ ? ” เขาดูสนใจทันทีและเร่งเร้า “งั้นนายก็พูดต่อเถอะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “สมาคมอุตสาหกรรมเป็นเขตการปกครอง และผู้คนที่รวมตัวกันก็เป็นคนระดับสูงจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการแลกเปลี่ยนภายในห่วงโซ่ที่เรากำหนดไว้”
“แต่วิธีนี้อาจไม่สนองเป้าหมายของบางคนในการแสวงหาความก้าวหน้า”
“ดังนั้นนอกเหนือจากสมาคมอุตสาหกรรมแล้ว เรายังต้องจัดตั้งหอการค้าด้วย”
“หอการค้า ? ” หลินเจียจวินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “มันก็มีมาแต่โบราณแล้วนี่ จะจัดตั้งทำไมอีก ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและกล่าวว่า “แม้ว่าทั้งหอการค้าและสมาคมอุตสาหกรรมจะรวบรวมนักธุรกิจ แต่ความแตกต่างระหว่างหอการค้าและสมาคมอุตสาหกรรมก็คือ สมาคมอุตสาหกรรมมุ่งเป้าไปที่ผู้คนจากอุตสาหกรรมเดียวเท่านั้น ในขณะที่หอการค้ามุ่งเป้าไปที่คนจากทุกวงการธุรกิจ”
“ถึงแม้จะมีสหพันธ์อุตสาหกรรมและการพาณิชย์อย่างเป็นทางการ แต่ก็ค่อนข้างเข้มงวดและไม่สามารถดึงคุณค่าของหอการค้าออกมาได้ แต่ครั้งนี้เราจะตั้งหอการค้าส่วนตัวขึ้นมาเอง”
“แนวทางก็เหมือนกับสมาคมอุตสาหกรรมที่ก่อตั้งหอการค้าจีนทั่วไปขึ้นก่อน แล้วจึงจะลงสู่ระดับมณฑล ระดับเมือง และระดับอำเภอ”