พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 689 ป้องกัน
ตอนที่ 689
ป้องกัน
เฉินจิ่วจิ่วอาศัยอยู่ในบ้านเก่าและรู้สึกได้ว่าคนรับใช้ในบ้านเก่าให้ความเคารพเธออย่างมาก
พวกเขาปฏิบัติต่อเธอราวกับคุณลูกสะใภ้อย่างที่เธออยากจะเป็น
ลิ่นอวี๋เหยียนคอยตามดูแลเธอทุกวัน
วันนี้เธอจงใจเอาข่าวซุบซิบให้ลิ่นอวี๋เหยียนดู แต่ ลิ่นอวี๋เหยียนกลับไม่ได้พูดอะไรและดูแลเธอมากขึ้นกว่าเดิม
นี่มันเป็นการพิสูจน์ว่าลิ่นอวี๋เหยียนยอมรับในตัวเธอแล้วไม่ใช่เหรอ
เฉินจิ่วจิ่วได้ใจมากขึ้นจนเริ่มหลงระเริง ปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมา เธอไม่ได้วางตัวเป็นหญิงสาวที่ว่านอนสอนง่ายเหมือนกับตอนที่ย้ายเข้ามาอีกต่อไปและเริ่มจิกใช้คนรับใช้ในบ้านตระกูลมู่
เธอใช้ประโยชน์จากความเมตตาของลิ่นอวี๋เหยียนที่มีต่อเธอ
ระบายความโกรธด้วยการใช้เงินของตระกูลมู่อย่างฟุ่มเฟือย
ทุกครั้งที่คนรับใช้พร่ำบ่น ลิ่นอวี๋เหยียนก็จะคอยปกป้องเสมอ
แน่นอนว่าลิ่นอวี๋เหยียนต้องยืนหยัดเข้าไว้
หากไม่ปรนเปรอเฉินจิ่วจิ่ว ความพยายามทั้งหมดของลูกชายเธอก็จะสูญเปล่า
ลิ่นอวี๋เหยียนอดทนอยู่นาน
คอยระงับความโกรธเคืองในใจ
เฉินจิ่วจิ่วคิดว่าตระกูลมู่ของพวกเขาเป็นสถานที่วิ่งเล่นจริง ๆ หรือไง?
เธอต้องหาเวลาสั่งสอนบทเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับ เฉินจิ่วจิ่ว
ไม่ให้อีกฝ่ายทำตัวประมาทเลินเล่ออีก
ทว่านี่ไม่ใช่ปัญหาที่ลิ่นอวี๋เหยียนกังวลมากที่สุด
สิ่งที่เธอกังวลมากที่สุดคือถงเหมี่ยวเหมี่ยว
ไม่รู้ว่าหลังจากถงเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นข่าวเหลวไหลนี้แล้วจะคิดอย่างไรบ้าง
โชคดีที่ตอนนี้เสี่ยวเป่าย้ายไปอยู่โรงเรียนประจำ
ไม่อย่างนั้นเธอจะอธิบายเรื่องนี้ให้หลานตัวน้อยอย่างเสี่ยวเป่าฟังได้อย่างไร
มู่อวี้เฉิงบอกว่าสุดท้ายถงเหมี่ยวเหมี่ยวจะต้องให้อภัยเขา
แต่ลิ่นอวี๋เหยียนรู้ว่าคนอย่างถงเหมี่ยวเหมี่ยวน่าจะสับสนอยู่มาก
หากสุดท้ายมู่อวี้เฉิงไม่สามารถพาภรรยากลับมาได้จะเกิดอะไรขึ้น?
ลิ่นอวี๋เหยียนรู้สึกกังวลอย่างมาก
เธอจึงตัดสินใจเรียกมู่อวี้เฉิงมาถามที่บ้านเก่าในตอนเย็น
หลังจากนั้นไม่นานก็ถึงเวลาเลิกงาน ลิ่นอวี๋เหยียนโทรศัพท์ไปหามู่อวี้เฉิง
และเรียกเขามาที่นี่
โดยบอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องการจะคุยด้วย
มู่อวี้เฉิงไม่รอช้า รีบขับรถยนต์ไปที่บ้านเก่าทันที
ตอนนี้มู่อวี้เฉิงกังวลเกี่ยวกับเฉินจิ่วจิ่วมาก หวาดกลัวว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก
ทันทีที่เขามาถึงบ้านเก่า เฉินจิ่วจิ่วก็เข้ามาทักทาย
“พี่อวี้เฉิง กลับมาแล้วเหรอ? เลิกงานดึกทุกวันเลยคงจะเหนื่อยแย่” เฉินจิ่วจิ่วพูดและเข้าไปช่วยถอดเสื้อสูทของมู่อวี้เฉิงออก
มู่อวี้เฉิงก้าวถอยหลังอย่างใจเย็น ป้องกันไม่ให้เฉินจิ่วจิ่วแตะต้องเขา
รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าของเขามีไว้สำหรับ เฉินจิ่วจิ่วเท่านั้น “เรื่องแค่นี้ ปล่อยให้คนรับใช้ทำเถอะ เธอไปพักผ่อนได้แล้ว”
“พี่อวี้เฉิง คนรับใช้จะดูแลพี่ได้ดีแค่ไหนกันเชียว ให้ฉันช่วยเถอะ” เฉินจิ่วจิ่วพูดขณะเขยิบเข้าไปใกล้
“อวี้เฉิง รีบขึ้นมาที่ห้องทำงานเร็ว ๆ แม่มีเรื่องจะคุยด้วย” ลิ่นอวี๋เหยียนเข้ามาช่วยเหลือเขาได้ทันเวลา
มู่อวี้เฉิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขากลัวว่าถ้ามากกว่านี้ เขาจะเผลอหักมือของ เฉินจิ่วจิ่วจริง ๆ
“เดี๋ยวพี่ไปคุยกับแม่ก่อน แล้วจะกลับมาหาเธอทีหลัง” มู่อวี้เฉิงพูดแล้วเดินออกไป
เฉินจิ่วจิ่วรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
แต่เธอกลับไม่ได้สงสัยอะไรเลย
ภายในห้องทำงาน
หลังจากแน่ใจว่าปิดประตูสนิทแล้ว ลิ่นอวี๋เหยียนก็พูดขึ้นว่า “อวี้เฉิง แม่ว่าทำแบบนี้ต่อไม่ไหวหรอก ลูกอยากจะหย่ากับเหมี่ยวเหมี่ยวจริง ๆ หรือไง? เหมี่ยวเหมี่ยวเห็นข่าวพวกนั้นแล้วจะยอมรับได้เหรอ?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเป็นลูกสะใภ้เพียงคนเดียวที่เธอพึงพอใจ
นอกจากนี้เธอยังเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดของเสี่ยวเป่าด้วย
ไม่ว่าบริษัทจะเป็นอย่างไร ลิ่นอวี๋เหยียนก็ไม่อยากให้มู่อวี้เฉิงเสียสละการแต่งงานเพื่อช่วยเหลือบริษัท
“แม่ ผมเล่าเรื่องนี้ให้เหมี่ยวเหมี่ยวฟังแล้ว” เดิมทีมู่อวี้เฉิงคิดจะดำเนินตามแผนการโดยไม่บอกถงเหมี่ยวเหมี่ยว
แต่เมื่อเขาเห็นถงเหมี่ยวเหมี่ยวอยู่กับผู้ชายอื่น เขาก็ควบคุมตัวเองไม่ได้
พูดตามตรงว่าเขาตื่นตระหนกมากจริง ๆ
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาบอกความจริงกับ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวภายใต้สถานการณ์บีบบังคับ
“ลูกบอกเรื่องทุกอย่างกับเหมี่ยวเหมี่ยวแล้วเหรอ?” ลิ่นอวี๋เหยียนเบิกตากว้าง
ไม่ใช่ว่าไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับถงเหมี่ยวเหมี่ยวได้
แต่เรื่องนี้ค่อนข้างหน้าสิวหน้าขวานเกินไปจริง ๆ
“ไม่ได้บอกทั้งหมดหรอก ผมบอกแค่ว่าผมมีเหตุผล เหมี่ยวเหมี่ยวก็บอกว่าเธอเชื่อใจผม ตอนนี้เธอย้ายออกไปแล้ว” ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกหรอกว่าตลอดเวลาที่มีคนรอเขากลับบ้าน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วมันรู้สึกว่างเปล่ามากแค่ไหน
เมื่อครั้งหนึ่งเคยได้รับความอบอุ่น ใครกันเล่าจะอยากเผชิญหน้ากับความเหน็บหนาว
แต่ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับบริษัท เขาก็ต้องอดทนกับความเจ็บปวดนี้
“เหมี่ยวเหมี่ยวเป็นคนมีเหตุผลก็จริง แต่เธอทนทุกข์ทรมานเพราะพวกเรามามาก รีบแก้ไขเรื่องนี้เร็ว ๆ ล่ะ แม่ไม่อยากเห็นผู้หญิงคนนี้มาสร้างปัญหาในบ้านเราอีกแล้ว” เมื่อพูดถึง เฉินจิ่วจิ่ว ดวงตาของลิ่นอวี๋เหยียนก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
พอถือหางเธอหน่อย
เธอก็หลงระเริงทันที
คิดว่าตัวเองแสดงละครเป็นคนเดียวหรือไง
อย่าริอาจมาดูถูกตระกูลมู่ของพวกเขาเชียว
“แม่ อดทนอีกนิดนะครับ อย่าทำให้เธอเอะใจอะไร ยิ่งเธอวางใจและมั่นใจมากเท่าไหร่ พวกเราก็ยิ่งมีโอกาสรับมือกับพวกเธอได้ง่ายขึ้น” มู่อวี้เฉิงก็รู้สึกสุดทนกับเฉินจิ่วจิ่วมากเช่นกัน
เพราะเธอ ทำให้มู่อวี้เฉิงไม่ได้เจอหน้าถงเหมี่ยวเหมี่ยว
เขาสามารถเจอเธอได้แค่ตอนกลางคืนเท่านั้น
เขาอยากจะแก้ไขปัญหานี้โดยด่วนที่สุด
แต่ตอนนี้ความคืบหน้าของสิ่งต่าง ๆ ยังคงเชื่องช้าเกินไป
“แกคิดว่าแม่เป็นคนยังไง? ในเมื่อแกยืนกรานแบบนี้ แม่จะถอยหลังได้ยังไง? แม่รู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ต้องให้แกมาบอกแม่หรอก” ลิ่นอวี๋เหยียนตวาดเบา ๆ
“แม่ พวกเราคุยกันนานมากไม่ได้นะครับ ไม่งั้นเธอจะจะแจ้งข่าวให้คนฝั่งนู้นรู้” มู่อวี้เฉิงพูดเสียงทุ้ม
ลิ่นอวี๋เหยียนสูดลมหายใจเบา ๆ
ลิ่นอวี๋เหยียนรู้สึกเศร้าใจมากที่การพูดคุยกับลูกชายในบ้านตัวเองเปรียบเสมือนการปล่อยหัวขโมยให้เข้ามา
ลิ่นอวี๋เหยียนโบกมือไล่อย่างไม่สบอารมณ์ “เอาล่ะ ๆ ออกไปซะ ขอแค่ง้อเหมี่ยวเหมี่ยวได้ก็พอ”
“ว่าแต่แม่ เฉินจิ่วจิ่วคงไม่เคยขึ้นมาที่ห้องนี้หรอกใช่มั้ย?” มู่อวี้เฉิงขมวดคิ้ว
แม้แต่ในบ้านของเขาเองก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
ไม่ว่าเฉินจิ่วจิ่วจะอยู่ที่ไหน เขาก็รู้สึกได้ว่าจะต้องมีเครื่องดักฟังอยู่ ดังนั้นจึงต้องป้องกัน
“ไม่หรอก แม่เป็นคนเดียวที่มีกุญแจห้องทำงาน แม่ล็อคประตูห้องทุกครั้งที่กลับออกไป ถึงเฉินจิ่วจิ่วจะมีความสามารถแต่ก็เข้ามาที่นี่ไม่ได้หรอก” เหลวไหล พวกเขาจะเดินเข้าเดินออกห้องทำงานของตระกูลมู่ได้อย่างไร?
“งั้นก็ดี แม่ทีหลังจะพูดอะไรระวังด้วยครับ และอย่าพูดถึงเรื่องนี้อีก” สิ่งที่ควรระมัดระวังก็ต้องระมัดระวังกันต่อไป
เฉินจิ่วจิ่วไม่ใช่คนดี
“รู้แล้วน่ารู้แล้ว” เฉินจิ่วจิ่วรีบไล่มู่อวี้เฉิงออกไป
จากนั้นเขาก็เดินตามเขาออกไปและล็อคประตูห้อง
ขณะเดียวกัน เฉินจิ่วจิ่วก็เดินเข้ามาปรากฏตัว
เฉินจิ่วจิ่วรีบยิ้มแย้มทันทีเมื่อเห็นหน้าทั้งสอง “พี่อวี้เฉิง คุณป้า ทำไมคุยกันนานจังคะ? หนูแค่จะมาตามไปกินข้าวน่ะค่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่พูดถึงเรื่องที่บริษัทน่ะ พ่อเขาไม่อยู่ ป้าก็เลยเรียกเขามาถามแทน” ลิ่นอวี๋เหยียนพูดแล้วยิ้มตอบ
จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปจับแขนเฉินจิ่วจิ่ว “จิ่วจิ่ว ไปกินข้าวกันเถอะ ข้าวบ้านเราอร่อยใช่มั้ยจ๊ะ? ป้าเริ่มรู้สึกว่าจิ่วจิ่วมีน้ำมีนวลขึ้นนิดหน่อย แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ผู้หญิงอวบ ๆ มีเนื้อมีหนังหน่อยสิถึงจะน่ารัก”