ทะลุมิติมาเป็นหวานใจของนายทหารคลั่งรักในยุค 70 - บทที่ 207 ประสบความสำเร็จ
บทที่ 207 ประสบความสำเร็จ
“หลี่เฟยฮวา คิดถึง” กู้ป๋อเหวินพูดพลางกอดคอหลี่เฟยฮวาแน่น หลี่เฟยฮวายิ้มบาง ๆ พร้อมกระชับอ้อมแขนกอดเด็กชายไว้แน่นขึ้น
“สวัสดีค่ะ พี่สะใภ้” เสียงใสร่าเริงของกู้ซื่อเหมียวดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง หลี่เฟยฮวาหันไปเห็นน้องสามีของเธอที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
หลี่เฟยฮวายิ้มบาง ๆ ก่อนจะแซวกลับไปอย่างอดไม่ได้ “ฉันนึกว่าเธอจะตามไปส่งขนมจีบให้ลู่อันหยางแม้กระทั่งวันหยุดซะอีก”
ใบหน้าของกู้ซื่อเหมียวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด เธอหลบตาเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอาย ๆ “พี่สะใภ้ก็พูดเกินไป ฉันรอทานข้าวกับพี่รองและพี่ก่อนนะสิ ค่อยไปหาเขา”
คำตอบนั้นเรียกรอยยิ้มกว้างจากหลี่เฟยฮวาได้ทันที เธอหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า ลู่อันหยางที่เป็นอาจารย์ของเธอ ความรู้สึกช้ายิ่งกว่าอะไร ไม่รู้ว่าน้องสามีของเธอจะถอดใจก่อนหรือเปล่า
ขณะเดียวกัน หวงหมิงลู่ที่หยิบกระเป๋าเดินทางลงมาจากรถ พร้อมกับถือของฝากมากมายเดินเข้ามา เขามองภาพหลี่เฟยฮวากับกู้ป๋อเหวินอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้ากู้ซื่อเหมียว
“สวัสดีค่ะ พี่รอง” กู้ซื่อเหมียวรีบเข้าไปช่วยถือของทันที ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
หวงหมิงลู่ยิ้มมุมปากพลางแกล้งแซวกลับ “วันนี้ไม่ไปส่งขนมจีบลู่อันหยางเหรอ?”
กู้ซื่อเหมียว “…”
ใบหน้าของกู้ซื่อเหมียวที่แดงอยู่แล้วกลับยิ่งแดงขึ้นอีก เธอทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบลง เลือกที่จะก้มหน้าก้มตาช่วยถือของแทน
หลี่เฟยฮวาที่มองอยู่นั้นกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เธอได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ กับความเป็นกันเองแบบหน้าตายของหวงหมิงลู่ และความน่ารักขี้อายของกู้ซื่อเหมียว
จากนั้นทั้งสามคนพร้อมกับกู้ป๋อเหวินก็เดินเข้าไปในบ้านด้วยกัน เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะตลอดทาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นกันเอง
เมื่อถึงโต๊ะอาหารที่ถูกจัดไว้ด้วยเมนูหลากหลาย ทุกคนก็นั่งลงอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา กู้เจียอีที่นั่งอยู่หัวโต๊ะยกแก้วน้ำขึ้นพร้อมพูดเสียงดังอย่างภาคภูมิใจว่า “วันนี้ถือโอกาสฉลองให้กับน้องสะใภ้ของเรา ที่บทความวิชาการของเธอได้รับการตีพิมพ์ไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ!”
เสียงปรบมือและคำชมดังขึ้นทั่วโต๊ะ หลี่เฟยฮวาลุกขึ้นยิ้มและกล่าวขอบคุณทุกคน “ขอบคุณมากค่ะ”
ระหว่างมื้ออาหาร กู้หนิงเซียนมองไปที่หวงหมิงลู่ด้วยสีหน้าอ่อนโยน ก่อนจะพูดขึ้น “หมิงลู่… แม่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ลูกควรจะเปลี่ยนชื่อแซ่กลับมาเป็นกู้เหมือนเดิม ยังไงลูกก็คือคนตระกูลกู้ แม่ไม่อยากให้มีสิ่งใดที่เชื่อมโยงลูกกับตระกูลหวงอีก”
หวงหมิงลู่ยิ้มพยักหน้าช้า ๆ “ผมเข้าใจครับแม่ เดี๋ยวผมจะไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย” คำตอบของเขาทำให้กู้หนิงเซียนยิ้มอย่างโล่งอก
หลังมื้ออาหารจบลง หลี่เฟยฮวาและหวงหมิงลู่ก็พากันไปเดินเล่นที่ลานหญ้าหน้าบ้านในยามค่ำคืน อากาศเย็นสบายและท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยแสงดาว ระหว่างนั้นพวกเขารอให้กู้ป๋อเหวินอาบน้ำเสร็จ
ซึ่งแน่นอนว่าทุกครั้งที่พวกเขามาพักที่บ้านตระกูลกู้ เด็กชายตัวน้อยมักจะปีนขึ้นเตียงมานอนกับพวกเขาเสมอ แม้หวงหมิงลู่จะพยายามอุ้มหลานกลับไปคืนให้พี่ชาย แต่สุดท้ายกู้ป๋อเหวินก็จะกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะล็อกประตูหรือซ่อนกุญแจ เขาก็หาทางเข้ามาได้ทุกครั้ง จนทั้งคู่ต้องยอมแพ้
ในความเงียบสงบของค่ำคืนนี้ หวงหมิงลู่กุมมือหลี่เฟยฮวาไว้แน่น ทั้งสองเดินไปตามลานหญ้าพลางพูดคุยกันเบา ๆ แต่ไม่นาน หลี่เฟยฮวาก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน
“มีอะไรหรือเปล่า?” หวงหมิงลู่ถามพลางหันกลับมามองเธอ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
หลี่เฟยฮวาเงยหน้ามองเขา ใบหน้าของเธอยังเปื้อนยิ้ม “ไม่มีอะไรค่ะ แค่คิดว่าดาวคืนนี้สวยดี”
หวงหมิงลู่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ดาวสวย…แต่เธอสวยกว่า”
คำพูดนั้นทำให้หลี่เฟยฮวาเผลอก้มหน้าด้วยความเขินอาย รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของเธอ หวงหมิงลู่เห็นท่าทีของเธอแล้วก็อดไม่ได้ที่จะก้าวเข้ามาใกล้ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “หลี่เฟยฮวา…เธอเป็น…”
แต่ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ หลี่เฟยฮวาก็เขย่งปลายเท้าขึ้นมา และจูบเขาเบา ๆ ราวกับต้องการหยุดคำพูดทุกคำไว้เพียงเท่านั้น หวงหมิงลู่ยืนนิ่งเหมือนถูกสะกด แข็งค้างไปโดยสิ้นเชิง
ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งสติได้ หลี่เฟยฮวาก็จูบเขาซ้ำอีกครั้ง ริมฝีปากที่นุ่มนวลของเธอแตะต้องเขาอย่างมั่นใจ ก่อนที่เธอจะถอนจูบออกและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หวงหมิงลู่ ฉันรักคุณนะ”
หวงหมิงลู่คว้าเอวบางของเธอเข้ามาแนบอกทันที เขาสบตาเธอลึกซึ้งก่อนจะโน้มตัวลงจูบริมฝีปากของเธอเบา ๆ เช่นกัน แล้วกระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ฉันก็รักเธอ รักมากยิ่งกว่าชีวิต ขอบคุณที่กลับมาหาฉันนะ หลี่เฟยฮวา”
ขณะที่เขากำลังจะก้มลงจูบเธออีกครั้ง ความโรแมนติกทั้งหมดก็ต้องหยุดชะงัก เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงเสื้อเขาเบา ๆ เขาชะงักก่อนจะก้มลงมอง และพบว่ากู้ป๋อเหวินกำลังยืนอยู่ตรงหน้า จ้องมองพวกเขาด้วยแก้มป่อง ๆ และแววตาไม่พอใจ
“มีอะไร?” หวงหมิงลู่ถามหลานชายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ยังคงกอดหลี่เฟยฮวาไว้ในอ้อมแขน
กู้ป๋อเหวินเบะปากน้อย ๆ ก่อนจะพูดด้วยความโกรธ “อานอนนอกบ้านไปเลย!”
หลี่เฟยฮวาหัวเราะออกมาเบา ๆ ขณะที่กู้ป๋อเหวินพยายามดึงมือเธอออกจากอ้อมกอดของหวงหมิงลู่ เด็กชายเอ่ยเสียงเข้มแต่ยังน่ารัก “หลี่เฟยฮวาเป็นของผม อาอย่ามาแย่ง!”
“ของนายเหรอ?” หวงหมิงลู่เลิกคิ้วพลางมองหลานชายตัวน้อย
“ใช่!” กู้ป๋อเหวินตอบทันที น้ำเสียงมั่นคงอย่างที่สุด
หวงหมิงลู่ถอนหายใจยาว แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู เขาปล่อยหลี่เฟยฮวาจากอ้อมแขนช้า ๆ ก่อนจะคว้ากู้ป๋อเหวินขึ้นแบกบ่าทันที
“ถ้านายอยากแย่ง เถียงกันข้างในก็แล้วกัน” หวงหมิงลู่พูดพลางหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน ร่างเล็กของกู้ป๋อเหวินที่พาดอยู่บนบ่าโวยวายเสียงดังตลอดทาง “อา! วางผมลงเดี๋ยวนี้เลย! หลี่เฟยฮวาต้องเป็นของผม!”
เสียงประท้วงของเด็กชายดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลี่เฟยฮวายืนมองทั้งสองร่างที่เดินลับเข้าไปในบ้าน ใบหน้าของเธอเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว พลางพึมพำออกมาด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นในหัวใจ “พ่อคะ แม่คะ… ตอนนี้หนูมีความสุขมาก ๆ พ่อกับแม่กำลังดูหนูอยู่ใช่ไหม?”
ดวงตาของเธอพร่างพรายด้วยแสงดาว เหมือนจะได้ยินคำตอบที่แฝงอยู่ในสายลมเย็นยามค่ำคืน
…
ในปี 1981 วงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างจับตามองการทดลองโดรนล้ำยุคของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ การทดลองครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติในวงการอากาศยานและสร้างความก้าวหน้าในด้านวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน
รายชื่อกลุ่มนักวิจัยที่มีบทบาทสำคัญในการทดลองถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง และในรายชื่อนั้น มีสองนักวิจัยอายุน้อยที่สุดที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก ได้แก่ ‘อาจารย์หลี่เฟยฮวา’ และ ‘อาจารย์ลู่อันหยาง’
ทั้งสองได้รับการยอมรับว่าเป็นนักวิจัยที่มีอายุน้อยที่สุดในทีมวิจัยระดับประเทศ แต่กลับมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จครั้งนี้
บทความวิชาการและภาพข่าวที่เผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ ไม่ได้เพียงแค่ยกย่องถึงความสามารถและความสำเร็จของทั้งสอง แต่ยังเน้นย้ำถึงความทุ่มเทและความกล้าหาญในการคิดค้นและพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งวงการวิทยาศาสตร์และประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับคนรุ่นใหม่ที่มุ่งหวังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก
หลี่เฟยฮวาและลู่อันหยางได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จไร้ขีดจำกัดในแวดวงวิทยาศาสตร์ ไม่เพียงเพราะพวกเขาเป็นนักวิจัยที่อายุน้อยที่สุดในทีม แต่เพราะความสามารถอันโดดเด่นและความมุ่งมั่นที่พวกเขาแสดงออกมาอย่างชัดเจน
ทั้งสองได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใฝ่ฝันจะสร้างสรรค์สิ่งยิ่งใหญ่และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโลกใบนี้…จบบริบูรณ์
Fkt2ay
จบแบบอิดอว์กมว้ากกกกก