พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 610 ชอบจนแทบจะบ้าตาย
ตอนที่ 610
ชอบจนแทบจะบ้าตาย
หลังจากนั้นไม่นานก็ถึงเวลาไปรวมงานเลี้ยงที่เมืองหนาน
อินอวี่โหรวกำลังเลือกเสื้อผ้า ขณะที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยุ่งอยู่กับการจัดแต่งทรงผม
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเดินทางไปที่เมืองหนานเป็นครั้งแรก เธอจึงตั้งตารอคอยมันมาก
ชุดเดรสเปลือยหลังชุดนี้เป็นชุดที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเลือกเอง
หลังจากจัดแต่งทรงผมและสวมเสื้อผ้าเสร็จแล้ว มู่อวี้เฉิงก็ขมวดคิ้ว “ทำไมเลือกเสื้อผ้าแบบนี้?”
“ทำไม? ไม่สวยเหรอ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหันหลังกลับมามองตัวเองในกระจกแล้วพบว่ามันค่อนข้างดูดี
ชุดเดรสช่วยขับรูปทรงของเธอให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น แผ่นหลังเปลือยสีขาวนวลก็เปล่งประกายเจิดจ้าภายใต้แสงไฟ
มู่อวี้เฉิงเดินเข้าไปกอดถงเหมี่ยวเหมี่ยวและครอบคลุมทิวทัศน์ที่สวยงาม “สวย”
“หรือว่ามันดูไม่ดี?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวทำอะไรไม่ถูก
“แต่มันเหมาะที่จะใส่ให้ผมดูที่บ้านมากกว่า อย่าใส่ออกไปข้างนอกเลย” มู่อวี้เฉิงกอดถงเหมี่ยวเหมี่ยวอย่างครอบงำ
“คุณมู่ คุณอายุเท่าไหร่แล้ว แต่ก่อนไปงานเลี้ยงไม่เห็นเข้มงวดเท่านี้เลย” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดหยอกล้อ
หลังจากทั้งสองจดทะเบียนสมรสกัน มู่อวี้เฉิงก็วางข้อจำกัดเพิ่มเติมให้เธอ
“คุณคือภรรยาผม” จิตใต้สำนึกของมู่อวี้เฉิงกำลังบอกว่าถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้
แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพยายามจะต่อรองกับเขา
“แต่สามี ฉันก็แค่อยากใส่ จะให้ทำยังไงล่ะ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหันกลับมามองมู่อวี้เฉิง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวแต่งหน้าและกรีดตาคมเฉียว
ทำให้มู่อวี้เฉิงคอยตามติดเธอ
อย่างไรก็ตามมู่อวี้เฉิงยังคงพูดอย่างหนักแน่นว่า “ไม่”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยอมลดศักดิ์ศรีลงโดยการดึงแขนเสื้อของมู่อวี้เฉิงแล้วทำท่าทางออดอ้อน “สามี ชุดตัวนี้สวยมาก ฉันอยากใส่ง่ะ”
มู่อวี้เฉิงเขยิบเข้ามาใกล้ จนถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังกดดันเธออย่างมาก
เธอสับสนเล็กน้อยและพยายามตีตัวออกห่าง
แต่ทันทีที่เธอเคลื่อนไหว มู่อวี้เฉิงก็ดึงเธอกลับมา
“ถ้าจะทำแบบนี้ ผมว่าคืนนี้ก็ไม่ต้องไปงานเลี้ยงหรอก คิดว่าไงล่ะ? ภรรยา?” มู่อวี้เฉิงแสยะยิ้มขณะจ้องมอง ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
เจ้าปีศาจน้อยตัวนี้ถูกเทวดาส่งลงมาให้ทำลายล้างเขาสินะ
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีทางทำอะไรเขาได้เลย
“แต่ฉันชอบมันจริง ๆ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวชอบชุดเดรสตัวนี้มากและพยายามดิ้นรนเพื่อให้ได้ใส่มัน
ในที่สุดมู่อวี้เฉิงก็ยอมประนีประนอม
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงเอาผ้าพันคอสีเดียวกับชุดเดรสของเธอมาคลุมตัวไว้
ผ้าพันคอค่อนข้างบางและมีลวดลายผีเสื้อสวยงามปรากฏอยู่บนผ้าพันคอ
การผสมผสานนี้ไม่ได้ทำให้ชุดเดรสสูญเสียความโดดเด่นไป แต่ยังทำให้มันมีเอกลักษณ์มากขึ้นอีกด้วย
จนเขาอดไม่ได้ที่อยากจะฉีกสิ่งที่ปกคลุมร่างกายของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวออกเป็นชิ้น ๆ
สิ่งนี้ดูล่อตาล่อใจนัก
มู่อวี้เฉิงกัดฟันแน่น
“ถงเหมี่ยวเหมี่ยว คุณจงใจใช่มั้ย?” เธอจงใจล่อลวงเขา ทำให้เขายับยั้งความปรารถนาของตัวเองไม่ได้
“มู่อวี้เฉิง ทำไมวันนี้คุณเอาแต่พูดเรื่องไม่เรื่องล่ะ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจัดผ้าพันคอให้เป็นระเบียบ แต่เมื่อหันหน้ากลับไป เธอก็พบว่าดวงตาของมู่อวี้เฉิงดูแดงก่ำเล็กน้อย
เหมือนกับว่าเขากำลังโกรธ
แต่เธอจำได้ว่าเธอไม่ได้ทำอะไรให้เขาโมโหเลย และเธอก็เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วย
“ช่างเถอะ เสร็จแล้วก็ไปกันเถอะ” มู่อวี้เฉิงสูดลมหายใจเข้าลึก
เขาสัญญากับถงเหมี่ยวเหมี่ยวไว้แล้ว ไม่สามารถกลับคำพูดได้
ตราบใดที่เขาคอยจับตาดูเธอในงานเลี้ยงอย่างใกล้ชิด ก็จะไม่มีใครมาสร้างปัญหา
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นและเห็นว่าสีหน้าของมู่อวี้เฉิงไม่ค่อยดีนัก
เธอจึงรู้สึกสับสนเล็กน้อย “เป็นอะไรไป? แปลกจัง”
“ไม่มีอะไร” มู่อวี้เฉิงหันหน้าหนีด้วยความลำบากใจ
เขาจะบอกถงเหมี่ยวเหมี่ยวได้อย่างไรว่าเขาคิดเล็กคิดน้อยและหวงเธอแทบบ้า?
…
ณ ตระกูลอิน
ลู่ซีจวี๋ขับรถยนต์ไปรับอินอวี่โหรวเป็นการส่วนตัว
อินอวี่โหรวสวมชุดแซกสีขาวนวลที่ช่วยขับผิวของเธอให้ดูขาวผ่องยิ่งขึ้น
เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงสลัวภายใต้ความมืดมิด เธอดูสวยกว่าคนจริง ๆ ด้วยซ้ำ
ดวงตาของลู่ซีจวี๋เปล่งประกายไปด้วยความประหลาดใจ
“ขอโทษที่ปล่อยให้คุณรอนาน ช่างแต่งหน้าทำบางอย่างเพิ่มเติมเลยช้ากว่าเดิมน่ะ” อินอวี่โหรวพูดขอโทษลู่ซีจวี๋ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูหลังและเข้าไปนั่งลง
ทว่าเธอกลับถูกลู่ซีจวี๋หยุดเอาไว้
เขาพูดว่า “คืนนี้คุณเป็นคู่ควงของผม เกิดมีคนเห็นว่าคุณนั่งอยู่เบาะหลัง พวกเขาจะตกใจมั้ย”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น อินอวี่โหรวก็คิดว่าคำพูดของลู่ซีจวี๋ค่อนข้างสมเหตุสมผล
เนื่องจากเธอตกลงจะเป็นคู่ควงของเขาแล้ว เธอก็ควรจะทำอะไรให้สมกับฐานะของเขา
อินอวี่โหรวจึงเปิดประตูรถยนต์และเข้าไปนั่งข้างคนขับ
ขณะที่เขากำลังขับรถออกไป เขาก็เห็นผู้เฒ่าอินเดินพยุงไม้เท้าออกมา
ลู่ซีจวี๋จึงดับเครื่องและรอให้ผู้เฒ่าอินเดินมาหา
“เธอก็ไปงานเลี้ยงของตระกูลฉินเหรอ?” ผู้เฒ่าอินถาม
“ครับคุณปู่” ลู่ซีจวี๋ตอบรับ
“อืม ก็ดี ดูแลอวี่โหรวด้วยล่ะ เธอไม่คุ้นกับคนที่นั่นเท่าไหร่ เพราะงั้นจับตาดูเธอให้ดีนะ” ผู้เฒ่าอินพูดเตือนอย่างเป็นกังวล
“เข้าใจแล้วครับคุณปู่” ลู่ซีจวี๋ตอบรับ
แม้ว่าผู้เฒ่าอินจะไม่พูดอะไร แต่เขาก็จะดูแล อินอวี่โหรวอย่างดี
เพราะอินอวี่โหรวคือคนสำคัญของเขา
เขาจะไม่มีวันปล่อยให้อินอวี่โหรวมีปัญหาหรือประสบอุบัติเหตุใด ๆ
เมื่อได้ยินทั้งสองพูดคุยกัน อินอวี่โหรวก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดง “คุณปู่ หนูไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ หนูดูแลตัวเองได้”
“ตามลู่ซีจวี๋ไป อย่าวิ่งไปไหนต่อไหนล่ะ” ผู้เฒ่าอินยังคงเป็นกังวล
หลังจากเลือกมานาน เขาค้นพบว่าลู่ซีจวี๋เป็นคนที่เขาเชื่อมั่นมากที่สุด
อย่างน้อยก็ตัดสินใจจากการกระทำของลู่ซีจวี๋ที่มีต่ออินอวี่โหรว
ลู่ซีจวี๋ไม่เคยทำอะไรที่เป็นอันตรายต่ออินอวี่โหรว
“ค่ะ รู้แล้ว” อินอวี่โหรวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตอบรับให้คำมั่นสัญญากับผู้เฒ่าอิน
“ไปกันเถอะ มันมืดแล้ว เดี๋ยวจะไปไม่ทัน” เมืองหนานอยู่ห่างจากเมืองเป่ยสามถึงสี่ชั่วโมง
หนทางยังอีกยาวไกล
“แล้วเจอกันครับคุณปู่” ลู่ซีจวี๋บอกลาผู้เฒ่าอินแล้วขับรถยนต์ออกไป
ผู้เฒ่าอินเฝ้าดูอินอวี่โหรวจากไป
รถยนต์แล่นไปบนท้องถนนอย่างเชื่องช้า
อินอวี่โหรวหวาดกลัวการขับรถเร็ว ดังนั้นลู่ซีจวี๋จึงพยายามขับช้า ๆ เพื่อให้เธอรู้สึกสบายใจ
“หิวมั้ย? กินอะไรมาหรือยัง?” ลู่ซีจวี๋คุยกับอินอวี่โหรว
“นิดหน่อย” อินอวี่โหรวมัวแต่กังวลกับการแต่งหน้าจึงไม่ได้กินอะไรมา
ตอนนี้ท้องของเธอว่างเปล่าเล็กน้อย แต่มันไม่สำคัญเพราะว่าเธอยังทนไหว
“ผมซื้อเค้กเล็ก ๆ มาด้วย ถ้าหิวก็กินมันนะ” ลู่ซีจวี๋เปิดช่องรถยนต์และหยิบเค้กที่ถูกบรรจุอยู่ในกล่องอย่างสวยงามออกมา
เค้กมีขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้นและมีกลิ่นหอมเย้ายวน
อินอวี่โหรวอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย แต่ไม่ได้เอื้อมมือออกไปรับมัน
เธอกังวลเกี่ยวกับเครื่องสำอางบนใบหน้าจึงไม่กล้าขยับเขยื้อน
“รีบกินสิ ไม่เป็นไรหรอก ค่อยแต่งหน้าใหม่” ลู่ซีจวี๋ทนเห็นอินอวี่โหรวหิวไม่ไหว
“งั้นฉันจะกินนิดเดียวนะ” อินอวี่โหรวหยิบมันขึ้นมาด้วยสองนิ้วและพูดขึ้น
อินอวี่โหรวกัดกินมันอย่างระมัดระวังและพยายามไม่ให้เปื้อนลิปสติก
คนที่บอกว่าจะกินนิดเดียวกลับกินเค้กจนหมดเกลี้ยง
ลู่ซีจวี๋มองดูเธอเลียนิ้วด้วยท่าทางน่ารักแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
ชอบจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว