พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 569 ทำให้เธอนอยจนได้
ตอนที่ 569
ทำให้เธอนอยจนได้
อินอวี่โหรวออกเดินทางไปทำผมและขัดผิวที่ร้านเสริมสวยภายใต้การดูแลของผู้เฒ่าอิน
อินอวี่โหรวทำผมดัดลอนเล็กน้อยและเลือกใส่ชุดเดรสยาวสีแดง เธอดูมีเสน่ห์และงดงามมากราวเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน อินอวี่โหรวเหนื่อยล้ามากจนไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรต่อ ผู้เฒ่าอินจ้องมองเธอด้วยสายตาฮึกเฮิมอยู่หลายครั้ง “ใช้ได้ ๆ อวี่โหรวของเรามีพื้นฐานดีอยู่แล้ว ทำอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ดูดีแล้ว”
อินอวี่โหรวเอนกายบนโซฟา เธอไม่สามารถยกนิ้วขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ เธอจึงพูดอย่างทำอะไรไม่ถูกว่า “คุณปู่ ขอหนูพักสักแป๊บได้มั้ยคะ?”
“ใกล้ถึงเวลาแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่ ไม่มีใครต้านทานเสน่ห์อวี่โหรวของเราได้หรอก” ผู้เฒ่าอินลูบคางและจ้องมองด้วยความพึงพอใจ
“คุณปู่ ไม่ต้องมาชมหนูหรอกค่ะ ขอหนูพักสายตาสักแป๊บ หนูสัญญาไว้แล้ว ไม่ต้องห่วง หนูไปแน่ค่ะ” อินอวี่โหรวไม่อยากพูดอะไรอีกต่อไป
“ได้ ปู่เชื่อในตัวหลาน” ผู้เฒ่าอินพูดก่อนจะเอามือไพล่หลังเดินไปรินน้ำชาที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของโซฟา
จนกระทั่งทุ่มครึ่ง อินอวี่โหรวก็ออกจากบ้าน
เมื่อเธอมาถึงร้านอาหารที่ผู้เฒ่าอินพูดถึง ยังคงเหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนที่จะถึงเวลานัดหมายกับผู้ชายคนนั้น
แต่เมื่ออินอวี่โหรวมาถึง เธอกลับเห็นว่ามีใครบางคนรอเธออยู่แล้ว
อินอวี่โหรวก้มหน้าลงแล้วมองดูหมายเลขที่นั่ง เธอต้องการยืนยันให้แน่ใจว่าที่นั่งของเธอถูกต้อง
เธอไม่ได้รู้สึกอะไรที่ผู้ชายคนนั้นมาถึงเร็วกว่าเธอ
แต่เนื่องจากเขาตรงต่อเวลาและตระหนักถึงคุณค่าของเวลา อินอวี่โหรวจึงแอบมอบคะแนนพิเศษให้ผู้ชายคนนั้นในใจเงียบ ๆ
ถึงอย่างนั้นมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความรัก เธอแค่รู้สึกประทับใจในตัวคนคนนั้นเฉย ๆ
อินอวี่โหรวดึงเก้าอี้ออกมาแล้วนั่งลง “สวัสดีค่ะ… ทำไมเป็นพี่ล่ะ?”
ผู้ชายคนนี้ตัดผมสั้นรองทรงสุดเฮี้ยบ สวมเสื้อเชิ้ตสีดำ ดูเคร่งขรึมและแข็งแกร่ง
“นึกไม่ถึงใช่ปะ” ชายคนนั้นยิ้มมุมปากขณะจ้องมองไปทางอินอวี่โหรว
“รุ่นพี่ รู้อยู่แล้วว่าเป็นฉันใช่มั้ย?” อินอวี่โหรวรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อเห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา
ชายตรงหน้าเธอชื่อว่าฉินคั่ว เป็นรุ่นพี่มหาวิทยาลัยของอินอวี่โหรว
พวกเขาเคยอยู่สโมสรเดียวกันมาก่อน และทั้งสองก็ค่อนข้างสนิทสนมกัน ฉินคั่วช่วยเหลืออินอวี่โหรวเอาไว้มาก อินอวี่โหรวจึงถือว่าเขาเป็นรุ่นพี่คนสนิท
ฉินคั่วจ้องมองไปทางอินอวี่โหรวเงียบ ๆ ผิวของ อินอวี่โหรวขาวเนียนมาก วันนี้เธอสวมชุดเดรสสีแดงที่ช่วยขับผิวของเธอให้ขาวผ่องราวกับหิมะ ผมยาวสลวยถูกดัดลอนเล็กน้อยและปล่อยสยายไปทางด้านหลัง ดูแตกต่างจากลุคในเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดูบริสุทธิ์
แต่ไม่ว่าอินอวี่โหรวจะเป็นอย่างไร เขาก็ชอบเธออยู่ดี
เขาเคยเสาะหาโอกาสนี้มาก่อน แต่เมื่อเขากลับมาถึงประเทศจีนเขาก็ได้ยินข่าวคราวว่าอินอวี่โหรวแต่งงานไปแล้ว เขาคิดว่าในชีวิตนี้เขาคงจะไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดอินอวี่โหรวอีก และมันก็กลายเป็นความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งอยู่ในใจ
ต่อมาเขาส่งคนมาตามสืบและรับรู้มาว่าอินอวี่โหรวหย่ากับสามีแล้ว
นี่คงเป็นโอกาสที่พระเจ้ามอบให้เขาอีกครั้ง
เขาไม่สนใจเลยที่อินอวี่โหรวเคยแต่งงานแล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะเขาชักช้าเกินไป อินอวี่โหรวจึงตกไปเป็นของคนอื่นต่างหาก
แต่ครั้งนี้เขาจะไม่ปล่อยเธอไป
ดังนั้นตอนที่ผู้เฒ่าอินกำลังคัดเลือกชายหนุ่มที่มีความสามารถ เขาได้ขอให้ชายชราส่งรูปภาพของเขาไปเป็นการส่วนตัว
นอกจากนี้เขายังแต่งรูปภาพทรงผมเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้เฒ่าอินพึงพอใจ
เพราะเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาถูกรับเลือก
จะว่าไปมันคงตลกน่าดูหากรู้ว่านายน้อยฉินผู้สามารถครอบครองสาวงามคนไหนก็ได้ตามที่ต้องการ กลับต้องมาถูกคัดเลือกตัวราวกับนางงาม
แต่เพื่ออินอวี่โหรวแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
น่าเสียดายที่สาวน้อยคนนี้ดูจะไม่รู้ความคิดภายในใจของเขา
ตอนนี้คนที่ใช่อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
เขาจะค่อย ๆ ใช้เวลาและไม่รีบร้อน
เขามองดูอินอวี่โหรวด้วยแววตาลึกซึ้ง ราวกับเขาต้องการสลักทุกตารางเมตรของอินอวี่โหรวไว้ในเถ้ากระดูกของเขา
อินอวี่โหรวรู้สึกได้ถึงการรุกรานที่แข็งกร้าว
เธอถามฉินคั่ว แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ
อินอวี่โหรวจึงขมวดคิ้ว “รุ่นพี่?”
“เรียกฉันว่าฉินคั่ว” ฉินคั่วตอบกลับอย่างใจเย็น
“ก็ได้ ฉินคั่ว รู้มาตั้งแต่แรกว่าเป็นฉันใช่มั้ย?” อินอวี่โหรวถามคำถามซ้ำอีกครั้ง
“ไม่รู้หรอก คุณปู่ให้ฉันมากินข้าวกับหลานสาวของเพื่อนสนิท ฉันก็เลยมา” ตอนนี้ฉินคั่วยังไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกที่มีต่ออินอวี่โหรว
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา
เขาจะรอจนกว่าคนตัวเล็กจะไว้วางใจเขาก่อน เขาถึงจะพูดออกไป
“แต่พี่ดูไม่ได้เชื่อฟังใครขนาดนั้นนะ” อินอวี่โหรวเลิกคิ้วราวกับเธอมองออกว่าฉินคั่วกำลังโกหกอยู่ และเธอยังรู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อย
ฉินคั่วมองดูท่าทางแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอแล้วรู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังถูกจั๊กจี้ด้วยขนนก มันไม่ได้คันคะเยอจนเกินไป
เขาอดไม่ได้ที่จะเขยิบไปใกล้และสูดดมกลิ่นหอมที่เล็ดลอดออกมาจากร่างกายของอินอวี่โหรว
“ใช่ ตอนแรกฉันไม่อยากมา แต่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจ เธอว่าเราสองคนใจตรงกันมั้ย?”
เขาเขยิบเข้าไปใกล้มาจนปลายจมูกของทั้งสองคนเกือบจะสัมผัสกัน
อินอวี่โหรวเขยิบถอยหลังอย่างไม่สบายใจและตีตัวออกห่างจากฉินคั่ว
“จะคุยก็คุย ไม่ต้องเขยิบเข้ามาใกล้นักหรอก” อินอวี่โหรวพูดบอกอย่างไม่สบอารมณ์
“ฮ่า ๆ ๆ ท่าทางเธอยังน่ารักเหมือนเดิมเลยนะ” ฉินคั่วหัวเราะอยู่สองครั้ง จากนั้นเขาก็ผละตัวออกมาจากอินอวี่โหรวเงียบ ๆ
อินอวี่โหรวไม่ได้คิดอะไรมากนัก
ตอนที่เธออยู่ในสโมสร ฉินคั่วมักจะหลอกล้อเธอแบบนี้และเธอก็ค่อนข้างชินกับมันแล้ว
“หยุดแกล้งฉันสักทีได้มั้ย กินข้าวเถอะ เสร็จแล้วจะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ” หลังจากพูดจบ อินอวี่โหรวก็หาวปากกว้างต่อหน้าฉินคั่ว
เมื่อเช้านี้เธอตื่นเช้ามาก แถมยังต้องเดินทางไปแต่งหน้าทำผมเป็นพิเศษอีก
ถ้าเธอรู้ว่าเป็นฉินคั่ว เธอคงจะไม่แต่งหน้ามาด้วยซ้ำ
เธอง่วงมากจนแทบลืมตาไม่ไหว
“ทำไม? ง่วงเหรอ?” ฉินคั่วถามเบา ๆ เมื่อเห็นเธอขยี้ตาจนแดง
“ง่วงสิ พี่ไม่รู้หรอกว่าวันนี้คุณปู่มาปลุกฉันตั้งแต่หกโมงเช้า มาบอกให้ฉันเตรียมตัว เราเตรียมตัวกันทั้งบ่ายเลยจนฉันหมดแรงแล้วเนี่ย” อินอวี่โหรวถือว่าฉินคั่วเป็นคนสนิท ดังนั้นเธอจึงพร่ำบ่นอย่างไม่ใส่ใจต่อหน้าเขา
“นอยแย่เลยสินะ” ฉินคั่วยิ้ม
เขาชอบอินอวี่โหรวที่เป็นแบบนี้ต่อหน้าเขา
ไม่ถือตัวและแสดงความจริงใจทั้งหมดออกมา
ฉิวคั่วชอบที่เธอเป็นแบบนี้
แต่แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการสานความสัมพันธ์
“ใช่ ถ้าเกิดรู้ว่าเป็นพี่ ฉันคงจะไม่มาหรอก” เธอเสียเวลาไปมากและรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที
“เชื่อใจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ?” ฉินคั่วจงใจพูดขึ้นแม้จะรู้ว่าอินอวี่โหรวไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น
“มันไม่เกี่ยวกับเชื่อใจหรือไม่เชื่อใจ เราไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลย ไม่ต้องมาแสร้งทำหรอก” อินอวี่โหรวโบกมืออย่างเฉยเมย
ถ้าเกิดเธอกับฉินคั่วไม่เคยเห็นด้านที่อับอายของกันและกันมาก่อน ทั้งสองยังจะสนใจรูปลักษณ์ภายนอกของกันและกันอยู่ไหมนะ?
เธอไม่สนใจอยู่แล้ว และเธอก็คิดว่าฉินคั่วคงจะไม่สนใจเช่นกัน
ขณะเดียวกันฉินคั่วที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มมีท่าทางจริงจังขึ้นมา เขาจ้องมองไปทางอินอวี่โหรว “แล้วระหว่างเราคืออะไร?”
ดวงตาของเขาประทุไปด้วยอารมณ์ที่แรงกล้า
จนอินอวี่โหรวรู้สึกได้ว่าอารมณ์ดังกล่าวกำลังแผดเผาร่างกายของเธออยู่
อินอวี่โหรวเลือกที่จะหลบหนีด้วยการเบือนหน้าหนี หยิบเครื่องดื่มบนโต๊ะขึ้นมาจิบและกระแอมไอเบา ๆ “จะเป็นอะไรได้ล่ะ? ก็เป็นเพื่อนกันไง”