ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1087 ชายชราเชิญเขาเป็นการส่วนตัว
ตอนที่ 1087 ชายชราเชิญเขาเป็นการส่วนตัว
“ครับ ผมเอง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยอมรับอย่างเปิดเผย น้ำเสียงของเขาคมชัดและชัดเจน ไม่มีความคลุมเครือใด ๆ เลย
เขาเป็นผู้เสนอโครงการก่อสร้างทางรถไฟในในชิงโจว และบอกให้จางอี้เต๋อเดินหน้าดำเนินโครงการนี้ให้
นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร จึงไม่จำเป็นต้องเก็บเป็นความลับ
แต่เขาแค่แปลกใจเล็กน้อยที่ชายชราเดาได้ว่าเป็นเขาที่เสนอเรื่องนี้ออกมา
ชายชรายิ้มออกมา และพูดด้วยท่าทางสงบ “นายกเทศมนตรีเมืองชิงโจว ดูเหมือนจะชื่อจางอี้เต๋อ แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่มีความสามารถดี แต่เขาก็ไม่ค่อยมีความกล้าหาญ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิสัยทัศน์ในการทำโครงการแบบนี้เลย ! ”
ในเวลานี้ ท่าทางของชายชราดูเหมือนจะไม่ใช่คนแก่อีกต่อไป ราวกับว่าเขาได้กลับไปสู่ยุคแห่งสงครามและกลายเป็นนายพลหนุ่มเลือดร้อนอีกครั้ง
เจียงเสี่ยวไป๋ถอนหายใจ สายตาและความคิดของคนรุ่นก่อนนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ !
เขามองไปที่หลินต้ากั๋วโดยคาดเดาไปต่าง ๆ นานา และสงสัยว่าทำไมลุงรองของเขาถึงเอาเรื่องนี้มาบอกปู่ ?
เดิมทีลุงรองไม่จำเป็นต้องมาบอกให้ชายชราทราบเรื่องนี้เลย
และก็ไม่จำเป็นต้องเอามาพูดในตอนนี้ด้วย
เป็นไปได้ไหมว่าการยื่นขออนุมัติโครงการนี้มีอุปสรรค ?
เขาจึงอยากให้ชายชราออกมาเดินหน้าเรื่องนี้ให้ ?
เจียงเสี่ยวไป๋มีการคาดเดาทุกประเภทอยู่ในใจ แต่ก็ยากที่จะถามมันออกมา
ชายชราเองก็ดูเหมือนจะเกิดคำถามนี้อยู่ในใจ เขามองไปที่หลินต้ากั๋วด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง แล้วถามว่า “ทำไมจู่ ๆ แกถึงมาบอกฉันเกี่ยวกับโครงการนี้ได้ล่ะ ? ”
หลินต้ากั๋วยิ้มและพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่อยากพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว และอยากเล่าเรื่องน่าดีใจให้คนในครอบครัวฟังเท่านั้นครับ”
“อืม อย่างไรชิงโจวก็คือบ้านเกิดของเรา ตอนนี้ชิงโจวกำลังดำเนินโครงการสร้างทางหลวงและยื่นขอสร้างทางรถไฟ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ! ”
ชายชราหัวเราะและถอนหายใจ “ใช่ ฉันเองก็เป็นคนชิงโจวเหมือนกัน ต้นกำเนิดของเรามาจากชิงโจว”
เจียงเสี่ยวไป๋มองหลินต้ากั๋วด้วยสีหน้าแปลก ๆ รู้สึกว่าลุงรองกำลังจงใจบอกชายชราว่า ‘อย่าลืมว่าพวกเราก็มาจากชิงโจวเหมือนกัน’
หากว่าคนในบ้านเกิดต้องการทำอะไรเพื่อบ้านเกิด เราก็ต้องช่วยกันสนับสนุน
เขารู้สึกเช่นนี้ และเขาไม่เชื่อว่าชายชราที่เป็นคนฉลาดจะไม่สามารถตระหนักถึงสิ่งนี้ได้
“ฉันรู้ ! ”
ชายชราพูดเสียงเรียบ และไม่พูดอะไรอีก
หลินต้ากั๋วไม่ได้พูดถึงมันอีกเช่นกัน
พวกเขาทั้งสามคุยกันสักพัก จากนั้นชายชราก็บอกว่าเขาเหนื่อยแล้ว จึงขอให้ติงจงผิงช่วยพาเขาไปพักผ่อน
เจียงเสี่ยวไป๋คิดว่าหลินต้ากั๋วจะอยู่เพื่อคุยกับเขาต่อ
ซึ่งเขาเองก็มีเรื่องจะคุยด้วยเหมือนกัน
แต่ไม่คาดคิด หลังจากที่ชายชราจากไป หลินต้ากั๋วก็พูดว่า “ดึกแล้ว นายเองก็ควรไปพักผ่อนได้แล้ว ! ”
หลังจากนั้น เขาก็เดินขึ้นไปชั้นบนทันที
เขาจะนอนที่นี่ในคืนนี้
เจียงเสี่ยวไป๋เกาหัวตัวเองเพราะรู้สึกสับสนเล็กน้อย และขี้เกียจเกินกว่าที่จะคิด ดังนั้นเขาจึงเดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง
สิ่งที่ตามมาคือค่ำคืนแห่งความเงียบงัน
วันรุ่งขึ้น เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋ตื่นนอนก็สายเล็กน้อยแล้ว เพราะเขาและหลินเจียอินต้องดูแลลูกน้อยทั้งสองคน กว่าจะได้หลับก็แทบจะเช้าแล้ว และต้องตื่นมาพร้อมกับเด็กน้อยอีก
ตอนที่เขาลงมาชั้นล่าง ติงจงผิงก็ออกกำลังกายตอนเช้ากับเจียงชานเสร็จแล้ว
เมื่อเห็นเจียงเสี่ยวไป๋ลงมา ติงจงผิงก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “เสี่ยวไป๋ ชานชานเก่งจริง ๆ ตอนแรกฉันคิดว่าเธอคงลืมทักษะที่ฉันสอนไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าเธอจะต่อสู้ได้ดีขนาดนี้ ! ”
เมื่อพูดถึงทักษะมวยไทเก๊กของเจียงชาน เจียงเสี่ยวไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดว่า “นับตั้งแต่เธอเรียนรู้ทักษะจากคุณ เธอก็ฝึกฝนทุกวันตั้งแต่เธอกลับไป”
“ฉันรู้ ! ฉันรู้ ! ฉันรู้ ! ”
ติงจงผิงพูดว่าเขารู้สามครั้งติดต่อกัน เพราะการที่เธอจะเก่งได้ขนาดนี้ก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน
ในโลกนี้ไม่ว่าคุณจะเรียนหรือทำอะไร ถ้าตั้งใจย่อมทำออกมาดีเสมอ ซึ่งพรสวรรค์เป็นเพียงส่วนหนึ่ง สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือความเพียรพยายาม
มีหลายคนที่มีความสามารถ แต่มีความพยายามน้อย จึงต้องพ่ายแพ้ไปกลางคัน
แม้ว่าเจียงชานจะยังเด็ก แต่เธอก็ยืนกรานที่จะฝึกฝนทุกวันทั้งที่ไม่มีใครมาควบคุมก็ตาม มันทำให้เห็นว่าเธอเป็นคนมีวินัยมาก
เขาหลงรักเด็กคนนี้เข้าเต็มเปา
“เสี่ยวไป๋ ฉันอยากจะคุยอะไรบางอย่างกับคุณ ! ” ติงจงผิงพูดด้วยความเขินอาย
เจียงเสี่ยวไป๋เงยหน้าขึ้นมอง โดยรู้อยู่ในใจว่าเขากำลังจะพูดอะไร ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “พี่ติง มีอะไรก็พูดมาได้ครับ”
ติง จงผิงกล่าวว่า “ฉันอยากจะรับชานชานเป็นศิษย์ของฉัน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้นี่เอง
เขาจึงพูดว่า “ถ้าพี่ติงจะรับชานชานเป็นศิษย์ ผมก็ไม่คัดค้านอะไรครับ ! ”
อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร
ทำไมเขาต้องคัดค้านด้วย ?
ติงจงผิงกล่าวว่า “นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ฉันต้องการจะพูดคือคุณควรให้เธอมาที่เทียนจิงปีละครั้งเพื่อที่ฉันจะได้สอนเธอ”
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ตอนนี้ชานชานเข้าโรงเรียนแล้ว และถ้าเธอต้องการมา เธอก็มาได้เฉพาะช่วงปิดเทอมฤดูร้อนและฤดูหนาวเท่านั้น ตราบใดที่เธอเต็มใจมา ผมก็ไม่คัดค้านอะไร”
เมื่อติงจงผิงได้ยินแบบนั้น เขาก็มีความสุขขึ้นมาทันที
“เยี่ยมมาก ขอบคุณมากเสี่ยวไป๋ ! ”
เขาได้คุยกับเจียงชานแล้ว และเจียงชานก็ตกลงที่จะมาเรียนในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนและฤดูหนาว เพียงแต่เธอรอให้เจียงเสี่ยวไป๋อนุญาตเท่านั้น
เขาจึงต้องมาพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋แทนเธอ แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะตอบตกลงอย่างรวดเร็วขนาดนี้
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเองต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่ติงแทนชานชาน”
ท้ายที่สุดแล้ว นี่ก็ถือเป็นการให้ความรู้แก่ลูกสาวของเขา
ในฐานะพ่อ เขาคือผู้ที่ควรจะขอบคุณอาจารย์ของลูกสาว
ดูเหมือนเขาจะจำอะไรบางอย่างได้ จึงพูดว่า “แล้วพิธีรับศิษย์ของพี่มีอะไรบ้าง ผมจะจัดไว้ ! ”
ติงจงผิงหัวเราะออกมา “ตอนนี้มันยุคไหนแล้ว จะมีรายละเอียดมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร ? ”
“แค่ให้ชานชานมาเรียนรู้ทักษะจากฉันก็พอ ! ”
แน่นอนว่าเจียงเสี่ยวไป๋ไม่เห็นด้วยและพูดว่า “มันต้องมีพิธีรับศิษย์สิครับ ! ”
ติงจงผิงปฏิเสธ “มันไม่จำเป็นจริง ๆ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “ครั้งนี้มันสายแล้ว เพราะเราต้องออกไปหลังอาหารเช้า ไว้คราวหน้าผมจะส่งเธอมาที่เทียนจิงเพื่อเข้าพิธีรับศิษย์”
“ไม่มีปัญหา ! ”
ติงจงผิงรู้ว่าวันนี้ครอบครัวของเจียงเสี่ยวไป๋จะต้องกลับชิงโจว ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรอีก “ที่จริงพิธีรับศิษย์เป็นเพียงพิธีการเท่านั้น ไม่สำคัญอะไรหรอก”
เขาเพียงต้องการจะฝึกไทเก๊กให้กับเจียงชาน เพราะเห็นว่าเธอมีความตั้งใจดี
เจียงเสี่ยวไป๋ก็มีความคิดของเขาเองเช่นกัน
คงจะดีถ้าปล่อยให้เจียงชานเรียนไทเก๊ก เพราะท้ายที่สุดแล้วการฝึกไทเก๊กนั้นก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง และเธอก็ยังให้ความสนใจมันมากอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้เธอสามารถมาหาชายชราในเทียนจิงได้ทุกปี แต่เขายังคงให้ความสำคัญกับพิธีการรับศิษย์อยู่
เขาไม่สามารถให้สิ่งของที่เป็นแก้ว แหวน เงิน ทอง พวกนั้นได้ เพราะมันจะส่งผลเสียต่อติงจงผิง
ท้ายที่สุดติงจงผิดก็ยังเป็นคนขององค์กรและยังคงติดตามชายชราอยู่
ของพวกนี้ให้ไม่ได้อย่างแน่นอน
ของที่ระลึกจะต้องเป็นของที่ไม่เป็นทางการเกินไป และต้องสะท้อนถึงมารยาทในการเคารพครูบาร์อาจารย์
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เจียงเสี่ยวไป๋ก็ตัดสินใจทันที
มาเปิดโรงยิมสอนศิลปะการต่อสู้แบบจีนให้กับติงจงผิงที่เทียนจิงจะดีกว่า นอกจากจะเป็นที่ให้เจียงชานมาฝึกแล้ว ยังเป็นส่งเสริมศิลปะการต่อสู้ของจีนอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการสืบทอดและส่งเสริมแก่นสารของชาติจีนอีกด้วย
เขาเชื่อว่าติงจงผิงน่าจะชอบมัน !
ซึ่งเขาคงไม่ปฏิเสธสิ่งนี้ !
เขาเหลือบมองติงจงผิงและไม่รีบร้อนที่จะบอกเขา
ค่อยมาคุยกันหลังจากนี้ก็ไม่สาย !
หลังจากที่หลินเจียอินลุกขึ้นและแต่งตัวให้เด็กน้อยทั้งสอง ครอบครัวของพวกเขาก็มากินอาหารเช้ากับชายชราก่อนจะออกไป
ชายชราดูจะไม่เต็มใจที่พวกเขาจะกลับกันวันนี้ และก่อนจะออกมา เขาก็พูดว่า “ในช่วงตรุษจีนปีนี้ ครอบครัวหลินจะได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พ่อตาของนายและคนอื่นก็มาด้วย ดังนั้นครอบครัวของนายก็ต้องมาเหมือนกัน ! ”
ตอนที่ชายชราคุยโทรศัพท์เมื่อคืนนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้ยินและรู้เรื่องนี้แล้ว
ในเวลานี้ ชายชราเชิญเขาเป็นการส่วนตัว เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร ?
“ได้ครับคุณปู่ ! ”
“ปีนี้ผมจะมาฉลองตรุษจีนที่นี่แน่นอนครับ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋รับปากด้วยรอยยิ้ม