Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 91 :บทเพลงไล่ตามจันทร์

  1. Home
  2. ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
  3. ตอนที่ 91 :บทเพลงไล่ตามจันทร์
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

    ตอนที่ 91 :บทเพลงไล่ตามจันทร์

    

    จนกระทั่งถึงเวลาหกโมงครึ่ง เหรินฉางเซี่ยถึงได้กลับมาถึงบ้าน

    

    “ขอโทษที พอดีมีงานด่วนเข้ามาในสำนักงานเลยกลับมาช้า”

    

    พอมาถึง เขาก็กล่าวขอโทษ

    

    “ไม่เป็นไร ผมกำลังคุยกับลูกชายของคุณอยู่พอดี” เจียงเสี่ยวไป๋พูดด้วยรอยยิ้ม

    

    เหรินจวินกลับมาถึงบ้านหลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋มาถึงได้สักพักหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับนิสัยจริงจังของเหรินฉางเซี่ยแล้ว เหรินจวินดูมีชีวิตชีวากว่ามาก

    

    คุณย่ากำลังทำอาหารในครัว และน้องสาวของเขายังเด็ก ดังนั้นเขาจึงเหมือนผู้ใหญ่ตัวเล็ก ๆ ที่กำลังพูดคุยกับเจียงเสี่ยวไป๋และหลินเจียอินในห้องนั่งเล่น

    

    “เด็กเหลือขอ เรียนรู้จากอาเจียงของลูกให้ได้เยอะ ๆ หน่อย”

    

    เหรินฉางเซี่ยมองลูกชายของเขาด้วยความเอ็นดู แต่กลับเรียกลูกชายว่าเป็นเด็กเหลือขอ

    

    จู่ ๆ เหรินจวินก็มีสีหน้าขมขื่น “พ่อ เรามีแขกอยู่นะ ช่วยหยุดเรียกผมว่าเด็กเหลือขอได้ไหม ? ”

    

    เหรินฉางเซี่ยหัวเราะและเข้าไปในครัวเพื่อช่วยจงหยุนฟางทำอาหาร

    

    “แม่ครับ ไปพักเถอะ ผมทำเอง”

    

    “ไป ไป แกไปคุยกับเสี่ยวเจียงเถอะ” จงหยุนฟางไล่เขาออกไปด้วยตะหลิวในมือ “อีกเดี๋ยวก็จะเสร็จแล้ว ไม่ต้องมาวุ่นวายตรงนี้เลย”

    

    “แม่ก็แบบนี้แหละ ดื้อตลอด”

    

    เหรินฉางเซี่ยผายมือออกอย่างช่วยไม่ได้ขณะพูดออกมา

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม ก่อนหน้านี้เขาก็อาสาเข้าไปช่วยทำกับข้าวในครัวเช่นกัน ทว่าจงหยุนฟางยืนกรานจะไม่ยอมให้เขาช่วยลูกเดียว

    

    คนแก่ก็เป็นแบบนี้ ตราบใดที่พวกเขาสามารถเคลื่อนไหวและทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ก็ไม่มีทางพึ่งพาลูกหลานให้เสียเวลา

    

    ไม่นาน อาหารก็พร้อมเสิร์ฟบนโต๊ะ

    

    เมื่อมองไปที่เตาที่กำลังเดือดอยู่บนโต๊ะ เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

    

    แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือคากิที่กำลังตุ๋นอยู่ในหม้อ

    

    ในยุคนี้ คากิไม่เพียงแต่หายากและมีราคาสูงเท่านั้น แต่ยังมีความหมายสำคัญในเทศกาลพิเศษอีกด้วย

    

    หลายคนคิดว่าคากิก็เหมือนกับตีนหมู แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่

    

    หมูมีคากิเพียง 2 ข้างต่อหมู 1 ตัว โดยทั่วไปตีนหมูจะถูกแบ่งเป็นกีบหน้าและขาหลัง กีบหน้าต่างหากที่เป็นคากิจริง ๆ ส่วนขาหลังจะนำมาทำเป็นแฮม

    

    มันแตกต่างกัน

    

    ในชนบทของปี 1983 มีเพียงครอบครัวที่มีฐานะดีเท่านั้นที่จะมารวมตัวกันเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ซึ่งจะมีการตุ๋นคากิไว้ เมื่อตุ๋นจนสุกดี คากินอีกข้างจะส่งไปให้แม่สามีในตอนไปไหว้วันตรุษจีน

    

    จงหยุนฟางต้อนรับเจียงเสี่ยวไป๋ด้วยเมนูคากิตุ๋น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอรู้บุญคุณที่เจียงเสี่ยวไป๋นั้นมีต่อเธอ

    

    อาหารมื้อนี้ถือว่าเป็นมื้อที่หรูหรามาก ไม่เพียงแต่อาหารสองสามจานที่จงหยุนฟางทำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพะโล้ที่เจียงเสี่ยวไป๋เอามาอีกด้วย

    

    ทั้งเหรินจวินและเหรินไฉเซี๋ยต่างก็ชอบกินขาไก่พะโล้ ในขณะที่เหรินฉางเซี่ยชอบกินหูหมูแกล้มกับเหล้าเหมาไถ

    

    ส่วนเจียงชานน้อยนั้นกินเมนูพะโล้ของที่ร้านทุกวันจนเธอเบื่อ เธอจึงเลือกที่จะกินคากิตุ๋นแทน เธอถือคากิชิ้นใหญ่ขึ้นมาด้วยมือเล็ก ๆ และแทะกินด้วยความเอร็ดอร่อย

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ดื่มเหมาไถกับเหรินฉางเซี่ย แต่เนื่องจากเขาต้องขี่รถกลับไปที่เจียงวานอีก เขาจึงดื่มไม่มาก

    

    พวกเขารับประทานอาหารกันจนถึงสองทุ่ม ซึ่งตอนนี้ข้างนอกก็มืดแล้ว

    

    ในยุคสมัยนี้มักจะมีธรรมเนียมปฏิบัติในการต้อนรับแขก แต่อย่างไรก็ตาม บ้านของเหรินฉางเซี่ยนั้นไม่ได้กว้างขวางมากนัก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ยื้อให้เจียงเสี่ยวไป๋อยู่นาน เพียงแค่บอกเจียงเสี่ยวไป๋ให้ขี่รถดี ๆ เพราะนี่มันก็ดึกมากแล้ว

    

    ชนบทตอนกลางคืนนั้นเงียบสงบมาก และไม่มีรถสักคันบนถนน

    

    “บื้น บื้นบื้น ! ”

    

    เสียงมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างของเจียงเสี่ยวไป๋ได้ทำลายความเงียบสงบของท้องฟ้ายามค่ำคืน ไฟหน้าสองดวงส่องแสงจ้าออกมา ทำให้ถนนด้านหน้าสว่างไสวขึ้นจนมองเห็นได้อย่างชัดเจน

    

    ขี่รถในตอนกลางคืน มีลมพัดเข้ามาปะทะหน้าเย็นสบาย

    

    ทั้งหลินเจียอินและเจียงชานต่างรู้สึกผ่อนคลาย นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่พวกเธอได้นั่งรถตอนกลางคืน

    

    “พ่อคะ เรากำลังไล่ตามดวงจันทร์อยู่ใช่ไหม ? ”

    

    เจียงชานเอนตัวไปในอ้อมแขนของหม่าม๊าของเธอ พลางแหงนมองดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนท้องฟ้า และพบว่ามันดูเหมือนจะเคลื่อนที่ออกไปเรื่อย ๆ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอัศจรรย์ใจและถามออกมาด้วยความสงสัย

    

    “ใช่แล้ว เรากำลังไล่ตามดวงจันทร์อยู่”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋แกล้งหยอกลูกสาว

    

    “แล้วเราจะตามทันไหมคะ ? ” หนูน้อยถามอย่างมีความหวัง

    

    “คง…ไม่ทันแล้วล่ะ”

    

    คำถามของหนูน้อยนั้นซับซ้อนเกินไป จึงทำให้เจียงเสี่ยวไป๋ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร

    

    “ถ้าเป็นแบบนั้น ป่าป๊าคะ หนูต้องทำงานให้หนักกว่านี้แล้ว หม่าม๊าเคยบอกหนูว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่าคว่าฝู เขาสามารถไล่ตามดวงอาทิตย์ได้ แล้วทำไมคนอย่างหนูถึงจะไล่ตามดวงจันทร์ไม่ได้ล่ะคะ ? ”

    

    หลินเจียอินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาหลังจากได้ยินเรื่องนี้

    

    เจียงเสี่ยวไป๋พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง เขาหันไปมองหลินเจียอิน เห็นเธอยิ้มด้วยความขบขัน จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนรุ่มอยู่ภายใน

    

    เมื่อรู้สึกได้ถึงการจ้องมองของเจียงเสี่ยวไป๋ หลินเจียอินจึงพูดด้วยความโกรธว่า “อย่าเอาแต่มองมาที่ฉันสิ ขับรถดี ๆ ก่อน ! ”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋จึงรีบเบือนหน้าของเขาออกไป

    

    อนิจจา…คว่าฝูไล่ตามดวงอาทิตย์วันแล้ววันเล่า เขาต้องวิ่งตามอยู่อย่างนั้น

    

    คิดแล้วก็รู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยดี แถมยังต้องโกหกลูกสาวอีก

    

    “ชานชาน ให้พ่อร้องเพลงให้หนูฟังไหม ? ”

    

    “ได้ค่ะ หนูอยากให้ป่าป๊าร้องเพลงเกี่ยวกับดวงจันทร์”

    

    เด็กน้อยปรบมือและร้องขอออกมา

    

    เจียงเสี่ยวไป๋จำเพลงที่เกี่ยวกับดวงจันทร์ได้ไม่กี่เพลง เช่น ‘จันทร์เต็มดวง’ และ ‘ภัยจากดวงจันทร์’ ที่ได้รับความนิยมในยุคสมัยหลัง

    

    หลังจากคิดแล้ว เขาก็เริ่มร้องเพลงออกมา

    

    “ดวงจันทร์ไปไหน ฉันก็จะไปด้วย”

    

    “ฉันไปส่งพี่ชายที่หน้าหมู่บ้าน”

    

    “ถึงหน้าหมู่บ้าน”

    

    “พี่ชายของฉันจะเป็นผู้พิทักษ์ชายแดน”

    

    “มันยากที่จะได้เห็นหน้า เมื่อต้องห่างกันไกล”

    

    “มันยากที่จะได้เห็นหน้า”

    

    “โอ้ เมฆไล่ตามเดือน”

    

    “ลมใต้พัดผ่านต้นหลิว”

    

    “ดวงจันทร์ทรงกลดที่สว่างไสว”

    

    “เราไม่ได้พูดลากันสักคำ”

    

    “……”

    

    เสียงขับขานบทเพลงล่องลอยไปในท้องฟ้ายามราตรีที่เงียบสงบดังออกไปไกล

    

    ดวงตาคู่งามของหลินเจียอินมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความทึ่ง

    

    เธอไม่รู้มาก่อนว่าเขาร้องเพลงได้ แถมยังร้องเพลงได้ไพเราะมากอีกด้วย

    

    “เพราะจังเลยค่ะ”

    

    “ดวงจันทร์ไปไหน ฉันก็จะไปด้วย”

    

    หนูน้อยดูเหมือนจะชอบประโยคนี้มากและร้องตาม

    

    เมื่อเห็นว่าเธอชอบ เจียงเสี่ยวไป๋ก็ร้องท่อนนี้ออกมาและสอนเธอร้องทีละประโยค

    

    ระหว่างทาง สองพ่อลูกต่างก็ฮัมเพลงกันอย่างสนุกสนาน

    

    เมื่อกลับมาถึงบ้าน หนูน้อยก็เกือบจะร้องเพลงได้จนจบแล้ว และยังคงฮัมเพลงนี้ต่อไปไม่หยุด

    

    หลินเจียอินเห็นแบบนั้นจึงกล่าวว่า “ฉันเห็นว่าเด็กทุกคนในเมืองที่มีอายุไล่เลี่ยกับชานชานได้เข้าโรงเรียนอนุบาลแล้ว ทำไมเราไม่ส่งลูกไปโรงเรียนอนุบาลล่ะ ? ”

    

    หลังจากได้ยินเรื่องนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไปว่า “ทำไมจู่ ๆ คุณถึงอยากส่งลูกไปโรงเรียนอนุบาลล่ะ ?”

    

    หลินเจียอินกล่าวว่า “คุณก็ดูสิว่าลูกเรียนร้องเพลงได้เร็วแค่ไหน ถ้าเราให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาลเร็ว ลูกก็จะยิ่งเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น”

    

    เจียงเสี่ยวไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “ช่างเถอะ ผมจะยังไม่ให้ลูกไปเรียนที่โรงเรียนอนุบาล เพราะผมอยากปล่อยให้ลูกมีวัยเด็กได้เต็มที่ก่อนที่จะไปเรียนโรงเรียนประถม”

    

    หลินเจียอินชะงักไปชั่วขณะ ไม่คาดคิดเลยว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะไม่เห็นด้วยที่เธอจะให้ลูกสาวไปเรียนที่โรงเรียนอนุบาลในตอนนี้

    

    การศึกษาของลูกสำคัญแค่ไหน แต่เขากลับไม่ค่อยให้ความสำคัญ

    

    

    คิดแบบนั้น เธอก็เริ่มโกรธขึ้นมา

    

    เจียงเสี่ยวไป๋เองก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน ในแง่ของการศึกษาสำหรับลูก ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่าการส่งลูกไปโรงเรียนก่อนเป็นเรื่องที่ดี

    

    พ่อแม่ส่วนใหญ่สนใจแต่ผลการเรียนของลูก แต่ไม่เคยสนใจว่าลูกชอบอะไรจริง ๆ

    

    ดังนั้น ในยุคของคนรุ่นหลังจึงเริ่มมีคลาสสอนแต่งหน้า คลาสเรียนเต้น คลาสสอนพิเศษต่าง ๆ นอกหลักสูตรผุดขึ้นมามากมาย

    

    แม้ว่าในปี 1983 จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ แต่ความคิดที่จะให้เด็กไปโรงเรียนก่อนเวลาเพื่อที่จะได้เรียนรู้ก่อนคนอื่น นี่แหละคือความหวังที่ผู้ปกครองเริ่มบ่มเพราะและคาดหวังแต่ผลการเรียนของลูก

    

    ทว่าเจียงเสี่ยวไป๋กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น

    

    ในชาติที่แล้ว เขาได้ไตร่ตรองถึงสถาบันการศึกษา และเชื่อว่าโรงเรียนสอนให้เด็กมีความรู้มากขึ้นก็จริง แต่ขาดการสร้างอุปนิสัยของเด็ก กระตุ้นความสนใจและบ่มเพาะนิสัยใจคอ

    

    แต่เขานั้นกลับเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิธีคิด และความสามารถในการลงมือทำของเด็กมากกว่าความรู้ที่อยู่ในตำราเรียน

    

    แต่เขาไม่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้หลินเจียอินเข้าใจได้

    

    ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานนี้เขาก็มีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูกสาวของเขา และเดิมที เขาวางแผนว่าจะเริ่มลงมือหลังจากทำบ้านหลังใหม่เสร็จแล้ว

    

    ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะต้องเริ่มแผนการให้เร็วกว่าเดิมแล้วล่ะ

    

    มิฉะนั้นภรรยาของเขาอาจจะเป็นคนแรกที่ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาคิด

    

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 91 :บทเพลงไล่ตามจันทร์"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

sdgfdf
ร้อยรักปักดวงใจ
11/02/2023
61dbab1aVw5UqpWl
เหนียงจื่อของคุณชายขี้โรค
14/09/2024
62738198wH1YpbA5
เซียนหมอหญิงแม่ลูกอ่อน
26/02/2024
6311cee2FNEFaBp0
ทรราชหญิงเจ้าหัวใจจักรพรรดิมาร
05/03/2023

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.