พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 567 เจ็บปวดกว่าใคร ๆ
ตอนที่ 567
เจ็บปวดกว่าใคร ๆ
หลังจากหย่าแล้ว อินอวี่โหรวก็อยู่ทำขนมหวานที่บ้านทุกวัน และคอยเล่นหมากรุกกับผู้เฒ่าอินเป็นครั้งคราว
ดูเหมือนว่าวันเวลาเก่า ๆ จะกลับมาแล้ว
ผู้เฒ่าอินมีความสุขมากที่อินอวี่โหรวกลับมาตัวติดกับเขา
แต่ถึงอย่างนั้นเขายังหวังว่าอินอวี่โหรวจะเอาชนะความเจ็บปวดทางอารมณ์ได้
อินอวี่โหรวชงชาและนำน้ำช้ามาวางไว้ข้าง ๆ ผู้เฒ่าอิน แต่ขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับไปทำงานต่อ ผู้เฒ่าอินก็หยุดเธอไว้
“อย่าเพิ่งไป” น้ำเสียงของผู้เฒ่าอินฟังดูเข้มงวดเล็กน้อย
อินอวี่โหรวหันกลับมามองและกะพริบตาด้วยความสับสน “มีอะไรเหรอคะคุณปู่?”
“นั่งลง” ผู้เฒ่าอินพูดหน้านิ่ง
อินอวี่โหรวนั่งลงอย่างเชื่อฟัง
“อวี่โหรว ดูสิหลานเอาแต่ขลุกตัวอยู่บ้านมานานแค่ไหนแล้ว ออกไปเที่ยวเล่นบ้างเถอะ ยังลืมลู่ซีจวี๋ไม่ได้อีกเหรอ?” ผู้เฒ่าอินมองลึกเข้าไปในดวงตาของอินอวี่โหรว
อินอวี่โหรวมองดูผู้เฒ่าอินอย่างตรงไปตรงมา “คุณปู่ เปล่านะคะ แต่ออกไปข้างนอกก็ไม่มีอะไรสนุก ๆ ให้ทำอยู่ดี เหมี่ยวเหมี่ยวก็ไม่อยู่ อยู่บ้านทำขนมก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ผ่อนคลายไม่ใช่เหรอคะ?”
อินอวี่โหรวรู้สึกว่าสภาพภายนอกของเธอดูดีมาก และไม่เข้าใจว่าผู้เฒ่าอินกังวลเรื่องอะไร
“ใช้ได้ที่ไหน? ปู่ให้แม่บ้านจองร้านอาหารแล้ว พรุ่งนี้ไปกินข้าวกับปู่ด้วยล่ะ” ผู้เฒ่าอินพูดเสียงเข้ม
“คุณปู่ หนูไม่ไปดูตัวนะคะ” อินอวี่โหรวขมวดคิ้ว
“ดูตัวแล้วจะทำไม? ก็อยู่ในแวดวงเดียวกันหมด รู้ไส้รู้พุงกันทุกอย่าง เกิดมันไม่สำเร็จก็ถือว่าเป็นการผูกมิตรเอาแล้วกัน” ผู้เฒ่าอินโบกมือปฏิเสธอย่างเฉยเมย
เขารู้สึกว่านี่เป็นการเตรียมการที่น่าพึงพอใจที่สุดสำหรับอินอวี่โหรว
“หนูไม่ไป คุณปู่ ทำไมรีบร้อนนักล่ะคะ? หนูไม่ได้อยากแต่งงานสักหน่อย” อินอวี่โหรวแสดงท่าทางหงุดหงิด
เธอไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวอีก
“ถ้ายังเห็นว่าฉันเป็นปู่อยู่ก็ไปดูตัวซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่นับว่าเธอเป็นหลานสาวอีก” ทัศนคติของผู้เฒ่าอินดูดุร้ายเป็นพิเศษ
จนอินอวี่โหรวน้ำตาคลอเบ้า
ทั้งที่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น ผู้เฒ่าอินก็ยังเอามันมาพูดข่มขู่เธอเหมือนเดิม
ดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็นแดงก่ำทันที “คุณปู่ จำเป็นต้องบีบบังคับกันด้วยเหรอคะ?”
ผู้เฒ่าอินหันหน้าหนีอย่างหัวชนฝา ไม่ยอมหันไปมองอินอวี่โหรว
อินอวี่โหรวเช็ดน้ำตา หันหลังกลับและวิ่งหนีไปทันที
จนกระทั่งฝีเท้าของอินอวี่โหรวห่างออกไปเรื่อย ๆ ผู้เฒ่าอินก็หันหลังกลับมามองแผ่นหลังของอินอวี่โหรวและถอนหายใจเงียบ ๆ
เขาไม่อยากบีบบังคับอินอวี่โหรวเช่นกัน
แต่เขาไม่ทนเห็นอินอวี่โหรวตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังแบบนี้ไม่ได้
อินอวี่โหรวเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนเพียงลำพัง
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแม้แต่ผู้เฒ่าอินยังเป็นแบบนี้
เธอจำเป็นต้องแต่งงานหรือมีความรักเหรอ? ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเธออยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีลู่ซีจวี๋?
แต่เธอรู้สึกว่าเธอสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้
อาจเป็นเพราะว่าลู่ซีจวี๋ทำให้เธอไม่กล้าเริ่มต้นมีความสัมพันธ์ง่าย ๆ อีก
ทว่านั่นไม่ใช่เหตุผลหลัก
เดิมทีเธอเป็นคนที่รู้ตัวช้าอยู่แล้ว
หากพูดถึงความสัมพันธ์ เธอถือว่าตนเองเป็นคนที่รักใครยากมาก
ดังนั้นตอนที่เธอได้เจอกับลู่ซีจวี๋ เธอจึงพยายามคว้าเขาเอาไว้โดยไม่นึกถึงความปลอดภัยของตนเอง
ท้ายที่สุดใครบ้างละจะได้เจอคนที่ชอบมากขนาดนี้ในชีวิต?
แต่ว่าความรู้สึกไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสักหน่อย
อินอวี่โหรวรู้สึกว่าตอนนี้เธอมีผู้เฒ่าอินอยู่ข้างกายแล้ว และการได้ทำขนมหวานเป็นครั้งคราวก็ทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่แบบนี้นั้นดีมากแล้ว
แต่ตอนนี้คุณปู่สุดที่รักของเธอกำลังขับไล่เธอออกไป
อินอวี่โหรวเสียใจมาก
เธอรู้สึกใจหายและไม่อยากจะเชื่อเลย
ตกเย็น อินอวี่โหรวไม่ได้ลงไปกินข้าว
ผู้เฒ่าอินที่ต้องเผชิญหน้ากับโต๊ะอาหารใหญ่โตเพียงลำพังก็ไม่มีความอยากอาหารเช่นกัน
แม่บ้านมองดูผู้เฒ่าอินอย่างทำอะไรไม่ถูก “ในเมื่อท่านเป็นห่วงคุณหนูก็เคารพการตัดสินใจของคุณหนูบ้างเถอะค่ะ ถ้าเธอไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปบีบบังคับเธอหรอก ฉันคิดว่าอีกสักพักหนึ่งคุณหนูก็คงจะยอมรับได้ ท่านอย่าวิตกกังวลไปเลยนะคะ”
“ตระกูลลู่มีอะไรดี? ฉันแค่อยากให้อวี่โหรวมีความมั่นใจ อยากให้เธอรู้ว่าเธอมีดี ไม่จำเป็นต้องมีคนตระกูลลู่ก็ได้ แล้วดูสิเธอเป็นยังไงบ้าง? ไม่ใช่เพราะลู่ซีจวี๋ก่อเรื่องเอาไว้หรือไง” ใบหน้าของผู้เฒ่าอินมืดมนลงเมื่อพูดถึงลู่ซีจวี๋
แม่บ้านที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่รู้จะพูดอะไร
เธอเฝ้าดูอินอวี่โหรวเติบโตขึ้นมา และเธอก็เจ็บปวดที่ต้องเห็นอินอวี่โหรวตกอยู่ในสภาพแบบนี้
แต่ถึงอย่างนั้นเธอเป็นเพียงคนนอก และไม่มีตำแหน่งสำคัญ
ผู้เฒ่าอินตักข้าวใส่ปากสองสามคำ ก่อนจะเหลือบมองแม่บ้านที่ยืนอยู่ด้านข้าง ประสานมือเข้าหากันและพูดว่า “เอาข้าวไปให้อวี่โหรวที เดี๋ยวหิวจะได้ไม่เดือดร้อนกันอีก”
“ค่ะ” แม่บ้านตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ผู้เฒ่าอินดูแลอินอวี่โหรวมาหลายสิบปี หากจะบอกว่าไม่เป็นห่วงคงเป็นไปไม่ได้
ผู้เฒ่าอินเป็นคนปากร้ายแต่ใจดี และรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าใคร ๆ
แม่บ้านยกอาหารหลายจานขึ้นมาเสิร์ฟ อาหารทั้งหมดล้วนเป็นอาหารที่อินอวี่โหรวชอบ
จากนั้นก็นำมาส่งให้อินอวี่โหรว
“ก๊อก ๆ ๆ” แม่บ้านยกมือเคาะประตู
อินอวี่โหรวสูดจมูก เช็ดน้ำตาและตอบรับด้วยเสียงคลุมเครือ “เข้ามา”
เมื่อแม่บ้านเดินเข้ามาในห้อง อินอวี่โหรวก็กลับมาลุกขึ้นนั่งแล้ว
แม่บ้านมองดูดวงตาที่แดงช้ำของอินอวี่โหรวแล้วรู้สึกอดไม่ได้ที่จะเป็นทุกข์ “คุณหนู เมื่อเย็นไม่ได้ลงมากินข้าว ยิ่งท้องไส้ไม่ดีอยู่ เดี๋ยวจะหิวเอานะคะ”
อินอวี่โหรวไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ รับถาดอาหารมาจากแม่บ้านและนำมันไปวางไว้บนโต๊ะข้าง ๆ
จากนั้นเธอก็ถามว่า “แม่บ้าน คุณปู่ไม่ชอบที่ฉันทำตัวเป็นภาระ เลยอยากให้ฉันแต่งงานออกไปใช่มั้ยคะ?”
เธอรู้สึกว่าการที่เธอสามารถอยู่ข้าง ๆ ผู้เฒ่าอินได้เป็นเรื่องที่ดี
ในตอนนี้เธอรู้สึกว่าผู้เฒ่าอินมีความสุขมาก
แต่ทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนไปกะทันหัน?
“คุณหนู ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ? ไม่ว่านายท่านจะทำอะไร เขาก็ทำไปเพราะเป็นห่วงคุณหนูทั้งนั้น รู้มั้ยว่าตอนที่คุณหนูประสบอุบัติเหตุ นายท่านนอนไม่หลับทั้งคืนเลย พอตื่นมาก็เอาแต่ถามฉันว่าคุณหนูยังอยู่มั้ย ถ้าเกิดคุณหนูไม่อยู่แล้วจริง ๆ นายท่านคงจะทนไม่ไหวแน่ ๆ” แม่บ้านพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
แม่บ้านที่คอยอยู่เคียงข้างมองเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่คลุมเครือ อินอวี่โหรวยังเด็กอยู่จึงมองไม่เห็นความตั้งใจของผู้เฒ่าอิน
อินอวี่โหรวรู้สึกเสียใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินแม่บ้านพูดเช่นนั้น
เธอก้มหน้าลงและพูดเบา ๆ ว่า “แล้วทำไมคุณปู่ถึงพูดแบบนั้นล่ะ ฉันอยู่ที่บ้านกับเขาได้ ในเมื่อเขารักฉัน ทำไมเขาถึงผลักไสฉันออกไปล่ะ?”
“คุณหนูเข้าใจนายท่านผิดไปแล้วค่ะ จนป่านนี้ยังไม่เข้าใจความคิดของนายท่านอีกเหรอคะ?” น้ำเสียงของแม่บ้านฟังดูไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
“ฉันไม่เข้าใจ” อินอวี่โหรวพูดขึ้นด้วยความสับสน
แม่บ้านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยายามพูดอธิบาย
“นายท่านอายุเยอะแล้ว ไม่รู้ว่าจะอยู่กับคุณหนูได้อีกนานแค่ไหน นายท่านก็แค่อยากจะหาใครสักคนที่มาดูแลคุณหนูแทนได้น่ะค่ะ”
อินอวี่โหรวตกตะลึงหลังจากได้ยินคำพูดของแม่บ้าน
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ตอบสนองด้วยการหยิบชามข้าวขึ้นมากินเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา