พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 606 อาจจะถูกทำลายลง
ตอนที่ 606
อาจจะถูกทำลายลง
มู่อวี้เฉิงก็ได้รับบัตรเชิญเช่นกัน
เขาไม่ได้ตอบรับในทันทีที่แต่ส่งบัตรเชิญไปให้ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตัดสินใจแทน
มันเป็นเพียงงานเลี้ยงเล็ก ๆ และถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ไม่ได้เห็นแก่ตัวจนไม่ยอมปล่อยให้มู่อวี้เฉิงไปเข้าร่วม
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเข้ามาทำงานต่อ และตอนนี้กำลังจัดการกับเอกสารบางส่วน
เธอเงยหน้าขึ้นและพูดว่า “ก็ไปสิ หรือคุณอยากให้ฉันไปด้วย?”
ครั้งล่าสุดมู่อวี้เฉิงบอกว่าฉินคั่วเป็นเพื่อนสนิทของเขา
การส่งบัตรเชิญมาให้มู่อวี้เฉิงนั้นก็สมเหตุสมผล
ทว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวยังไม่รู้จักกับฉินคั่ว
เธอจึงกังวลว่ามู่อวี้เฉิงจะไม่อยากให้เธอไปด้วย
“อยู่แล้วสิ ไม่อย่างนั้นเขาจะส่งบัตรเชิญมาสองใบทำไม?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนึกว่าเขาไม่ได้พูดแนะนำเกี่ยวกับเธอให้เพื่อนของเขาฟัง
“งั้นวันนั้นฉันจะรีบจัดเอกสารแล้วไปร่วมงาน เอกสารเยอะมาก พระเจ้าช่วย” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดด้วยสีหน้าโศกเศร้า
“ถ้าไม่อยากทำก็ส่งต่อให้ลู่ซีจวี๋สิ” มู่อวี้เฉิงยิ้มและลูบผมที่นุ่มนวลของเธอ
“จะทำแบบนั้นได้ยังไง? งั้นเขาจะจ่ายเงินเดือนให้ฉันเหรอ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพึมพำ
แม้ว่าชีวิตจะยากลำบาก แต่เธอก็ยังต้องอดทน
“มาทำงานที่บริษัทผมสิ มาเป็นเถ้าแก่เนี้ย เดี๋ยวผมจ่ายเงินเดือนให้” มู่อวี้เฉิงพูดเกลี้ยกล่อม
เขามีความคิดแบบนี้มานานแล้ว แต่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนับถือตนเองอย่างมากและไม่เคยตอบตกลง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวชอบงานที่เธอทำ เพราะมันทำให้เธอมีคุณค่าในตัวเอง
การนอนใช้เงินอยู่บ้านไม่ใช่ความฝันของเธอเลย
นั่นไม่ใช่ชีวิตที่เธอต้องการ
มู่อวี้เฉิงเข้าใจความคิดของเธอและเคารพเธออยู่เสมอ
แม้ว่าเธอจะทำงานในบริษัทของคู่แข่งทางหัวใจ แต่เขาก็ยังอดทน
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ส่ายหัวอย่างเด็ดขาด “ฉันไม่อยากเข้าไปนั่งสวย ๆ ไม่ทำงานทำการในบริษัทของคุณหรอก อีกอย่างฉันชอบงานของฉันในตอนนี้มาก ถึงมันจะเหนื่อยไปหน่อยแต่ก็มีความสุขดี”
บางทีตอนที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพาเสี่ยวเป่าหนีไปต่างประเทศ ตอนนั้นมันทำให้เธอหวาดกลัวความยากจนขึ้นมา
การอยู่เฉย ๆ มันทำให้เธอรู้สึกสับสนวุ่นวาย แต่การทำงานมันทำให้เธอรู้สึกมั่นคงขึ้นมา
เธอไม่อยากพึ่งพาใคร ทุกสิ่งอย่างจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเธอจับกุมมันไว้ด้วยมือของเธอเอง
“ผมล้อเล่น” มู่อวี้เฉิงอ่านความคิดของเธอออกและไม่มีเจตนาจะบีบบังคับเธอ
ขอแค่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมีความสุขก็พอ
“อวี้เฉิง คุณกำลังคิดว่าฉันละเลยครอบครัวอยู่หรือเปล่า?” เพราะหญิงสาวที่แต่งงานกับชายผู้มั่งคั่งมักจะอยู่บ้านคอยปรนนิบัติสามีและเลี้ยงดูลูก ทำตัวเป็นภรรยาที่มีคุณธรรมของสามี
ทว่าเธอกลับยุ่งอยู่กับงาน ไม่สนใจเรื่องอื่นเลย หนำซ้ำยังคอยขอความช่วยเหลือจากมู่อวี้เฉิง
“ยัยบ๊อง ถ้าคุณไม่มีเวลาดูแลครอบครัว เดี๋ยวผมดูแลแทนเอง ถ้าคุณชอบทำงานก็ทำงานไป ผมจะเติมเต็มสิ่งที่ขาดให้เอง” ระหว่างพวกเขา ไม่มีอะไรมากไปหรือน้อยไป ทุกอย่างล้วนพอดี
เขาเต็มใจทำทุกอย่างเพื่อถงเหมี่ยวเหมี่ยว
“อวี้เฉิง คุณใจดีจัง” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเขยิบเก้าอี้และโน้มตัวเข้าไปกอดเอวหนาของมู่อวี้เฉิง
ความโชคดีที่สุดในชีวิตของเธอคือการได้พบกับมู่อวี้เฉิง
“เอาล่ะ รีบทำงานให้เสร็จซะ ผมจะไปทำอาหารรอ” มู่อวี้เฉิงจิ้มจมูกเรียวของถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยความเอ็นดู
สำหรับถงเหมี่ยวเหมี่ยว เขาทำทุกอย่างที่คุ้มค่ากับคำว่าดีจังของเธอเสมอ
“รบกวนด้วยนะ สามี” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวโน้มตัวไปข้างหน้าและมอบจูบอันแสนหวานให้เขา
มู่อวี้เฉิงจูบเธอตอบ ก่อนจะปิดประตูลง ไม่ไปรบกวนการทำงานของถงเหมี่ยวเหมี่ยว
ในห้องครัว มู่อวี้เฉิงสวมผ้ากันเปื้อน หยิบวัตถุดิบออกมาเตรียมทำอาหาร แต่จู่ ๆ สายโทรเข้าทางวิดีโอก็ปรากฏขึ้น
เมื่อเห็นว่าเป็นฉินคั่ว มู่อวี้เฉิงเมินเฉยต่อมันโดยอัตโนมัติและเตรียมน้ำขึ้นมาล้างวัตถุดิบ
สายเรียกเข้ายังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มู่อวี้เฉิงกลัวว่ามันจะรบกวนการทำงานของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงจำใจกดรับสาย
ฉินคั่วอยากจะโทรศัพท์มาบ่นกับมู่อวี้เฉิงหลายเรื่อง แต่เมื่อเขาเห็นว่ามู่อวี้เฉิยอยู่ในผ้ากันเปื้อน เขาก็เบิกตากว้างจนลูกตาแทบจะถลนออกมา
โดยปกติแล้วฉินคั่วจะเห็นมู่อวี้เฉิงในชุดสูทเท่านั้น และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นมู่อวี้เฉิงสวมผ้ากันเปื้อน
มันแปลกตามากจริง ๆ
เขาไม่อยากจะเชื่อเลย ระหว่างที่เขาไม่อยู่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับมู่อวี้เฉิงบ้าง ทำไมถึงได้เปลี่ยนแปลงไปจนน่าตกใจขนาดนี้
ไม่รู้ว่ามีอะไรอีกบ้างที่มู่อวี้เฉิงยังไม่ได้แสดงออกมา
ถึงอย่างนั้นฉินคั่วยังคงเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา
“มู่อวี้เฉิง แกทำอะไรอยู่น่ะ?” ฉินคั่วถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
มู่อวี้เฉิงวางโทรศัพท์ไว้ข้าง ๆ ขณะทำความสะอาดวัตถุดิบและไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของฉินคั่ว “สมองแกมองเรื่องพวกนี้ไม่ออกเลยเหรอ?”
“มู่อวี้เฉิง ถ้าแกไม่พูดจาร้าย ๆ ใส่ฉันสักวันแกจะอึดอัดตายมั้ย? ทำอาหารเป็นด้วยเหรอ?” ฉินคั่วโมโหมากจนกัดฟันกรอด ทว่าเขาไม่สามารถเอาชนะคนปากร้ายอย่างมู่อวี้เฉิงได้
“เห็นแล้วยังถามอีก? ฉินคั่ว อยู่ในกองทัพมานานจนโง่หรือไง?” ทุกวันนี้มู่อวี้เฉิงเริ่มกังวลเกี่ยวกับสติปัญญาที่ต่ำต้อยของฉินคั่ว
“ฉันก็แค่อยากรู้ ว่าแต่คุณมู่จะทำอาหารอะไร? ซาลาเปาไส้เนื้อมนุษย์หรือเปล่า?” ฉินคั่วหัวเราะสองครั้งและจงใจพูดออกมา
“อย่ามาทำตัวทุเรศ ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันจะวางสาย” มู่อวี้เฉิงพยายามใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจัดการกับเอกสารมาเตรียมอาหาร
ไม่เช่นนั้นเธอจะอดอาหารอีก
“มี มีเรื่องเกิดขึ้น” จากนั้นฉินคั่วก็เล่าจุดประสงค์ที่เขาโทรศัพท์มาหามู่อวี้เฉิง
ทั้งหมดเป็นความผิดที่มู่อวี้เฉิงเข้ามารบกวนเขา
“มีอะไรก็พูดมา อย่าเสียเวลา” มู่อวี้เฉิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ขนาดนั้นเลยดิ? ก็แค่ทำอาหารปะ? ทำไมไม่ออกไปกินนอกบ้าน จะมาลำบากทำไม?” ฉินคั่วไม่ได้จริงจังกับคำพูดของมู่อวี้เฉิงนักและยังคงพูดนอกเรื่องไปเรื่อยเปื่อย
“แค่นี้นะ” มู่อวี้เฉิงพยายามพูดอย่างใจเย็น
“อย่าเพิ่ง ๆ ๆ ๆ!” ฉินคั่วรีบพูดคัดค้านอย่างต่อเนื่อง
มู่อวี้เฉิงหยุดการเคลื่อนไหวทันที
“เฮ้ย มู่อวี้เฉิง แกหงุดหงิดขนาดนั้นเลยเหรอ มาทำตัวโหดร้ายกับเพื่อนฝูงได้ยังไง?” ฉินคั่วมองเขาด้วยสายตารังเกียจ “ขอบใจ”
มู่อวี้เฉิงจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
จากนั้นฉินคั่วก็หยุดนอกเรื่องทันที
“ก็ได้ ๆ ฉันจะพูดล่ะ ฉันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าปู่กำลังคิดอะไรอยู่ เขาส่งบัตรเชิญไปให้บ้านของลู่ซีจวี๋ด้วย ฉันอุตส่าห์จะใช้เวลากับอวี่โหรวสักหน่อย สุดท้ายกลับพังไม่เป็นท่า” ฉินคั่วพูดบอกด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยวใจ
“แต่ไอลู่ซีจวี๋นั้นหน้าด้านหน้าทนชะมัด มันถึงกับมาขอบัตรเชิญเลยนะโว้ย” ฉินคั่วพึมพำ
เขาจงใจไม่ส่งบัตรเชิญไปเพียงเพราะอยากจะทำให้ ลู่ซีจวี๋อับอาย
แต่กลับนึกไม่ถึงว่าลู่ซีจวี๋จะเป็นฝ่ายเข้ามาร้องขอบัตรเชิญจากเขา
“แล้วไง? ฉินคั่ว แกยังเด็กอยู่ ใช้งานเลี้ยงนี้สร้างสายสัมพันธ์ซะ ที่ปู่แกเรียกตัวกลับมาก็เพราะจะให้แกเข้ามารับช่วงที่บริษัทต่อไม่ใช่หรือไง?” หากเป็นมู่อวี้เฉิง ต่อให้ลู่ซีจวี๋แบกหน้ามาขอบัตรเชิญ เขาก็จะไม่มีวันให้ไป
อย่างไรก็ตามหากผู้อาวุโสเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึงและจะปฏิเสธไม่ให้ก็คงเป็นไปไม่ได้
“ใช่ เดี๋ยวนี้ร่างกายปู่ไม่ค่อยแข็งแรงแล้วด้วย” หากพ่อฉินไม่ล้มป่วยกะทันหัน ฉินคั่วก็คงจะยังไม่กลับมาจากกองทัพ
ฉินคั่วชอบชีวิตในกองทัพ มันไม่มีการหักมุมมากนัก
“ฉินคั่ว แกเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลฉิน จากนี้ไปแกควรตั้งใจศึกษา แบ่งเบาภาระของคุณอา หยุดเที่ยวเล่นได้แล้ว” มู่อวี้เฉิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป รากฐานเก่าแก่นานนับศตวรรษของตระกูลฉินก็อาจจะถูกทำลายลง