พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 522 ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเธอ
ตอนที่ 522
ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเธอ
อินอวี่โหรวตื่นขึ้นมาในช่วงบ่ายด้วยความรู้สึกเจ็บระบมไปทั่วทั้งร่างกาย เธอยกมือขึ้นมาสัมผัสหน้าท้องโดยไม่รู้ตัวและพบว่าหน้าท้องที่เคยปูดโปนตอนนี้กลับแบนราบสนิท
เธอรู้ว่าลูกจากไปแล้ว
ทันทีที่รถยนต์พลิกคว่ำ เธอก็รู้แล้วว่าลูกจะไม่อยู่ด้วยกัน
เธอไม่นึกว่าเธอจะยังมีชีวิตอยู่ต่อด้วยซ้ำ
ผู้เฒ่าอินมองดูเธอจับหน้าท้องด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ผู้เฒ่าอินอยากจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อปลอบโยนเธอ แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ในลำคอของเขา และในที่สุดผู้เฒ่าอินก็เรียกอินอวี่โหรวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
ขณะเดียวกันอินอวี่โหรวตระหนักได้ว่ามีคนนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ
อินอวี่โหรวอยากจะลุกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงของ ผู้เฒ่าอิน แต่เธอลืมไปว่าร่างกายของเธอเต็มไปด้วยบาดแผล แค่ขยับเขยื้อนเล็กน้อยก็ทำให้เธอรู้สึกปวดระบมไปทั่วร่างกายแล้ว โดยเฉพาะช่วงท้องที่ทุกข์ทรมานมากและดูเหมือนว่าความเจ็บปวดจะทวีความรุนแรงไปถึงหัวใจ
ผู้เฒ่าอินรีบดันเธอลงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “อย่าเพิ่งลุกขึ้นมา นอนไปก่อน”
อินอวี่โหรวมองดูผู้เฒ่าอินด้วยสีหน้าซีดเซียว “คุณปู่ หนูไม่เป็นไรค่ะ”
ผู้เฒ่าอินรู้สึกเป็นทุกข์มากจนดวงตาแดงก่ำ “ไม่เป็นไรหรอก ไว้ค่อยมีลูกใหม่ก็ได้ ขอแค่หลานไม่เป็นอะไรก็พอ”
อินอวี่โหรวสัมผัสหน้าท้องด้วยหัวใจที่สงบนิ่งอย่างไม่คาดคิด
ในเมื่อไม่มีลูกอยู่ในท้องแล้ว เธอก็ทำได้แค่ยอมรับความจริงว่าลูกไม่อยู่แล้ว
บางทีเด็กคนนี้อาจจะไม่ควรเกิดมาบนโลกใบนี้ก็ได้ และสรวงสวรรค์น่าจะเป็นปลายทางที่ดีสำหรับเขา
เธอเป็นแม่ที่ล้มเหลว ปกป้องลูกตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ
เมื่ออินอวี่โหรวตื่นขึ้นมา คุณหมอพบว่าอาการของ อินอวี่โหรวค่อนข้างคงที่จึงย้ายเธอไปที่ห้องผู้ป่วยแยกต่างหาก
ผู้เชี่ยวชาญมากฝีมือทั้งหลายคอยเตรียมพร้อมอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลา และอาการของอินอวี่โหรวก็ฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเปิดประตูเข้ามาและเห็นว่าอินอวี่โหรวฟื้นแล้ว
ดวงตาของเธอจึงเปล่งประกายไปด้วยความสุข “อวี่โหรว หิวมั้ย?”
เธอคำนวณเวลาว่าจะกลับบ้านไปทำซุปไก่ แต่ก็ยังกลัวว่าอินอวี่โหรวจะอยู่ในอาการโคม่าและต้องพักฟื้น ถึงอย่างนั้นเธอกลับนึกไม่ถึงว่าเธอจะมาทันเวลาที่เหมาะสมพอดี
“เหมี่ยวเหมี่ยว” อินอวี่โหรวส่งยิ้มเบา ๆ ให้เธอทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา
“ฉันเคี่ยวซุปกับมือเลย ตื่นขึ้นมาคงจะหิวมากล่ะสิ ดื่มซุปรองท้องหน่อยนะ ฉันกรองตั้งหลายรอบแน่ะ ไม่ต้องห่วง ไม่มีกลิ่นคาวแน่นอน” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหยิบซุปมาออกคลายความร้อนเล็กน้อย
“ขอบใจนะเหมี่ยวเหมี่ยว ลำบากเธอแย่เลย” อินอวี่โหรวรู้สึกว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวเป็นเพื่อนที่ควรค่าแก่การรักษาไว้
และครั้งนี้เหมี่ยวเหมี่ยวก็เป็นคนช่วยชีวิตเธอ
“จะเกรงใจกันทำไม? เธอไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจ้องมองหน้าท้องของอินอวี่โหรวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่องรอยความเสียใจจะฉายแวบเข้ามาในดวงตา
ตอนนี้อินอวี่โหรวตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เธอจึงไม่ได้พูดเรื่องที่เกิดขึ้น
รอจนกว่าอินอวี่โหรวจะฟื้นตัวได้ก่อนแล้วค่อยพูดดีกว่า
“เธอสองคนคุยกันไปก่อนนะ ปู่จะออกไปสูดอากาศหน่อย อวี่โหรว เดี๋ยวอีกสองวันพ่อแม่ก็กลับมาแล้ว ช่วงนี้ที่บริษัทงานยุ่งมาก มีโครงการที่ยังจัดการไม่เรียบร้อยเหลืออยู่” ผู้เฒ่าอินรู้ดีว่าพวกเขาถือว่าอินอวี่โหรวเป็นคนสำคัญสำหรับพวกเขามาก
น่าเสียดายที่ตอนนี้มีหลายอย่างที่ต้องจัดการ
“คุณปู่ หนูไม่เป็นอะไร ไม่ต้องให้พ่อแม่กลับมาหรอกค่ะ” อินอวี่โหรวรู้ลักษณะงานของพ่อแม่เธอดี
เธอจึงพยายามไม่สร้างความเดือดร้อน
“ได้ยังไง? มีเรื่องราวใหญ่โตแบบนี้เกิดขึ้น จะไม่ให้พวกเขากลับมาได้ยังไง?” ผู้เฒ่าอินตอบโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้
“เอาล่ะ ปู่จะออกไปเดินเล่นสักหน่อย” หลังพูดจบ ผู้เฒ่าอินก็เอามือไพล่หลังและเดินออกไป
ซุปไก่ภายในห้องผู้ป่วยเย็นลงแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงหยิบช้อนขึ้นมาตักซุปไก่ป้อนให้อินอวี่โหรว
“เหมี่ยวเหมี่ยว วางลงเถอะ ฉันกินเองได้” อินอวี่โหรวรู้สึกลำบากใจที่ต้องให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมาป้อนเธอแบบนี้
เธอพยายามจะยกมือขึ้นแต่กลับพบว่ามันเจ็บมาก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “ฉันป้อนให้ ไม่ต้องฝืนตัวเองหรอก”
อินอวี่โหรวพบว่าเธอยกมือไม่ขึ้นจริง ๆ เธอจึงยอมแพ้
จากนั้นอินอวี่โหรวก็ก้มหน้าซดซุปไก่โดยไม่พูดไม่จา
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่กล้าพูดอะไรต่อหน้าอินอวี่โหรว และอินอวี่โหรวก็ยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับอะไร
เธอค้นพบว่าจิตใจของเธอยังไม่พร้อมรับมือ และเธออยากจะหลบหนีไปสักพัก
หลังจากกินซุปไก่หมดถ้วยแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ถามว่า “เอาเพิ่มมั้ย?”
อินอวี่โหรวส่ายหัว “ไม่เอา”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงวางถ้วยกับตะเกียบลง และนั่งอยู่ด้านข้างอินอวี่โหรวเงียบ ๆ
“เหมี่ยวเหมี่ยว ครั้งนี้ขอบใจมากนะ” อินอวี่โหรวกระแอมเบา ๆ และพูดบอก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้อินอวี่โหรวฟัง “อวี่โหรว ฉันรอตั้งนานเธอก็ไม่ติดต่อฉันมาสักที จากนั้นฉันก็เลยคิดว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น ฉันพยายามโทรหาเธอแต่โทรไม่ติด อวี้เฉิงก็เลยติดต่อเพื่อนที่เป็นตำรวจไป ให้เราไปดูกล้องวงจรปิดและเห็นว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเธอ แต่ว่ารถคันนั้นน่าจะจงใจชนเธอจริง ๆ รถคนนั้นไม่มีป้ายทะเบียนด้วย เธอพอจะนึกถึงใครออกบ้างมั้ย?”
อินอวี่โหรวส่ายหัว “ฉันรู้ว่ารถคันนั้นตั้งใจชน แต่ว่าฉันไม่เคยไปทำอะไรให้ใครเจ็บแค้นเลย ฉันก็เลยเดาไม่ออก”
“งั้นเหรอ ถ้าเธอคิดไม่ออกก็ปล่อยให้ตำรวจเขาหาเบาะแสต่อไป เธอพักผ่อนเถอะ” สภาพร่างกายของอินอวี่โหรวไม่ค่อยดีนัก
เธอจึงไม่อยากทำให้อีกฝ่ายกังวลอะไรอีก
อินอวี่โหรวพยักหน้าและพูดคุยกับถงเหมี่ยวเหมี่ยวอีกสองสามประโยคก่อนที่สติของเธอจะเลือนรางลง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูเธอค่อย ๆ หลับตาลงและรู้ว่ามันคงจะเป็นผลพวงมาจากฤทธิ์ยา
เธอห่มผ้าห่มให้อินอวี่โหรวแล้วเดินกลับออกไป
เธอเห็นลู่ซีจวี๋นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านนอกจึงพูดใส่อย่างเย็นชาว่า “อุตส่าห์มาที่นี่แล้ว ทำไมไม่เข้าไปล่ะ?”
ลู่ซีจวี๋กำลังนั่งกุมศีรษะ
เขาอยากเจออินอวี่โหรว แต่เขากลับไม่กล้าเผชิญหน้ากับอินอวี่โหรว
อินอวี่โหรวโทรศัพท์หาเขาก่อนเกิดอุบัติเหตุ ในตอนนั้นอินอวี่โหรวกำลังเดินทางมาหาเขาแท้ ๆ
เธอคงจะโทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือจากเขา
หากเขารับสายอินอวี่โหรวและรู้เรื่องนี้ล่วงหน้า เธอก็อาจจะไม่ประสบอุบัติเหตุใช่ไหม
เขาพลาดที่ไม่ได้รับสายของอินอวี่โหรวจนปล่อยให้เธอประสบอุบัติเหตุ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูลู่ซีจวี๋แล้วตวาดว่า “พี่รู้มั้ยว่า อวี่โหรวไปหาพี่เพราะอะไร?”
“เพราะอะไร?” ลู่ซีจวี๋เงยหน้าขึ้นทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ
อินอวี่โหรวไม่ใช่คนใจร้อน ต่อให้เธอจะคิดถึงเขามาก จริง ๆ แต่เธอก็จะไม่ออกเดินทางกลางดึกดื่น
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ดูเหมือนว่าจะเป็นอุบัติเหตุ แต่ก็มีข้อสงสัยอยู่เต็มไปหมด
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเปิดภาพที่อินอวี่โหรวส่งมาให้ทางโทรศัพท์มือถือ
จากนั้นเธอก็ยกโทรศัพท์ให้ลู่ซีจวี๋ดู “เห็นหรือยัง?”
ลู่ซีจวี๋ตกใจเมื่อเห็นตัวเองในภาพถ่าย
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเซเรน่าถ่ายภาพนี้ตอนไหน น่าจะเป็นตอนที่เธอขอยืมห้องน้ำ
และตอนนี้เขาไม่ได้สนใจเลย
ภาพนี้ดูคลุมเครือเกินไป โดยเฉพาะเซเรน่าที่จงใจโพสต์ท่าดังกล่าว
อินอวี่โหรวคงจะเข้าใจผิด
“เข้าใจผิดแล้ว” ลู่ซีจวี๋พยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“รุ่นพี่ ฉันไม่ได้ว่าอะไรพี่ แต่ตอนนี้พี่ยังคิดว่าเซเรน่า ไร้เดียงสา ไม่มีแผนการอะไรอยู่มั้ย? พี่ทำให้อวี่โหรวเข้าใจผิดเรื่องเซเรน่าขนาดไหน พี่ก็ลองคิดดูเองแล้วกัน!” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเก็บโทรศัพท์มือถือ หันหลังกลับโดยไม่มองสีหน้าของลู่ซีจวี๋