หญิงพาลผู้งามล่มเมือง กับสามีลึกลับริมบึง - บทที่ 614 การประชุมขุนนางครั้งใหญ่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนอดไม่ได้ที่จะเลื่อมใสในสติปัญญาและไหวพริบที่ว่องไวของหลี่เยว่หาน
สองสามีภรรยาพูดคุยสัพเพเหระกันต่ออีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งหลี่เยว่หานรู้สึกง่วงงุนเต็มที นางจึงดื่มหว่านอู้เซิงไปหนึ่งถ้วย ก่อนจะไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเข้านอน
นับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บจนเสียสุขภาพไปเมื่อต้นปี หลี่เยว่หานก็มักจะรู้สึกร่างกายอ่อนแออยู่บ่อยครั้ง หมอกู่ตรวจดูแล้วกล่าวเพียงว่าเป็นเพราะอาการป่วยหนักในช่วงเทศกาลปีใหม่คราวนั้นที่ทำลายรากฐานร่างกาย จึงต้องบำรุงรักษาให้ดี พร้อมทั้งสั่งยาบำรุงล้ำค่ามาให้มากมาย
ทว่ายาบำรุงชนิดใดก็มิอาจสู้หว่านอู้เซิงได้ ตามคำขอของเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หานจึงต้องดื่มหว่านอู้เซิงหนึ่งถ้วยก่อนนอนทุกคืน
ซึ่งต้องยอมรับว่าได้ผลดีทีเดียว ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลี่เยว่หานไม่ได้รู้สึกอ่อนเพลียง่ายเหมือนเมื่อก่อน ที่เพียงผ่านไปครึ่งวันก็เรี่ยวแรงถดถอยแล้ว
การประชุมขุนนางครั้งใหญ่ของทุกปีจะถูกกำหนดไว้ในวันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสอง โดยจะดำเนินไปทั้งหมดสามวัน หลังจากสามวันผ่านไปจะเป็นช่วงเวลาที่บรรดาแว่นแคว้นและชนเผ่าต่าง ๆ จะสร้างสัมพันธ์ทางการค้าและทูตต่อกัน แม้ว่าโดยปกติแล้วแคว้นแม่มักจะกีดกันไม่ให้แคว้นใต้ปกครองติดต่อกันเองเพราะเกรงว่าจะมีการสมคบคิดลับหลังจนกระทบต่อผลประโยชน์ของแคว้นใหญ่
แต่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกลับส่งเสริมให้พวกเขาไปมาหาสู่กันอย่างเต็มที่ โดยไม่ทรงเกรงกลัวการรวมหัวกันอย่างลับ ๆ เลยแม้แต่น้อย
ดูอย่างแคว้นเหลี่ยหลานและแคว้นเสวียนจิ้งเป็นตัวอย่าง ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มต้นขึ้นจากการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ที่แคว้นตงฮั่นนี่เอง
จนกระทั่งในภายหลัง พวกเขาถึงขั้นสมคบคิดกับจงเจิ้งเซวียนเพื่อหวังจะช่วยให้จงเจิ้งเซวียนขึ้นครองอำนาจ แล้วค่อยแบ่งเค้กแคว้นตงฮั่นกินกันเอง
ทว่าน่าเสียดายที่พวกเขาพ่ายแพ้ ยามนี้จงเจิ้งเซวียนก็หาชีวิตไม่แล้ว ส่วนแคว้นเหลี่ยหลานและแคว้นเสวียนจิ้งต่างก็ถูกกดดันอย่างหนักจนไม่มีใครกล้าเสี่ยงทำเรื่องเช่นนั้นอีก
….
ในวันประชุมขุนนางครั้งใหญ่ หลี่เยว่หานตื่นแต่เช้าตรู่
ในฐานะบุตรชายคนโต และคุณหนูใหญ่แห่งจวนฉีอ๋อง เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงจึงถูกกำหนดให้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย
พี่น้องคู่นี้ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาตั้งแต่เด็ก ยามนี้เป็นวัยที่กำลังร่าเริงและชอบความครึกครื้น จึงเฝ้ารอคอยงานนี้อย่างใจจดใจจ่อ
ส่วนเหยียนจื่อเซียง หลังจากที่อยู่เป็นเพื่อนหลี่เยว่หานในจวนหลายวัน นางก็ขอตัวกลับไปก่อนล่วงหน้าหนึ่งวัน เพราะรู้ดีว่าช่วงการประชุมขุนนางหลี่เยว่หานจะยุ่งมาก นางจึงตัดสินใจกลับไปดูแลร้านจิ่นซิ่ว
หลังจากผลัดเปลี่ยนมาสวมชุดพิธีการของพระชายาอ๋อง ฝีมือการแต่งหน้าที่ประณีตของอวี้จวงก็ช่วยเสริมให้หลี่เยว่หานดูมีสง่าราศีและภูมิฐานยิ่งนัก บนหน้าผากมีการแต้มลวดลายบุปผาที่ละเอียดอ่อน แม้ใบหน้าจะไม่ได้ถูกประดับประดามากเกินไป แต่ด้วยลายแต้มเพียงจุดเดียวนี้กลับทำให้นางดูสูงศักดิ์ วางตัวสง่างาม และน่าทึ่งอย่างยิ่ง
เมื่อแต่งกายเสร็จสิ้น หลี่เยว่หานภายใต้การปรนนิบัติของอวี้จวงก็ไปหาลูก ๆ ทั้งสอง
เมิ่งสืออี้สวมเสื้อคลุมสีม่วงเข้มที่ตัดเย็บมาพอดีตัว ปักลวดลายมังกรสี่เล็บซึ่งเป็นลายเฉพาะของราชวงศ์ ผมของเขาถูกรวบขึ้นสวมทับด้วยมงกุฎหยกเล็ก ๆ ดูมีสง่าราศีของเชื้อพระวงศ์
ส่วนเมิ่งอิงหนิง เนื่องจากเป็นเด็กหญิงและยังเป็นเพียงเด็กน้อย จึงสวมชุดอ๋าวฉวินสีม่วงอ่อน เมิ่งฉีฮ่วนนั้นรักบุตรสาวดั่งแก้วตาดวงใจ จึงสั่งให้คนนำหนังจิ้งจอกแดงมาทำเป็นผ้าคลุมให้อานิ่งโดยเฉพาะ
แม่หนูน้อยไม่มีเครื่องประดับมากมายนัก เพียงเกล้าผมทรงแกละคู่ที่ดูเรียบง่ายและภูมิฐาน ทำให้ดูเป็นเด็กดีน่าเอ็นดูผิดปกติ
“อาอี้กับอานิ่งของแม่ช่างงดงามยิ่งนัก” เมื่อเห็นลูกน้อยที่เรียบร้อยทั้งสองคน หัวใจของหลี่เยว่หานก็อ่อนระทวยด้วยความรัก
“พระชายา รถม้าประจำวังเตรียมพร้อมแล้วเจ้าค่ะ ยามเช้าตรู่นายท่านเข้าวังไปก่อนแล้ว ดูเหมือนจะมีธุระด่วนบางอย่าง” พ่อบ้านฉีส่งคนมาแจ้งให้หลี่เยว่หานเริ่มออกเดินทางได้ เดิมทีการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ พระอ๋องและพระชายาควรจะเข้าร่วมพร้อมกัน ทว่าไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงถูกเรียกตัวเข้าวังด่วนแต่เช้าตรู่ ทำได้เพียงปล่อยให้หลี่เยว่หานพาลูกทั้งสองเดินทางไปตามลำพัง
หลี่เยว่หานไม่ใช่ครั้งแรกที่เข้าร่วมงานนี้ นางจึงพอจะคุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติอยู่บ้าง นางพาลูก ๆ ขึ้นรถม้าประจำวังไปพร้อมกับอวี้จวงและแม่นม รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังพระราชวังอย่างราบรื่น
เนื่องจากเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง รถม้าประจำวังของหลี่เยว่หานจึงไม่ต้องต่อแถว แต่สามารถแล่นตรงเข้าสู่เขตพระราชฐานได้ทันที
การประชุมขุนนางครั้งใหญ่นี้นอกจากช่วงเวลาจัดเลี้ยงที่จะมีชายหญิงร่วมโต๊ะกันแล้ว เวลาที่เหลือจะถูกแยกชายหญิงอย่างชัดเจน
หลี่เยว่หานพาลูก ๆ มุ่งตรงไปยังวังหลัง ฮองเฮาทรงเตรียมงานเลี้ยงไว้รอท่าแล้ว อีกทั้งพระนางและมู่หวังเฟยยังส่งคนมาส่งข่าวเป็นพิเศษ กำชับให้หลี่เยว่หานรีบพาลูกทั้งสองไปหาพวกนางโดยเร็ว
ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่วังหลัง หลี่เยว่หานก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างด้วยสัญชาตญาณ
ทันทีที่ก้าวลงจากรถม้าประจำวัง หลี่เยว่หานลอบประทับตราประทับวิญญาณไว้ที่ตัวรถและบริเวณที่นางลงรถทันที
รวมถึงที่ตัวลูกทั้งสอง อวี้จวง และแม่นม หลี่เยว่หานก็ประทับตราวิญญาณไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ว่าในวังจะมีฮองเฮาและมู่หวังเฟยคอยคุ้มครอง แต่นางก็ต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง
เพราะที่ผ่านมา สัญชาตญาณมักจะช่วยชีวิตนางไว้ได้หลายครั้งเสมอ
นางกำนัลผู้นำทางเดินนำขบวนของหลี่เยว่หานไปอย่างช้า ๆ หลี่เยว่หานมองแผ่นหลังของนางกำนัลผู้นั้นด้วยความระแวง ก่อนจะลอบประทับตราวิญญาณไว้ที่ตัวนางเช่นกัน
“เรียนพระชายาฉีอ๋อง ถึงแล้วเจ้าค่ะ” สุดท้ายนางกำนัลก็นำพวกเขามาหยุดอยู่ที่ประตูเล็ก ๆ บานหนึ่ง “ผ่านประตูนี้ไปก็คืออุทยานหลวง ฮองเฮากำลังรอท่านอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ”
ทว่าหลี่เยว่หานกลับไม่ยอมก้าวเท้าเข้าประตูไป นางกวาดสายตามองนางกำนัลผู้นั้นตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยถามว่า “เหตุใดจึงพาข้าเดินเข้าประตูเล็ก?”
“พระชายาโปรดประทานอภัยด้วยเจ้าค่ะ!” นางกำนัลรีบคุกเข่าลงทันทีโดยไม่ลังเล “เป็นเพราะพระชายาเข้าวังมาช้าเกินไป ประตูหลักของอุทยานหลวงจึงถูกรถม้าของเหล่าขุนนางเบียดเสียดจนการจราจรติดขัดจนผ่านไม่ได้ ฮองเฮาทรงกำชับให้หม่อมฉันรีบพาพระชายาไปเข้าเฝ้าให้เร็วที่สุด หม่อมฉันจึงต้องเสี่ยงตายพาพระชายามาทางประตูเล็กเจ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินคำแก้ตัว หลี่เยว่หานก็แค่นยิ้มเย็นชา “เจ้าคงลืมไปแล้วว่าข้าเคยใช้ชีวิตอยู่ในวังแห่งนี้หลายเดือน ถึงวังหลวงจะกว้างใหญ่ แต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่จะหลงทิศหลงทางได้ง่าย ๆ ตั้งแต่พวกข้าก้าวลงจากรถ เจ้าทำทีเป็นนำทาง แต่ความจริงกลับพาเราเดินวนไปวนมาหลายรอบ หากข้าเดาไม่ผิด หลังประตูบานนี้ไม่ใช่อุทยานหลวง แต่เป็นสวนสุนัขล่าเนื้อใช่หรือไม่!”
พอพูดถึงตรงนี้ กลิ่นอายรอบตัวหลี่เยว่หานก็เปลี่ยนไปในพริบตา “บอกมา! ใครเป็นคนสั่งให้เจ้าพาข้ามาที่นี่!”
แคว้นตงฮั่นมีการล่าสัตว์ทุกปี ในวังจึงมีการเลี้ยงสุนัขล่าเนื้อไว้มากมาย และสถานที่กักขังพวกมันถูกเรียกว่าสวนสุนัขล่าเนื้อ
หลี่เยว่หานรู้ตั้งแต่แรกว่านางกำนัลจงใจพาเดินอ้อม แต่ที่รอจนถึงตอนนี้ค่อยเปิดโปง ก็เพราะมีลูกน้อยทั้งสองอยู่ข้างกาย นางจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เพราะนางไม่อาจรับรองได้ว่า หากนางเปิดโปงนางกำนัลกลางทาง นางและคนเบื้องหลังจะลงมือสังหารพวกนางในที่ลับตาคนทันทีหรือไม่!
“พระชายาน่าจะทรงทราบดีว่า ในวังแห่งนี้มีวิธีทำให้คนตายได้ตั้งมากมาย” นางกำนัลผู้นั้นยังคงคุกเข่าก้มหน้า น้ำเสียงของนางราบเรียบอย่างน่าประหลาด “มีวิธีมากมายที่ทำให้คนตายไปอย่างไร้ร่องรอย ดังนั้นนายของหม่อมฉันจึงไม่มีความจำเป็นต้องล่อลวงพระชายามาที่สวนสุนัขล่าเนื้อเลยเจ้าค่ะ”
หลี่เยว่หานนิ่งเงียบ อวี้จวงและแม่นมต่างรีบกอดอาอี้และอานิ่งไว้แน่น หลี่เยว่หานส่งสายตาให้อวี้จวง อวี้จวงเข้าใจความหมายรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างระวัง แม่นมก็ถอยตามทันที ทว่าเด็กน้อยทั้งสองในอ้อมกอดกลับดูนิ่งสงบอย่างยิ่ง อาอี้มีสีหน้าเรียบเฉย ส่วนอานิ่งก็ยังคงหน้านิ่งไร้อารมณ์ตามปกติของนาง
“หากพระชายาไม่ทรงเชื่อ หม่อมฉันยินดีจะเดินนำทางไปตรวจสอบก่อนเจ้าค่ะ” นางกำนัลกล่าวต่อ
หลี่เยว่หานถอยหลังครึ่งก้าว พลางกล่าวเสียงเย็น “ข้ามิได้ปรารถนาจะมีความเกี่ยวข้องใดกับนายของเจ้า ยามนี้ข้าเพียงต้องการไปที่อุทยานหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮาเท่านั้น”
สิ้นคำพูดนั้น นางกำนัลที่คุกเข่าอยู่ก็กระโจนตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ประกายโลหะเย็นวาบปรากฏขึ้น นางคว้าคอเสื้อของหลี่เยว่หานไว้ พร้อมกับจ่อกริชแหลมคมไว้ที่ดวงตาของหลี่เยว่หานในทันที
“เกรงว่าถึงพระชายาไม่อยาก… ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ”