พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 609 ไม่สนใจผมจริงเหรอ?
ตอนที่ 609
ไม่สนใจผมจริงเหรอ?
“อวี่โหรว อยู่มั้ย?” ขณะเดียวกันเสียงของผู้เฒ่าอินก็ดังมาจากด้านนอกประตูห้อง
อินอวี่โหรวตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วผลักลู่ซีจวี๋ออกไปทันที
“ทำไงดี? คุณปู่มาแล้ว?” สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ลู่ซีจวี๋ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงชอบท่าทางตื่นตระหนกของเธอนัก มันเหมือนกับสัตว์น้อยตัวเล็กน่ารัก
เขาจงใจแสร้งเป็นวิตกกังวลตามเธอ “อ๊ะ? ทำไงดี? ให้ผมไปซ่อนมั้ย?”
“ได้มั้ย?” อินอวี่โหรวหันหน้าไปมองลู่ซีจวี๋ด้วยดวงตาที่สดใส
ลู่ซีจวี๋พยายามต้านทานตัวเองไม่ให้เข้าไปจูบเธอ พยายามระงับรอยยิ้มและพูดว่า “มีตรงไหนซ่อนตัวได้บ้าง?”
อินอวี่โหรวมองไปรอบ ๆ สักพักหนึ่งแล้วพบว่าภายในห้องนี้ไม่มีที่ให้หลบซ่อนจริง ๆ
“อวี่โหรว?” หลังจากรอคอยอยู่นาน อินอวี่โหรวก็ยังไม่ตอบรับสักที ผู้เฒ่าอินจึงตะโกนเรียกที่หน้าประตูอีกครั้ง
“คุณปู่ หนูจัดของอยู่ รอแป๊บนะคะ” อินอวี่โหรวพูดเสียงดังขึ้นเพื่อโต้ตอบกับผู้เฒ่าอินที่อยู่ด้านนอก
หลังจากนั้นเธอก็ผลักลู่ซีจวี๋เข้าไปในห้องน้ำ “คุณซ่อนตัวอยู่ในนี้ก่อน รอคุณปู่ไปแล้วค่อยออกมา”
หากผู้เฒ่าอินเห็นว่าเธอกับลู่ซีจวี๋อยู่ในห้องเดียวกัน ผู้เฒ่าอินจะคิดอย่างไร?
“ก็ได้” ลู่ซีจวี๋เชื่อฟังมากและเดินเข้าไปในห้องน้ำ
หลังจากจัดระเบียบเสื้อผ้าแล้ว อินอวี่โหรวก็เดินเข้าไปเปิดประตู
เธอมองดูผู้เฒ่าอินแล้วส่งยิ้มเบา ๆ “คุณปู่มาหาหนูมีอะไรคะ?”
“ปู่เพิ่งเห็นแม่บ้านบอกว่าหลานไม่ออกจากห้องเลยตลอดทั้งบ่าย มัวทำอะไรอยู่?” ผู้เฒ่าอินแค่เป็นห่วงเท่านั้น
แต่ก่อนที่อินอวี่โหรวจะพูดอะไร ผู้เฒ่าอินก็เหลือบเห็นข้อมูลที่อินอวี่โหรวเก็บรวบรวมไว้ในพื้นที่เล็ก ๆ
เขามองดูด้วยความประหลาดใจ “อวี่โหรว จากนี้ไปจะเรียนรู้การบริหารบริษัทแล้วใช่มั้ย?”
“ค่ะคุณปู่ หนูอยากจะลองดูสักตั้ง” อินอวี่โหรวพยักหน้า
“เรียนไว้ก็ดี บริษัทยักษ์ใหญ่กำลังรอให้หลานเข้าไปรับช่วงต่อ พ่อแม่หลานบอกให้ปู่ไปหาคนมารับช่วงแทน แต่ปู่ไม่ไว้ใจใครเลยนอกจากหลาน” ผู้เฒ่าอินอดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก
เขาต้องการให้อินอวี่โหรวเข้ามารับช่วงต่อที่บริษัทนานแล้ว
ทว่าอินอวี่โหรวไม่อยากทำแบบนั้น และเขาก็ไม่อยากบีบบังคับหลาน
แต่ต่อมาเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นกับอินอวี่โหรว ผู้เฒ่าอินก็ลังเลที่จะบีบบังคับเธอ
นึกไม่ถึงว่าอินอวี่โหรวจะเป็นฝ่ายเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อน
ในที่สุดวันที่เขารอคอยก็มาถึง
อินอวี่โหรวรู้สึกแย่เล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
บริษัทแห่งนี้เป็นมรดกที่ผู้เฒ่าอินส่งต่อให้กับพ่อของเธอ มันเป็นชีวิตทั้งชีวิตของเขา และเขาจะไม่ยอมยกมันให้ใครง่าย ๆ
อินอวี่โหรวรู้ว่าผู้เฒ่าอินพยายามเฝ้าปฏิบัติต่อเธออย่างทะนุถนอม
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น อินอวี่โหรวก็คงจะไม่เติบโตขึ้นมาอย่างดีแบบนี้
ลู่ซีจวี๋ที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำได้ยินบทสนทนาของ อินอวี่โหรวกับผู้เฒ่าอินชัดเจน
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าอินอวี่โหรวต้องการเรียนรู้ก็เพื่อเห็นแก่ผู้เฒ่าอิน
“คุณปู่ ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูจะพยายามอย่างเต็มที่ ไม่ให้คุณปู่ต้องผิดหวัง” ท้ายที่สุดนี่คือแวดวงที่อินอวี่โหรวไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เธอไม่สามารถรับประกันได้ว่าเธอจะสามารถทำมันออกมาดี
“ขอแค่สู้สุดใจก็พอ ในบริษัทยังมีคนสนิทของปู่อยู่ ถ้าหลานไม่รู้ว่าจะทำยังไง พวกเขาจะช่วยหลานเอง หลานไม่ต้องกังวลเกินไปหรอก” ผู้เฒ่าอินตบไหล่เธอเบา ๆ อย่างมีความสุข
อินอวี่โหรวไม่มีความตั้งใจจะพึ่งพาคนอื่น
คนเหล่านี้รู้หน้าไม่รู้ใจ บางทีคนสนิทสนมก็อาจจะทำเรื่องคุกคามพวกเขาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองก็ได้
ผู้เฒ่าอินละสายตาออกมาจากกองเอกสาร
“ว่าแต่อวี่โหรว เมื่อกี้นี้เจ้าเด็กตระกูลลู่เพิ่งแวะมา หลานเห็นเขาบ้างมั้ย?” ผู้เฒ่าอินถามด้วยความสงสัย
“ลู่ ลู่ซีจวี๋เหรอคะ?” อินอวี่โหรวมีท่าทางตกตะลึงเล็กน้อย
กลับกลายเป็นว่าผู้เฒ่าอินก็รู้ว่าลู่ซีจวี๋มาที่นี่งั้นเหรอ?
แล้วลู่ซีจวี๋จะไปซ่อนตัวทำไม?
เธอลืมไปเสียสนิทว่าลู่ซีจวี๋เดินเข้ามาอย่างเปิดเผยแบบนี้ ผู้เฒ่าอินจะไม่รู้ได้อย่างไร?
เธอกังวลมากจนตกหลุมพรางของลู่ซีจวี๋
“ใช่ ไม่เห็นเหรอ?” ผู้เฒ่าอินไม่เข้าใจท่าทางแสดงออกของอินอวี่โหรว
“ไม่เห็นนะคะ” อินอวี่โหรวพยายามทำสีหน้าเรียบเฉย
“แล้วเขาไปไหน? หรือว่าจะกลับไปแล้ว?” ผู้เฒ่าอินไม่ได้มีจุดประสงค์อะไร เขาแค่อยากเล่นหมากรุกกับลู่ซีจวี๋
เขารู้สึกว่าสถานที่เดียวที่ลู่ซีจวี๋จะเข้ามาก็คือห้องของอินอวี่โหรว
หากอินอวี่โหรวบอกว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ก็คงจะไม่ได้อยู่ที่นี่จริง ๆ เพราะว่าตั้งแต่เล็กจนโต อินอวี่โหรวไม่เคยพูดโกหกเลย
“ใครจะรู้ล่ะคะ? หรือว่าเขาจะไปที่สวนผัก?” อินอวี่โหรวพูดเบา ๆ
ผู้เฒ่าอินยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้น
“สวนผัก? เขาจะไปสวนผักทำไม?” ผู้เฒ่าอินงุนงงกว่าเดิม
“ก็อาจจะอยากเห็นผักที่ปลูกไว้คราวที่แล้วไงคะ” อินอวี่โหรวจงใจพูดโดยเจตนา
เนื่องจากเธอกำลังหงุดหงิด เธอจึงพูดทุกอย่างโดยไม่สนใจอะไร
“น่าจะ งั้นเดี๋ยวปู่จะไปหาเขาที่สวนผัก” จากนั้นผู้เฒ่าอินก็เดินออกจากห้องของอินอวี่โหรวไปโดยไม่สงสัยว่าเขาอยู่ในนั้นหรือไม่
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของผู้เฒ่าอินหายไป อินอวี่โหรวก็เปิดประตูห้องน้ำอย่างไม่สบอารมณ์แล้วพูดว่า “คุณปู่ไปแล้ว รีบออกไปซะ”
ลู่ซีจวี๋เอานิ้วจิ้มแก้มป่อง ๆ ของอินอวี่โหรว “ทำไมใจร้ายจัง? ผมจะไปที่สวนผักตอนนี้ได้ยังไง?”
“ก็เรื่องของคุณ ใครใช้ให้คุณหลอกฉันล่ะ” อินอวี่โหรวปัดมือของเขาออกและพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ไม่สนใจผมจริงเหรอ?” ลู่ซีจวี๋ถาม
“จริง” อินอวี่โหรวหันหลังกลับ
ลู่ซีจวี๋เดินไปที่หน้าต่าง ขณะที่อินอวี่โหรวไม่ได้ยินเสียงตอบรับจึงหันหลังกลับมา
แต่กลับกลายเป็นว่าลู่ซีจวี๋กำลังกระโดดออกไปนอกหน้าต่าง
“ลู่ซีจวี๋!” อินอวี่โหรวรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เธอมองลงไปและไม่เห็นร่างของลู่ซีจวี๋ ทำให้ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ลู่ซีจวี๋ ยังอยู่ที่นั่นมั้ย?” อินอวี่โหรวตะโกนเรียกชื่อลู่ซีจวี๋จากชั้นบน
“ชู่ว” ลมหายใจดังมาจากด้านล่าง แม้ว่าจะแผ่วเบา แต่อินอวี่โหรวก็ยังได้ยิน
จากนั้นอินอวี่โหรวก็เห็นลู่ซีจวี๋ยืนอยู่ที่ด้านล่าง
ขณะที่เธอกำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขาของเธอก็อ่อนแรงลงจนแทบจะเป็นอัมพาตเพราะความหวาดกลัว
“คุณกระโดดลงไปทำไม?” อินอวี่โหรวพยายามจะสงบสติอารมณ์
“ก็คุณบอกคุณปู่ว่าผมอยู่ในสวนผักไม่ใช่เหรอ? ผมจะไปสวนผัก” ลู่ซีจวี๋พยายามลดน้ำเสียงลงเพื่อไม่ให้ผู้เฒ่าอินสังเกตเห็น
“ฉันแค่… พูดไปเรื่อยน่ะ” คำพูดสุดท้ายของอินอวี่โหรวแผ่วเบามากจนลู่ซีจวี๋ไม่ได้ยิน
“เอาล่ะอวี่โหรว ผมต้องไปก่อน ถ้าคุณปู่หาผมไม่เจอเดี๋ยวเขาจะสงสัยเอา” ลู่ซีจวี๋โบกมือให้อินอวี่โหรวแล้วรีบวิ่งไปที่สวนผัก
เดิมทีอินอวี่โหรวยังคงหงุดหงิดที่ลู่ซีจวี๋หลอกเธอ
แต่เมื่อเห็นลู่ซีจวี๋ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เธอก็ไม่ได้รู้สึกโมโหอีกต่อไป
เธอค้นพบว่าช่วงนี้ลู่ซีจวี๋ดูเปลี่ยนไปมากจริง ๆ
จังหวะของลู่ซีจวี๋นั้นแม่นยำมาก เมื่อผู้เฒ่าอินเดินมาถึง เขาก็เห็นว่าลู่ซีจวี๋กำลังกำจัดวัชพืชอยู่ในสวน
และอินอวี่โหรวก็ไม่ได้กล่าวโทษเขาอีกต่อไป