พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 608 ไม่ทำอะไรคุณ
ตอนที่ 608
ไม่ทำอะไรคุณ
อินอวี่โหรวกำลังจัดข้าวของต่าง ๆ อยู่ในห้อง
เธอวางแผนจะสร้างพื้นที่จัดเก็บสำหรับสื่อการเรียนรู้
เธอไม่สามารถทำตัวล่องลอยแบบนี้ได้อีกต่อไป
ผู้เฒ่าอินอายุมากแล้วและพ่อแม่ของเธอก็อยู่ห่างไกลบ้าน ไม่มีใครสามารถปกป้องเธอได้ตลอดเวลา
เธอต้องมีทักษะบางอย่างติดตัวด้วย ใครจะรู้หากเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นในอนาคต? ถึงตอนนั้นเธอก็ยังมีความรู้อยู่เคียงข้าง
อินอวี่โหรวไปหาซื้อข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการทางการเงินมา
เธอเคยเรียนวิชาเอกนี้สมัยที่เรียนอยู่ชั้นมหาวิทยาลัย
หลังจากที่เรียนจบมา เธอไม่ได้อ่านทบทวนเลยจนเกือบจะลืมมันไปแล้ว
ตอนนี้อินอวี่โหรวต้องการรื้อฟื้นข้อมูลเหล่านี้
ผลการเรียนก่อนหน้านี้ของอินอวี่โหรวค่อนข้างดี ดังนั้นมันน่าจะไม่ยากมาก
ขณะที่เธอกำลังทำความสะอาด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เธอซับเหงื่อที่ผุดออกมาจากหน้าผากแล้วเดินไปเปิดประตู
เมื่อเห็นลู่ซีจวี๋ยืนอยู่หน้าประตูห้อง เธอก็ตกตะลึง “มาทำไม?”
เธออาศัยอยู่กับผู้เฒ่าอิน โดยปกตินอกจากแม่บ้านและ ผู้เฒ่าอินแล้วจะไม่ค่อยมีคนมาที่นี่
ดังนั้นเธอจึงแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นลู่ซีจวี๋มาปรากฏตัวที่นี่
“มาหาคุณไง” ลู่ซีจวี๋เดินเข้ามาขณะที่อินอวี่โหรวถอยห่างออกไป
ลู่ซีจวี๋หยิบเก้าอี้แล้วนั่งลง
เมื่อเห็นข้อมูลที่อินอวี่โหรววางกองอยู่บนโต๊ะ เขาก็หยิบมันขึ้นมาพลิกดู “มีอะไรหรือเปล่า? จะเรียนไปบริหารบริษัทเหรอ?”
เมื่อถูกเขาสังเกตเห็น อินอวี่โหรวก็รู้สึกเคอะเขิน “ใช่ ว่าจะลองดูน่ะ”
“กังวลเรื่องเงินเหรอ? ผมให้คุณได้นะ” ลู่ซีจวี๋รู้ว่า อินอวี่โหรวไม่ชอบสิ่งเหล่านี้ หากตั้งหน้าตั้งตาเรียนกะทันหันก็อาจจะเป็นเพราะเรื่องเงิน
เขาเดาว่าอินอวี่โหรวน่าจะรู้สึกอายเกินกว่าจะขอเงินที่บ้าน ดังนั้นเธอจึงต้องเรียนรู้เพื่อดูแลตัวเอง
“ไม่ ไม่ใช่ ฉันไม่ได้ขาดแคลนเงิน ฉันแค่อยากเรียนดู คุณปู่ส่งต่อหุ้นในบริษัทให้ฉัน ให้ฉันได้ลองฝึกฝนดู และฉันเองก็อยากฝึกฝนดูเหมือนกัน” อินอวี่โหรวไม่เข้าใจว่าทำไมลู่ซีจวี๋ถึงคิดว่าเธอขาดแคลนเงิน
“เรื่องบริษัทให้คุณอากับคุณน้าจัดการไปสิ คุณชอบทำขนมไม่ใช่เหรอ เปิดร้านขนมน่าจะดีกว่า” ลู่ซีจวี๋พูดแนะนำ
“ทำขนมมันก็แค่งานอดิเรก ฉันไม่ได้อยากทำจริงจังขนาดนั้น” นอกจากนี้อินอวี่โหรวยังทำขนมให้แค่คนสนิท ๆ ลองชิมเท่านั้น
หากสมาชิกในครอบครัวมีความสุข เธอก็จะมีความสุขด้วย
ส่วนเรื่องที่เหลือก็ลืมมันไปเถอะ
“ถ้าไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไง? อวี่โหรว คุณเป็นคนเก่ง ผมเชื่อว่าคุณทำได้” ลู่ซีจวี๋จับมืออินอวี่โหรว
ฝ่ามือของเขาร้อนมากจนอินอวี่โหรวรู้สึกราวกับถูกไฟไหม้
เธอดึงมือกลับ “ฉันแค่อยากเรียนรู้การบริหาร จะได้ช่วยคุณปู่แบ่งเบาภาระบ้าง” ผู้เฒ่าอินเลี้ยงดูเธอมานานแล้ว เธอก็ควรจะตอบแทนบ้าง
เธอไม่สามารถเห็นแก่ตัว ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียวได้
“อยากเรียนจริงเหรอ?” หลังจากได้ยินคำพูดของ อินอวี่โหรวแล้ว ลู่ซีจวี๋ก็หยุดพูดโน้มน้าวเธอ
“จริงสิ” อินอวี่โหรวพยักหน้าและจัดการข้อมูลต่อ
นี่คือเอกสารข้อมูลบางส่วนที่เธอได้รับมาจากเพื่อนร่วมชั้นของเธอ
ตอนนี้เพื่อนร่วมชั้นทั้งหลายล้วนกลายเป็นประธานบริษัทยักษ์ใหญ่กันหมดแล้ว มีเพียงเธอเท่านั้นที่ยังคงอยู่บ้านตลอดทั้งวัน
แม้ว่าตระกูลอินจะไม่ได้ขาดแคลนเงิน แต่การไขว่คว้าบางอย่างมาด้วยความพยายามของตัวเองนั้นมันแตกต่างออกไป
“ถ้าคุณอยากเรียน ผมสอนคุณได้นะ” ลู่ซีจวี๋มีความสุขมาก
หากเขาได้สอนอินอวี่โหรว พวกเขาทั้งสองก็จะมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังบ่อยครั้ง
“ฉันไม่รบกวนคุณหรอก แค่นี้คุณก็ยุ่งมากพอแล้ว” สาเหตุหลักมาจากเธอไม่ต้องการอยู่กับลู่ซีจวี๋เพียงลำพัง
หากอยู่กับลู่ซีจวี๋เพียงลำพัง เธอคงจะไม่มีวันได้เรียนรู้
เมื่อนึกถึงผลที่จะตามมา อินอวี่โหรวก็รู้สึกว่ามันน่ารำคาญมาก
“ถ้าเป็นคุณ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก” ลู่ซีจวี๋เงยหน้าขึ้นมอง และมองลึกเข้าไปในดวงตาของอินอวี่โหรว
ดวงตาของเขาลึกซึ้งมากจนอินอวี่โหรวแทบจะจมอยู่ในห้วงความรักของเขา
อินอวี่โหรวหันไปมองทางอื่น “ไม่ ฉันเรียนรู้เองได้ เดี๋ยวไม่เข้าใจตรงไหนฉันจะถามคุณ”
“ก็ได้” เมื่อเห็นว่าอินอวี่โหรวยอมประนีประนอม ลู่ซีจวี๋ก็หยุดบีบบังคับและมองเข้าไปในห้องของอินอวี่โหรวเงียบ ๆ
อินอวี่โหรวเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างดี ทุกมุมห้องดูเรียบร้อย อบอุ่นและสะอาดสะอ้านสบายตา
เหมือนกับอินอวี่โหรวเลย
“ว่าแต่คุณมาหาฉันทำไม?” อินอวี่โหรวถามกลับเบา ๆ
เธอแค่อยากจะหาเรื่องคุย ไม่อย่างนั้นบรรยากาศที่เงียบเฉียบแบบนี้คงจะทำให้เธอรู้สึกอึดอัด
นึกไม่ถึงว่าจู่ ๆ ลู่ซีจวี๋จะฉุกละหุกเข้ามาหาเธอ
“คุณได้รับบัตรเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในเมืองหนานหรือเปล่า? ส่งมาจากตระกูลฉินใช่มั้ย?” ลู่ซีจวี๋ถาม
แม้ว่าเขาจะรู้อยู่แก่ใจ แต่เขาก็ยังอยากได้ยินมันกับปากของอินอวี่โหรว
“ได้” อินอวี่โหรวรู้สึกกังวลเล็กน้อยเมื่อนึกขึ้นได้ว่าจะต้องเดินทางไปเมืองหนานเพียงลำพัง
เธอไปร่วมงานเลี้ยงมาหลายครั้งแล้ว แต่งานเลี้ยงในครั้งนี้มันทำให้เธอรู้สึกแปลกออกไปเล็กน้อย
“วันนั้นฉันก็ต้องไปเหมือนกัน” ลู่ซีจวี๋สังเกตเห็นความกังวลของอินอวี่โหรวทันทีที่พูดขึ้น
“ตระกูลฉินส่งบัตรเชิญให้คุณด้วยเหรอ?” อินอวี่โหรวประหลาดใจ
แต่เมื่อได้ยินว่าลู่ซีจวี๋ไปด้วย ความวิตกกังวลไม่สบายใจตลอดหลายวันที่ผ่านมาก็เบาบางลง
ราวกับจู่ ๆ ก็เจอที่พักพิง
แม้ว่าเธอจะไม่อยากยอมรับมัน แต่เธอก็ไม่สามารถปลอมแปลงความคิดในใจของเธอได้
“ใช่ อวี่โหรว งั้นวันนั้นคุณยินดีจะเป็นคู่ควงของผมมั้ย?” ลู่ซีจวี๋ถาม
เขามาหาอินอวี่โหรวเพราะเรื่องนี้
หากฉินคั่วรู้ว่างานเลี้ยงที่เตรียมเอาไว้เพื่ออินอวี่โหรวจบลงด้วยการที่อินอวี่โหรวกลายมาเป็นคู่ควงของเขา ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะอารมณ์เสียมากแค่ไหน
แน่นอนว่านี่เป็นความตั้งใจที่เห็นแก่ตัวของลู่ซีจวี๋
เขาแค่อยากทำให้ฉินคั่วเห็นว่าใครคือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอินอวี่โหรว
ใครใช้ให้ฉินคั่วมองมาที่เธอล่ะ? เพราะฉะนั้นฉินคั่วจะต้องได้รับบทเรียน
“คู่ควง…” อินอวี่โหรวกำลังคิดอย่างรอบคอบ
คู่ควงในงานเลี้ยงส่วนใหญ่มักจะเป็นเพื่อนผู้หญิงหรือสมาชิกในครอบครัว และแน่นอนว่ารวมถึงคู่รักด้วย
แต่อินอวี่โหรวรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลู่ซีจวี๋ค่อนข้างอึดอัดเล็กน้อย
เธอจึงตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปหรือไม่ไป
“อวี่โหรว แค่จับแขนผมและเคลื่อนไหวไปด้วยกัน ผมจะไม่ทำอะไรคุณ” เมื่อเห็นว่าอินอวี่โหรวไม่ตอบลงสักที ลู่ซีจวี๋จึงรีบพูดอธิบาย
“ได้” อินอวี่โหรวลังเลอยู่สักพักก่อนจะพยักหน้า
เธอไม่รู้จักใครในเมืองหนาน หากเธอไปที่นั่นเธอก็คงจะไม่สบายใจ
หากมีลู่ซีจวี๋ไปด้วยกันก็คงจะดีกว่า
หลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว อินอวี่โหรวก็ตอบตกลงลู่ซีจวี๋
“งั้นเดี๋ยววันนั้นผมมารับ เราไปด้วยกันมั้ย?” ลู่ซีจวี๋ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการ
โชคดีที่อินอวี่โหรวเห็นด้วยกับเขา
“ได้” อินอวี่โหรวพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ก้มหน้าลงเพื่อจัดแจงข้าวของต่อ
ในความเป็นจริงเรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว เธอไม่ต้องการเผชิญหน้ากับลู่ซีจวี๋ เธอจึงใช้วิธีการนี้หลบหลีกเขา
แต่จู่ ๆ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น อินอวี่โหรวหันกลับมาและสัมผัสได้ว่าร่างกายที่ร้อนแรงกำลังแนบติดกับร่างกายของเธอ
ลู่ซีจวี๋ฝั่งหัวไว้ที่ซอกคอของอินอวี่โหรวและสูดดมกลิ่นของเธออย่างระมัดระวัง
เขาจูบซับซอกคอขาวเนียนเบา ๆ การเคลื่อนไหวของเขาอ่อนโยนมากราวกับว่าคนตรงหน้าเป็นทรัพย์สมบัติที่หวงแหน