พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 605 ไม่น่าให้อภัย
ตอนที่ 605
ไม่น่าให้อภัย
หลายวันต่อมา ตระกูลฉินได้ป่าวประกาศการกลับมาของทายาทเพียงหนึ่งเดียวอย่างเลื่องลือ
ตระกูลที่มีชื่อเสียงเรียงนามในเมืองเป่ยทั้งหลายต่างได้รับคำเชิญชวนจากพวกเขา
แน่นอนว่าตระกูลอินก็ได้รับบัตรเชิญเช่นกัน
ตอนนี้ผู้เฒ่าอินไม่มีความตั้งใจจะปฏิบัติต่อฉินคั่วในฐานะหลานเขยอีกต่อไป
ในความรู้สึกของเขา ฉินคั่วเป็นเพียงคนรุ่นหลานที่น่าสนใจมากเท่านั้น
อย่างไรก็ตามต้นตระกูลฉินอยู่ที่เมืองหนาน ดังนั้นงานเลี้ยงก็คงจะจัดขึ้นที่เมืองหนาน
งานเลี้ยงจะถูกจัดขึ้นหลังจากนี้สองวัน ซึ่งทำให้ผู้คนได้มีเวลาเตรียมตัว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ผู้เฒ่าอินมีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง และไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลย
ครั้งนี้เขาจะต้องเดินทางไปเมืองหนาน แต่อันที่จริงแล้วเขาไม่อยากไปเลย
เขามองดูบัตรเชิญแล้วทำอะไรไม่ถูกจึงเรียกอินอวี่โหรวให้เข้ามาหา
“อวี่โหรว ไปงานเลี้ยงนี้แทนปู่หน่อยสิ” เขาแก่แล้วและมีสุขภาพไม่ค่อยดี เขาจึงไม่อยากเดินทางไปไหน
ทว่าอินอวี่โหรวไม่อยากเจอหน้าฉินคั่ว
ฉินคั่วเดินทางกลับมานานแล้วแต่เพิ่งจะจัดงานเลี้ยง ไม่รู้ว่าเขากำลังมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
“ไม่ไปไม่ได้เหรอคะ?” อินอวี่โหรวรู้สึกไม่สบายใจ
“เหล่าฉินเป็นเพื่อนเก่าแก่ของปู่ เขาอุตส่าห์ส่งคำเชิญมา ไม่ไปก็คงจะไม่ดี งานเลี้ยงนี้คนกันเองทั้งนั้น หลานไม่ต้องกังวล ฉินคั่วไม่ใช่เด็กแล้ว ตระกูลฉินกำลังรีบร้อน งานเลี้ยงนี้คงจะจัดขึ้นเพื่อเลือกสะใภ้ให้ฉินคั่วนั่นแหละ” เมื่อครั้งที่แล้ว ผู้เฒ่าอินเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอินอวี่โหรวกับฉินคั่วดีมาก
ไม่รู้ทำไมครั้งนี้อินอวี่โหรวถึงได้คอยหลีกเลี่ยงฉินคั่ว
“จริงเหรอคะ?” ถ้าอย่างนั้นอินอวี่โหรวก็สามารถไปที่นั่นได้
ในงานเลี้ยงคงจะมีสาวสวยมากหน้าหลายตาจนฉินคั่วอาจจะไม่ได้สังเกตเห็นเธอ
“ปู่จะโกหกหลานไปทำไม? แต่อวี่โหรว หลานไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกับฉินคั่วเหรอ? ทำไมไม่อยากไปเจอล่ะ?” ผู้เฒ่าอินถามขึ้นด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินคำว่าเพื่อนสนิท อินอวี่โหรวก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก
เธอบอกผู้เฒ่าอินตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าฉินคั่วเป็นเพื่อนสนิทของเธอ?
คงเป็นเพราะฉินคั่วมาพูดจาไร้สาระที่นี่แน่ ๆ
ทว่าอินอวี่โหรวไม่สามารถพูดเรื่องนี้กับผู้เฒ่าอินได้โดยตรง เธอจึงเลือกพูดอย่างอื่นแทน
“คุณปู่ ไหนบอกหนูว่าฉินคั่วเป็นพวกเพลย์บอยไงคะ? หนูควรอยู่ให้ห่างจากเขา หนูรู้ว่าหนูไม่ใช่คู่แข่งของฉินคั่ว เพราะงั้นหนูถึงได้เว้นระยะห่างจากเขา”
“งั้นก็ถูกต้องแล้ว…” แต่ผู้เฒ่าอินมักจะรู้สึกว่ามีเรื่องบางอย่างแปลก ๆ
ก่อนที่ผู้เฒ่าอินจะคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ อินอวี่โหรวที่อยู่ด้านข้างก็รีบพูดขึ้นว่า “คุณปู่ เดี๋ยวหนูไปงานเลี้ยงแทนเองค่ะ ไม่ต้องห่วงไป”
อินอวี่โหรวพูดพร้อมกับเดินถือกระโปรงขึ้นไปชั้นบน
ขณะเดียวกัน ลู่ซีจวี๋ก็รู้ข่าวเกี่ยวกับงานเลี้ยงของฉินคั่วเช่นกัน
เพียงแต่ตระกูลลู่เป็นตระกูลเดียวที่ไม่ได้รับบัตรเชิญ
ลู่ซีจวี๋ถูกเรียกตัวกลับมา และคูณปู่ลู่ก็ถามว่า “เกิดบ้าอะไรขึ้นกับเหล่าฉินอีก? เขาดูถูกตระกูลลู่ของเราหรือยังไง แต่ก็แค่งานเลี้ยงเล็ก ๆ ไม่ต้องไปก็ได้”
แม้ว่าจะพูดแบบนี้ แต่คุณปู่ลู่ก็ยังโมโหอยู่เล็กน้อย
เขาอาจจะไม่ได้สนิทสนมกับชายชราตระกูลฉิน แค่รู้จักกันทั่วไป แต่สถานะของตระกูลลู่ในเมืองเป่ยก็ไม่ได้ต่ำต้อยสักหน่อย
ไม่ส่งคำเชิญมาให้ตระกูลลู่แบบนี้มันคือการไม่ไว้หน้าตระกูลลู่ของพวกเขาหรือเปล่า?
ลู่ซีจวี๋ที่ได้ยินเช่นนั้นพูดอธิบายจากด้านข้าง “คุณปู่ ผู้เฒ่าฉินไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้หรอกครับ น่าจะเป็นฝีมือของฉินคั่วมากกว่า”
“ทำไมพูดงั้นล่ะ?” คุณปู่ลู่ประหลาดใจ
ลู่ซีจวี๋ไปอยู่ต่างประเทศนานหลายปีแล้ว และฉินคั่วเพิ่งกลับมา พวกเขาน่าจะยังไม่รู้จักกันสิ
แต่ทำไมลู่ซีจวี๋ถึงพูดแบบนั้น พูดราวกับว่าเขารู้จักฉินคั่วเป็นอย่างดี
ลู่ซีจวี๋เล่าเรื่องราวระหว่างอินอวี่โหรวกับฉินคั่ว รวมถึงเรื่องของเขาให้อีกฝ่ายฟัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณปู่ลู่ก็โกรธมากจนตบโต๊ะเสียงดัง “ใช้ได้ที่ไหน ปู่บอกเลยว่าที่มันไม่กล้ามาชวนตระกูลลู่ไปงานเลี้ยงเพราะว่ามันจะต้องรู้สึกผิดเรื่องนี้แน่ ๆ แต่ไอเด็กฉินคั่วนี่กบฏ จริง ๆ กล้าดียังไงมาขโมยสะใภ้ของเรา?”
“งานเลี้ยงนี้น่าจะจัดขึ้นเพราะอวี่โหรวด้วย” ดวงตาของ ลู่ซีจวี๋มืดมนลง ความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากดวงตาของเขา
“ช่างกล้า ปู่จะไปเอาบัตรเชิญมาให้เอง รอก่อน!” หลานชายของเขาจะต้องไม่วิ่งตามหลังคนอื่น
ยิ่งไปกว่านั้นฉินคั่วกำลังรุกล้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่ง
เขาโทรศัพท์หาชายชราตระกูลฉินเพื่อขอบัตรเชิญ ชายชราตระกูลฉินจึงไม่กล้าไม่ไว้หน้าเขา
“ขอบคุณครับคุณปู่” ลู่ซีจวี๋ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากเขาหาวิธีทางเอาบัตรเชิญมาไม่ได้ เขาก็จะลองเสี่ยงไปดู
ตอนที่คุณปู่ลู่เรียกตัวเขากลับมาบ้านตระกูลลู่ เดิมทีเขาอยากจะถือโอกาสพูดเรื่องนี้ แต่นึกไม่ถึงว่าคุณปู่ลู่จะตื่นตระหนกมากกว่าเขา
“ส่วนแก รีบพาอวี่โหรวกลับมาซะ อย่าให้ใครพาตัวไปได้” คุณปู่ลู่คิดว่ามันก็แค่คำพูด ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
อย่างไรก็ตามเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ศักดิ์ศรีก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
“ผมจะพยายามครับคุณปู่” ลู่ซีจวี๋ใช้ความพยายามในการวิ่งไล่ตามอินอวี่โหรวถึงสองเท่า
เพียงแค่ฉินคั่วนั้นขัดหูขัดตาจริง ๆ
แต่สิ่งที่ลู่ซีจวี๋มั่นใจได้คือสถานะของเขาในหัวใจของอินอวี่โหรวนั้นสูงส่งกว่าฉินคั่วมาก
ดังนั้นเขาก็ยังได้เปรียบอยู่บ้าง
คุณปู่ลู่กดโทรศัพท์และแทบจะได้รับบัตรเชิญในทันที
เขาพูดสองสามคำ หัวเราะฮ่า ๆ แล้ววางสายลง
“ตระกูลฉินบอกจะให้คนมาส่งบัตรเชิญให้ในช่วงบ่าย งานเลี้ยงจะจัดขึ้นที่เมืองหนาน ซีจวี๋ ที่นั่นไม่ใช่พื้นที่ของเรา ตระกูลฉินตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหนาน เพราะงั้นอย่าไปขัดแย้งกับฉินคั่วล่ะ” คุณปู่ลู่ว่าลู่ซีจวี๋เป็นคนที่มีอุปนิสัยมั่นคง
เพียงแต่เขากังวลว่าหลานชายจะเสียสติทันทีที่เจอหน้าอินอวี่โหรว
“คุณปู่ ผมรู้ครับ” เขาจะไม่รุกรานใครอื่น เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะทำให้เขาขุ่นเคือง หากฉินคั่วไม่เป็นฝ่ายยั่วยุเขาก่อน เขาก็จะไม่มีวันรุกรานฉินคั่วก่อน
แต่เรื่องของอินอวี่โหรวนั้น เขาจะไม่มีวันยอมแพ้
เมืองหนาน
หลังจากฉินคั่วกลับมาถึงบ้าน เขาก็รู้ถึงข่าวร้ายในทันที
คุณปู่ฉินส่งบัตรเชิญไปให้ตระกูลลู่แล้ว
อันที่จริงคุณปู่ฉินไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องนี้กับฉินคั่ว แต่นี่คือคำขอของฉินคั่ว เขาจึงส่งรายชื่อที่เข้าร่วมงานเลี้ยงทั้งหมดให้กับฉินคั่ว
สำหรับคำเชิญที่ส่งให้ตระกูลลู่ เขาก็แจ้งให้ฉินคั่วรู้เรื่องด้วย
“ปู่ครับ ทำแบบนี้หมายความว่าไง? แค่นี้ยังมีอุปสรรคไม่พอเหรอ ทำไมจะต้องมาขัดขากันด้วย?” ฉินคั่วโมโห
เขาพูดอย่างเปิดเผยว่าไม่สามารถส่งคำเชิญให้ตระกูลลู่ได้ แต่คุณปู่ฉินกลับส่งบัตรเชิญให้บ้านนั้นอย่างว่องไว
แล้วเขาจะไม่โกรธได้ยังไง?
“แล้วแกจะตื่นตระหนกทำไม? ถ้าแกมีความสามารถ จริง ๆ จะมากลัวอะไรตระกูลลู่” โดยปกติแล้วหลานชายของเขามักจะทำตัวนอกรีตและไม่สนใจถึงผลลัพธ์ที่ตามมา
คุณปู่ฉินจึงจำเป็นต้องสอนบทเรียนให้เขาเล็กน้อย
“ปู่ไม่เข้าใจอะไรเลย!” หากเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถ ฉินคั่วคงจะไม่กังวลมากนัก
ทว่าอินอวี่โหรวกับลู่ซีจวี๋ยังหลงเหลือความรู้สึกให้กันและกันอยู่
เขาแค่อยากจะอยู่กับอินอวี่โหรวเพียงลำพัง ปลูกฝังความรู้สึก แต่กลับนึกไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วครอบครัวของเขาจะทำมันเละไม่เป็นท่า
“ฉันไม่เข้าใจ แกคิดว่าแกมีปู่คนเดียวหรือไง เหล่าลู่โทรศัพท์มาถามเองกับมือ ฉันจะไม่ให้ได้เหรอ?” คุณปู่ฉินมองดูฉินคั่วด้วยความไม่พอใจ
ไปอยู่กองทัพมาตั้งนานหลายปีแต่กลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
“จิ๊” ฉินคั่วจิ๊ปากขณะที่ดวงตาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด