ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1071 นายมันเจ้าเล่ห์มาก
ตอนที่ 1071 นายมันเจ้าเล่ห์มาก
ในแผนของเจียงเสี่ยวไป๋ เมื่อเข้าสู่วงการบันเทิง เขาจะเริ่มต้นจากสามด้าน
ด้านแรกคือลงทุนทำโรงภาพยนตร์
โรงภาพยนตร์ในปัจจุบันล้วนเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่มาก ที่สามารถรองรับคนดูได้ครั้งละหลายพันคน
นอกจากนี้เวลาในการฉายภาพยนตร์ก็ค่อนข้างคงที่ เพียงวันละสองหรือสามรอบเท่านั้น
เจียงเสี่ยวไป๋จึงตั้งใจที่จะทำตามโรงภาพยนตร์เหมือนของคนยุคหลัง ที่จะเป็นโรงเล็ก ๆ โดยมีรอบฉายหลายรอบต่อวัน
หลินเจียจวินขมวดคิ้วหลังจากได้ยินแบบนี้ และพูดว่า “เสี่ยวไป๋ ตอนที่ฉันไปเทียนจิง, เซี่ยงไฮ้, กวางตุ้ง และเมืองอื่น ๆ ฉันเห็นว่าเมืองเหล่านี้เริ่มทำห้องวิดีโอแล้ว จนทำให้โรงภาพยนตร์เริ่มที่จะเสื่อมถอยไปเยอะมาก”
“นายคิดว่าเวลานี้เหมาะที่จะลงทุนทำโรงภาพยนตร์แล้วเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้ว่าหลินเจียจวินพูดถูก ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ร้านวิดีโอเริ่มแพร่หลายในเมืองที่พัฒนาแล้ว จึงทำให้ในช่วงเวลานี้โรงภาพยนตร์ถูกห้องวิดีโอแย่งลูกค้าไปหมด
แต่ที่จริงแล้วห้องวิดีโอก็เทียบเท่ากับโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กของคนรุ่นหลัง ข้อดีคือสามารถเล่นได้ตลอดเวลา และเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสะดวกกว่าการไปดูหนังในโรงภาพยนตร์มาก
เขายิ้มและพูดว่า “นั่นคือเหตุผลที่ผมได้ออกแบบโรงภาพยนตร์ โดยผสมผสานโรงภาพยนตร์แบบเดิมเข้ากับห้องวิดีโอ”
“โรงภาพยนตร์ที่ผมจะสร้างก็ฉายภาพยนตร์เหมือนกัน เพียงแต่ไม่ใหญ่เท่ากับโรงภาพยนตร์ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถรองรับคนได้หลายร้อยคนได้อย่างสบาย ๆ ”
“ส่วนห้องโถงขนาดเล็กเป็นห้องชมภาพยนตร์และวิดีโอแบบดูอัลแทร็ก ซึ่งสามารถรองรับคนได้ยี่สิบหรือสามสิบคน”
“หากพี่กำลังมองหาประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ ให้ไปที่โรงภาพยนตร์”
“แต่ถ้าหากพี่กำลังมองหาการดูภาพยนตร์ราคาถูก ก็ไปที่ร้านวิดีโอ”
หลินเจียจวินถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากได้ยินที่เขาพูด และพยักหน้า “ในกรณีนี้ มันก็อาจจะเป็นไปได้ แต่นายไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายกับโรงภาพยนตร์พวกนี้”
ในทศวรรษ 1980 ทั้งโรงภาพยนตร์และห้องวิดีโอนั้นมีความเรียบง่ายมาก โดยเก้าอี้ทั้งหมดทำจากเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง และในช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อโรงภาพยนตร์ได้รับผลกระทบจากห้องวิดีโอ จึงทำให้ไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมได้ แต่ห้องวิดีโอได้รับการพัฒนาอย่างมาก โดยที่นั่งตอนนี้เป็นโซฟาที่มีพนักพิงสูงซึ่งสะดวกสบายมากกว่าในโรงภาพยนตร์
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “พี่จวิน โรงภาพยนตร์ที่เราจะทำนั้นแตกต่างจากโรงภาพยนตร์ในปัจจุบัน สิ่งที่เราสร้างคือประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ขั้นสูงสุด โดยที่เบาะนั่งชมภาพยนตร์จะต้องทำออกมาให้ดีที่สุด สบายมากที่สุด รวมทั้งจอภาพ เอฟเฟ็กต์ของภาพและเสียง”
“ฉะนั้นโรงภาพยนตร์ที่เราจะลงทุน จึงต้องใช้ของที่ตัวเองสร้าง”
หลินเจียจวินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ ? ”
“มันจำเป็นมาก ! ” เจียงเสี่ยวไป๋มองไปที่เขา หลังจากนั้นเขาก็พูดว่า “เราต้องทำเป็นโครงการใหญ่ เพื่อที่เราจะได้มีเหตุผลอันชอบธรรมในการซื้อที่ดินทำเลทองของเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ”
“ซึ่งมันก็เหมาะเจาะมาก เพราะตอนนี้โรงภาพยนตร์กำลังอยู่ในสภาวะตกต่ำ ราคาที่ที่เราอยากได้มานั้นก็อาจจะไม่สูงมาก”
“ก็เหมือนกับการต่อรองราคา”
หลินเจียจวินอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว เขารู้จักและคุ้นเคยกับนิสัย “ยึดครองดินแดน” ของเจียงเสี่ยวไป๋ดี
เพราะการซื้อที่ดินมาในราคาถูกดูเหมือนจะกลายเป็นงานอดิเรกเฉพาะของเจียงเสี่ยวไป๋ไปแล้ว
“เอาล่ะ ฉันก็มีหน้าที่แค่ทำตามสิ่งที่นายพูดเท่านั้น ! ” หลินเจียจวินกล่าว
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “นอกเหนือจากประโยชน์ของการซื้อที่ดินมาในราคาถูกแล้ว การลงทุนทำโรงภาพยนตร์ยังเป็นการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของเราเองด้วย”
“ด้วยช่องทางการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของเราเอง บ็อกซ์ออฟฟิศของภาพยนตร์ที่เราลงทุนก็จะได้รับการรับรองในอนาคต”
“และอาจถึงขั้นมีอิทธิพลและควบคุมบ็อกซ์ออฟฟิศได้ เราสามารถผลักดันภาพยนตร์ที่ถ่ายทำโดยนักแสดงในสังกัดของเราเป็นหลักได้ด้วย แต่หากพวกเขาไม่ได้เข้าร่วมกับบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์ของพวกเรา ต่อให้ถ่ายทำออกมาเป็นภาพยนตร์แล้ว พวกเขาก็จะจัดจำหน่ายตั๋วไม่ทัน จนถึงขั้นทำยอดบ็อกซ์ออฟฟิศได้ไม่ตามเป้า”
หลินเจียจวินยกแก้วขึ้นแล้วพูดว่า “นายมันเจ้าเล่ห์มาก ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะเสียงดัง “เราจะทำธุรกิจโดยขาดวิธีการได้อย่างไร ? ”
หลินเจียจวินพยักหน้าและพูดว่า “นายเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าวงการธุรกิจเป็นเหมือนสนามรบ ทุกอย่างมีไว้เพื่อผลกำไร ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะ “ใช่ครับ ทุกอย่างมีไว้เพื่อผลกำไร ! ”
จากนั้น เขาก็ยกแก้วขึ้นเพื่อดื่มอวยพรให้กับหลินเจียจวิน
เขาวางแก้วลงแล้วพูดต่อ “ผมยังพูดถึงแผนโรงภาพยนตร์ไม่เสร็จเลย ตอนนี้ผมแค่บอกให้พี่ฟังเท่านั้น แต่ยังไม่ให้ร่างแผนเป็นรูปเล่ม”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ไม่มีปัญหา”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “นอกจากนี้ นอกจากโรงภาพยนตร์แล้ว เรายังต้องดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ด้วย”
หลินเจียจวินยืดตัวตรงและตั้งใจฟัง
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “สำหรับสถานีโทรทัศน์ หากเราทำสัญญาจ้างเหมาแผนกโฆษณาได้ก็ต้องเร่งทำ หากเราไม่สามารถทำสัญญาจ้างเหมากับพวกเขาได้ เราก็จะทำสัญญาโฆษณาระยะยาว แล้วก็ควรเลือกสถานีโทรทัศน์ดี ๆ หลายสถานีเพื่อลงทุนทำรายการวาไรตี้”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ท้ายที่สุดแล้วสถานีโทรทัศน์ก็เป็นสถาบัน ส่วนการโฆษณาก็ไม่เลว แต่พวกเขาจะเห็นด้วยกับการลงทุนทำรายการวาไรตี้ของเราไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “มีเงินยังสามารถปลุกผีให้มาโม่แป้งได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถ้าหากว่ารายการวาไรตี้ที่เราสร้างสามารถเพิ่มเรตติ้งให้พวกเขาได้ขึ้นมาล่ะ ? ”
หากสถานีโทรทัศน์ต้องการสร้างรายได้และมีเพิ่มอิทธิพล เรตติ้งคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
หลินเจียจวินรู้เรื่องนี้ดี
แต่เขาแค่สงสัยว่าทำไมเจียงเสี่ยวไป๋ถึงบอกว่ารายการวาไรตี้สามารถช่วยให้สถานีโทรทัศน์เพิ่มเรตติ้งได้ ?
สถานีโทรทัศน์ในปัจจุบันมีรายการวาไรตี้ไม่มากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ชอบดูละครมากกว่า และถึงแม้จะเป็นละคร แต่เรตติ้งก็ยังมีน้อยมาก
สรุปคือรายการวาไรตี้ในตอนนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมสักเท่าไหร่
เจียงเสี่ยวไป๋มั่นใจมาก และยังตั้งใจว่าจะผลิตรายการวาไรตี้ยอดนิยมมากมายที่เคยมีในรุ่นต่อ ๆ ไปเช่น รายการ Hurry Up, Brother, รายการ Trump Card, รายการ The Voice of China, รายการ Super Girl, รายการ Avenue of Stars, รายการ Extreme Challenge, รายการ If You Are the One, รายการ Happy Camp และอื่น ๆ
เรียกได้ว่ามีเยอะมากเลยทีเดียว
การเลือกมาเพียงหนึ่งรายการก็สามารถทำให้สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นธรรมดากลายเป็นสถานีโทรทัศน์ที่โดดเด่นขึ้นมาได้เลย
ดูเหมือนว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะมองเห็นความสงสัยของหลินเจียจวิน เขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ผมจะวางแผนก่อนแล้วค่อยไปที่สถานีโทรทัศน์ภูมิภาคจีนตอนกลาง เพราะคิดว่าพวกเขาน่าจะสนใจ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ถ้าเป็นสถานีโทรทัศน์ภูมิภาคจีนตอนกลางคงจะไม่มีปัญหาอะไร”
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ตราบใดที่เขาไปพูดคุยกับผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ประจำจังหวัดอย่างจางกวงจง เขาก็คงไม่ปฏิเสธและต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่แน่นอน
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดว่า “เอาล่ะ เมื่อนายคิดแผนออกแล้ว ฉันจะลองไปคุยกับผู้อำนวยการจางให้”
“เอาล่ะ เรื่องนี้เพื่อนของฉันคงไม่ต้องมาเป็นธุระให้หรอกมั้ง”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ พี่ควรขอให้กัวเสี่ยวผิงมาดำเนินการให้”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแล้วนี่ ฉันแสดงตัวไม่ได้เหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ตราบใดที่เป็นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เราตั้งขึ้น พี่และผมห้ามแสดงตัวเด็ดขาด”
หลินเจียจวินพูดด้วยความเสียดายว่า “ตอนแรกฉันคิดว่าฉันจะสามารถเชิดหน้าชูตาในวงการบันเทิงได้ แต่ตอนนี้กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น ช่างน่าผิดหวังจริง ๆ ! ”
ในวงการบันเทิง แน่นอนว่าต้องได้เจอกับดาราดัง
อาจกล่าวได้ว่าเขาเองก็เป็นนักล่าดาวคนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีดาราหญิงสวย ๆ มากมาย และหากอยู่ในวงการ ก็จะได้รับสิทธิ์ก่อนและอาจหาดาราหญิงสักคนมาแต่งงานด้วยได้
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองหลินเจียจวิน แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขาไตร่ตรองเล็กน้อยแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าพี่ต้องการมีส่วนร่วมในวงการบันเทิงจริง ๆ ก็ต้องรอจนกว่าบริษัทลงทุนเซิ่งชื่อจะได้รับความนิยม จนเจียงเจียกรุ๊ปได้หันมาลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิง”
จู่ ๆ หลินเจียจวินก็เริ่มสนใจและถามด้วยความตื่นเต้นว่า “เจียงเจียกรุ๊ปก็ลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิงด้วยเหรอ ? ”