ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1088 ไม่อยากกลับ
ตอนที่ 1088 ไม่อยากกลับ
หลินชู่ส่งเจียงเสี่ยวไป๋และครอบครัวของเขาไปที่โรงแรมเทียนจิง
เขารู้สึกแปลกเล็กน้อยและพูดว่า “อาครับ ทำไมถึงมาที่โรงแรม ไม่ไปที่สนามบินโดยตรงเลยล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้ปิดบังอะไรจากเขา และพูดว่า “พ่อ แม่ น้องชายและน้องสาวของฉันก็มาที่เทียนจิงด้วย และวันนี้พวกเขาก็ไปเที่ยวกำแพงเมืองจีน เราเลยจะออกเดินทางกันตอนกลางคืน”
“อ่า ? ”
หลินชู่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและถามด้วยความประหลาดใจ “พวกคุณปู่กับคุณย่าก็มาเทียนจิงด้วย แล้วทำไมอาไม่พาพวกเขาไปที่บ้านด้วยกันล่ะครับ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ตบไหล่เขาแล้วพูดว่า “พ่อแม่ของฉันมาจากชนบท แต่ปู่ทวดของนายมีสถานะอย่างไร นายก็น่าจะรู้ดี พวกเขาจะรู้สึกไม่สบายใจหากว่าต้องมาพบคุณปู่หลิน”
“เอาล่ะ อย่าบอกปู่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็พอ”
หลินชู่รู้สึกหมดหนทางอยู่พักหนึ่ง เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรับปากเจียงเสี่ยวไป๋
แต่เขาก็ยืนกรานที่จะรอพบผู้เฒ่าทั้งสองคน
เจียงเสี่ยวไป๋จึงไม่ปฏิเสธ
หลินชู่เข้าไปในโรงแรมและหลังจากไปเจอเจียงไห่หยางและหวังชิ่วจวี๋แล้ว เจียงเสี่ยวไป๋และครอบครัวของเขาก็ไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนต่อ
ที่นี่อากาศดีมาก ภายใต้แสงแดดอันอบอุ่นของฤดูหนาว กำแพงเมืองจีนโบราณบนภูเขาสูงให้ความรู้สึกของความผันผวนในชีวิต เจียงเสี่ยวไป๋ถ่ายรูปทุกคนเก็บไว้เป็นจำนวนมาก
จากนั้น พวกเขายังไปปิกนิกบนกำแพงเมืองจีนด้วย
ในช่วงบ่าย ทุกคนก็ได้ออกจากเทียนจิงโดยการนั่งรถไฟไปที่เจียงเฉิง
แน่นอนว่าคราวนี้พวกเขาต้องนั่งอยู่บนรถไฟเป็นเวลานาน ซึ่งเจียงเสี่ยวไป๋ได้ให้เฉาจื่ออันจองตั๋วไว้นานแล้ว
มีการจองไว้ทั้งหมดสองห้อง
การปีนกำแพงเมืองจีนในตอนกลางวันเหนื่อยมา จึงทำให้เจียงไห่หยาง, หวังชิ่วจวี๋ และคนอื่นหลับไปทันทีที่ขึ้นรถ แต่เจียงเสี่ยวเหลยและเจียงเสี่ยวหยูกลับตื่นเต้นมากจนพวกเขานอนไม่หลับ
“พี่ พี่คิดว่าแบบไหนสนุกกว่ากัน ระหว่างนั่งรถไฟหรือขึ้นเครื่องบิน ? ” เจียงเสี่ยวหยูถาม
เจียงเสี่ยวเหลยตอบออกมาโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก “แน่นอนว่าการนั่งเครื่องบินต้องสนุกและตื่นเต้นกว่าอยู่แล้ว”
ล้อรถไฟกลิ้งไปบนราง ทำให้เกิดเสียงดัง “กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง” อยู่เสมอ และบ้างครั้งรถก็แกว่งไปมาสองสามครั้งเป็นครั้งคราว ทำให้เขารู้สึกเวียนหัว
เจียงเสี่ยวหยูกล่าวว่า “แต่ฉันคิดว่าการนั่งรถไฟสะดวกกว่า”
เธอชอบนั่งริมหน้าต่างที่ชั้นล่าง และมองดูทิวทัศน์ด้านนอกที่ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป
แม้ว่าข้างนอกในตอนกลางคืนจะมืดและพร่ามัว แต่เธอก็พบว่ามันน่าสนใจที่ได้เห็นแสงไฟระยิบระยับในระยะไกล หรือบางครั้งรถไฟก็ขับผ่านเมืองและเห็นถนนในเมืองตอนกลางคืน
มันทำให้เธอได้เห็นทิวทัศน์ของทุกเมืองที่เธอผ่าน และก็ได้รู้ว่าตอนนี้กำลังอยู่ที่ไหน
แต่ตอนที่นั่งเครื่องบินนั้น เธอเห็นเพียงเมฆเท่านั้น
เจียงเสี่ยวเหลยกล่าวว่า “ขึ้นเครื่องบินใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมง แต่นั่งรถไฟต้องใช้เวลาทั้งคืนกว่าจะถึง มันเสียเวลาเกินไป”
เจียงเสี่ยวหยูกล่าวว่า “ช้าลงหน่อย แต่เห็นความสวยงามระหว่างทาง ก็ยังดีกว่ากลับไปถึงบ้านก่อนเวลา”
เมื่อเธอพูดแบบนี้ออกมา เจียงเสี่ยวเหลยก็เห็นด้วย เขาพูดอย่างหงุดหงิดใจว่า “ฉันเองก็ไม่อยากกลับเร็วแบบนี้เหมือนกัน”
เพราะเมื่อเขากลับไป เขาก็ต้องกลับไปเรียนหนัก
การออกมาเที่ยวข้างนอกสบายขนาดนี้ เป็นใครจะไม่ติดใจบ้าง ? ’
ซึ่งเขาก็รู้สึกว่ายังไม่พอ !
เจียงเสี่ยวหยูจึงถามว่า “หลังจากที่เราไปถึงเจียงเฉิงในตอนเช้า เราจะกลับไปที่ชิงโจวทันทีเลยไหม ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยส่ายหัว “ฉันจะไปรู้ได้อย่างไร”
หลังจากคิดถึงเรื่องนี้แล้ว เขาก็สะกิดเจียงชานที่กำลังหลับอยู่ “ชานชาน ตื่นเร็ว ตื่นเร็ว ! ”
เจียงชานลืมตาขึ้นมาด้วยสีหน้างัวเงีย และพูดว่า “อ่า ทำไมถึงปลุกหนูตอนดึกแบบนี้ล่ะคะ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยทำท่าเหมือนเป็นผู้อาวุโสและพูดว่า “เธอเองก็ยังเด็ก ทำไมถึงชอบง่วงนอนขนาดนี้ ? ”
เจียงชานลุกขึ้นมานั่งแล้วพูดว่า “เราก็ต้องพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อจะได้มีพลังในวันรุ่งขึ้นไงล่ะคะ ! ”
เจียงเสี่ยวเหลยพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง หลานสาวตัวน้อยของเขาพูดได้ดี ซึ่งเขาก็ไม่สามารถหักล้างความจริงของเรื่องนี้ได้ ดังนั้นเขาจึงพูดได้เพียงว่า “ที่ฉันจะบอกคือว่าบนรถไฟมันเสียงดัง เธอนอนหลับด้วยเหรอ ? ”
เจียงชานพูดว่า “มันดังมากเลยเหรอคะ ? หนูไม่คิดอย่างนั้นนะ”
ขณะที่เธอพูด เธอก็ขยี้ตาและเห็นว่าเจียงเสี่ยวหยูก็ยังไม่นอน เธอจึงพูดว่า “อาเล็กก็นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอคะ ? ”
“เอ่อ… ใช่ อาก็นอนไม่หลับ ! ” เจียงเสี่ยวหยูพูด
เจียงชานมองมาที่เธอ แล้วพูดว่า “อาไม่เหนื่อยจากการปีนกำแพงเมืองจีนเลยเหรอคะ ? ”
เธอส่ายหัว “ฉันก็เหนื่อยเหมือนกัน ! ”
“ถ้าพวกอาไม่นอน หนูจะนอนก่อนนะคะ ! ”
ขณะที่เธอพูด เธอก็เลื่อนตัวลงเตรียมที่จะนอน
เมื่อเจียงเสี่ยวเหลยเห็นแบบนั้น เขาก็รีบหยุดเธอแล้วถามว่า “ชานชานอย่าเพิ่งนอนสิ ฉันมีอะไรจะถามเธอ”
เจียงชานพูดอย่างไม่พอใจว่า “พรุ่งนี้ค่อยคุยกันค่ะ ! ”
“ตอนกลางคืนเป็นเวลานอน ไม่ใช่เวลาจะมาถามอะไรค่ะ ! ”
เจียงสี่ยวเหลยรีบพูดออกมาว่า “ไม่ ฉันนอนไม่หลับหากว่ายังไม่รู้คำตอบที่ชัดเจน”
เจียงชานจึงถามด้วยความสงสัย “จะถามเรื่องอะไรเหรอคะ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยมองไปที่เตียงของเจียงเสี่ยวซิงและหลินเจียลี่ ที่ตอนนี้ทั้งสองต่างก็หลับกันไปหมดแล้ว และกระซิบว่า “พรุ่งนี้เราจะกลับไปที่ชิงโจวทันทีเลยหรือเปล่า ? ”
“แค่นี้เหรอ ? ”
เมื่อคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอะไร เจียงชานก็แทบจะระเบิดหัวเราะออกมา “ที่อาปลุกหนูให้ตื่นมากลางดึกแบบนี้ เพื่อที่จะถามว่าพรุ่งนี้จะกลับชิงโจวทันทีเลยไหม แค่นี้เหรอคะ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยตอบว่า “ใช่ บอกฉันมาเร็ว ๆ สิ ! ”
เจียงชานกลอกตา “พรุ่งนี้โรงเรียนเปิดแล้ว แม้ว่าจะบินกลับทันที แต่หนูก็ต้องจะขาดเรียนในตอนเช้าอยู่ดี และถ้าไม่กลับเลย หรืออาจะให้หนูขาดเรียนทั้งวัน ? ”
พูดจบ เธอก็พลิกตัวล้มลงนอน ดึงผ้าห่มมาคลุมศีรษะเอาไว้
เพราะกลัวว่าเจียงเสี่ยวเหลยจะรบกวนการนอนหลับของเธออีก
“เฮ้ เฮ้…”
เจียงเสี่ยวเหลยดึงผ้าห่มที่คลุมหัวของเจียงชานออก แล้วพูดว่า “ชานชาน อย่าเพิ่งนอนสิ ช่วยไปคุยกับพ่อของเธอก่อนว่าพรุ่งนี้ขอพักที่เจียงเฉิงอีกหนึ่งคืน ! ”
“เจียงเฉิงมีอะไรน่าสนใจงั้นเหรอ ? ”
เจียงชานพลิกตัวไม่อยากพูดต่อ เธอแค่อยากนอน
เจียงเสี่ยวเหลยพูดอย่างไม่พอใจว่า “เธอเคยไปเที่ยวเจียงเฉิงหลายครั้งแล้ว แต่ฉันกับอาเล็กของเธอยังไม่เคยไปเที่ยวที่นั่นสักครั้งเลย ! ”
เจียงชานพูดว่า “หนูไม่บอกให้หรอกค่ะ อาต้องไปขอเอง”
เพราะเธออยากกลับไปเรียนมากกว่า
สำหรับเธอ ไม่สำคัญว่าจะอยู่หรือไม่อยู่
เจียงเสี่ยวเหลยพูดอย่างกังวลใจ “ต่อให้ฉันไปขอพี่ เขาก็ไม่ฟังฉันอยู่ดี”
เอาล่ะ อย่าพูดถึงว่าพี่ชายจะฟังหลังจากที่เขาพูดไปแล้วหรือไม่ สิ่งสำคัญคือเขาไม่กล้าที่จะพูดมันออกไปด้วยซ้ำ
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีค่ะ ! ”
เจียงชานตอบและไม่สนใจเขาอีก
เจียงเสี่ยวเหลยมองไปที่เจียงเสี่ยวหยู เขาเม้มริมฝีปากและทำท่าทางให้เธอช่วยโน้มน้าวใจเจียงชานอีกแรง
เจียงเสี่ยวหยูคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ลืมไปเถอะ ชานชานง่วง ปล่อยให้เธอนอนก่อน ! ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็หาวออกมา “ฉันก็ง่วงแล้วเหมือนกัน ไปนอนได้แล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวเหลยดูจะไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ก่อนจะปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นบน
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงไห่หยางและคนอื่นก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่
ในเวลานี้ ภายนอกสว่างสดใส และเมื่อมองผ่านหน้าต่างกระจกออกไปก็เห็นวิวทิวทัศน์ที่ราบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาด้านนอก
รถไฟเข้าสู่ที่ราบเจียงหาน และก็ใกล้จะถึงเจียงเฉิงแล้ว
“ที่ราบเป็นแบบนี้นี่เอง ไม่มีเนินเลย”
“ใช่ มันดูเรียบมาก ยาวไปสุดลูกหูลูกตา ! ”
“ถนนในที่ราบเจียงหานนั้นตรงมาก ! ”
“ถ้าเราได้ทำไร่ในพื้นที่แบบนี้ มันจะสะดวกขนาดไหนกัน ! ”
“……”
เจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ต่างก็เคยเห็นที่ราบเจียงหานเป็นครั้งแรก และอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
แต่เฉินหยุนและหวังเสวี่ยฮัวต่างก็เคยไปเรียนที่วิทยาลัยข้างนอกมาก่อน หลังจากที่พวกเธอได้เห็นที่ราบเจียงหาน พวกเธอก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
หวังเสวี่ยฮัวกล่าวขณะแต่งตัวให้เจียงอัน “ที่จริงแล้วการทำฟาร์มบนที่ราบนั้นจะแตกต่างจากการทำฟาร์มในพื้นที่บนภูเขา การทำฟาร์มในที่ราบใช้รถแทรกเตอร์ในการไถ จากนั้นก็หว่าน และเก็บเกี่ยว”
เจียงไห่หยางได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นมาก และมองไปที่ทุ่งราบต่อ
ทว่ามันกลับไม่มีรถแทรกเตอร์ไถนา
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ตอนนี้เป็นฤดูหนาวแล้ว จึงไม่มีการไถนา”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เจียงไห่หยางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง
ในขณะนี้ เจียงเสี่ยวชิงก็ได้เดินเข้ามาและพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “พี่ เสี่ยวเหลยและเสี่ยวหยูเพิ่งเคยมาที่เจียงเฉิงเป็นครั้งแรก ให้พวกเขาอยู่ต่อที่นี่สักหนึ่งวัน แล้วค่อยกลับไปที่ชิงโจวในวันพรุ่งนี้จะได้ไหม ! “