พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 690 กลายเป็นคนที่สูงส่ง
ตอนที่ 690
กลายเป็นคนที่สูงส่ง
“จริงเหรอคะ? อาหารที่นี่อร่อยมาก ไม่รู้ว่าพี่อวี้เฉิงชอบแบบอวบ ๆ กว่านี้หรือผอม ๆ กว่านี้หน่อยกันนะ” เฉินจิ่วจิ่วยกมือขึ้นมาสัมผัสแก้มตัวเองแล้วพูดถามแฝงความหมาย
เธอรู้สึกว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของเธอกับมู่อวี้เฉิงได้รับการยอมรับแล้ว
มันเกือบจะสำเร็จแล้ว
แต่ว่าเฉินจิ่วจิ่วก็ไม่สนใจ
เพราะสถานภาพปัจจุบันของเธอในตระกูลก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสถานะคุณลูกสะใภ้สักเท่าไหร่
เที่ยวเล่นให้นานกว่านี้หน่อยก็คงไม่เป็นอะไร
ทว่าตอนนี้ไฟใกล้จะร้อนระอุแล้ว และก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องดำเนินการ
“จิ่วจิ่วเป็นอย่างนี้ก็ดีมากแล้ว” มู่อวี้เฉิงพยายามพูดอย่างอ่อนโยนเพื่อรับบทบาทเป็นพี่ชายที่ดี
แต่ความคลุมเครือกลับทำให้อีกฝ่ายคิดฟุ้งซ่านไปไกล
ดังนั้นเฉินจิ่วจิ่วจึงหลงระเริงไปกับคำพูดดังกล่าวและหน้าแดงแปร๊ด
ลิ่นอวี๋เหยียนมองดูท่าทางดัดจริตของเฉินจิ่วจิ่วแล้วเกือบจะอาเจียนออกมา
เธอเอาแต่บอกตัวเองให้อดกลั้นเอาไว้
จนกระทั่งมาถึงโต๊ะอาหาร ลิ่นอวี๋เหยียนกับมู่อวี้เฉิงก็คอยตักอาหารให้เฉินจิ่วจิ่ว
พวกเขาปรนเปรอและปฏิบัติต่อเฉินจิ่วจิ่วราวกับเจ้าหญิงตัวน้อย
คนรับใช้ในบ้านส่วนใหญ่ต่างพากันสาปแช่งเฉินจิ่วจิ่วเงียบ ๆ
แต่ในเมื่อลิ่นอวี๋เหยียนเอ็นดูเฉินจิ่วจิ่ว แล้วพวกเขาจะทำอะไรได้อีก? ทำได้แค่อดทนเท่านั้น
สำหรับพฤติกรรมของเฉินจิ่วจิ่ว คนรับใช้ทั้งหลายพยายามจะพูดบอก แต่มันกลับไร้ประโยชน์เพราะลิ่นอวี๋เหยียนไม่ได้จริงจังกับคำพูดของพวกเขาเลย
คนรับใช้โมโหมากแต่ไม่กล้าพูดออกไป ทำได้เพียงคอยรับใช้อย่างซื่อสัตย์และไม่ทำให้เฉินจิ่วจิ่วโกรธ
ท้ายที่สุดพวกเขายังต้องการรักษางานนี้เอาไว้
หลังจากกินอาหารเสร็จ เฉินจิ่วจิ่วก็ออกไปรับโทรศัพท์และกลับมาบอกลิ่นอวี๋เหยียนกับมู่อวี้เฉิงว่าเธอมีนัดกับเพื่อน ก่อนจะหยิบกระเป๋าและเดินออกไป
ลิ่นอวี๋เหยียนรีบยัดการ์ดใส่มือเฉินจิ่วจิ่วในทันที
“เป็นหญิงเป็นนาง ออกไปข้างนอกก็ระวังตัวดี ๆ กินดื่มแค่พอประมาณ อยากซื้ออะไรกับเพื่อนก็ซื้อไป ถ้าไม่พอโทรมาบอกป้านะ”
ลิ่นอวี๋เหยียนพูดแล้วมองไปที่มู่อวี้เฉิง
มู่อวี้เฉิงพยักหน้าให้เธอ
เฉินจิ่วจิ่วรับการ์ดมาโดยไม่ปฏิเสธ เธอยัดมันลงไปในกระเป๋าโดยตรง “ขอบคุณค่ะคุณป้า คุณป้าใจดีกับหนูจัง”
แน่นอนว่าตอนนี้เธอตอบรับความมีน้ำใจของคนในตระกูลมู่อย่างไม่ลดละ
ดังนั้นท่าทางเก็บการ์ดใส่กระเป๋าจึงเป็นธรรมชาติมาก
“เด็กโง่ แม่หนูกับป้าสนิทกันมาตั้งแต่เรายังเด็ก คิดซะว่าที่นี่เป็นบ้านของหนูเองเถอะนะ ไม่ต้องเกรงใจอะไรป้าหรอก” อันที่จริงตอนนี้ลิ่นอวี๋เหยียนหลงลืมเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวเธอไปจนหมดแล้ว
หากมู่อวี้เฉิงไม่โทรศัพท์มาบอกให้เธอช่วยดูแลเฉินจิ่วจิ่ว เธอก็คงจะไม่สนใจญาติที่ห่างหายกันไปนานแบบนี้
“ขอบคุณค่ะคุณป้า หนูขอตัวก่อนนะคะ ไม่อยากให้เพื่อนรอนาน” เฉินจิ่วจิ่วพูดและวิ่งเหยาะ ๆ ออกไป
แต่ก่อนจะจากไป เธอกลับไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีเงาดำเงาหนึ่งติดตามหลังเธอไปด้วย
มู่อวี้เฉิงมองดูแผ่นหลังของเธอด้วยสายตามืดมน
คิดว่าตอนนี้น่าจะใกล้ถึงเวลาแล้ว
เขาใช้พลังงานและเสียเวลาไปมากกับเรื่องนี้
เขาไม่อยากรีรอชักช้าอีกต่อไป
เชื่อว่าหลังจากนี้ไม่นานคนที่รออยู่จะรู้ว่าไม่มีอะไรผิดปกติที่นี่และสั่งการให้เฉินจิ่วจิ่วดำเนินการ
เขากำลังรอคอยวันนี้อยู่
…
มันยังคงเป็นห้องเดิมเหมือนแต่ก่อน เฉินจิ่วจิ่วเดินขึ้นไปยังห้องส่วนตัวด้านบนอย่างชำนาญทาง และรายงานสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ลุงหวางฟังอย่างใจเย็น
“เธอบอกว่าเมื่อกี้นี้แม่ลูกคู่นั้นเข้าไปคุยกันในห้องทำงาน ไม่ยอมคุยต่อหน้าเธอเหรอ?” ดวงตาของลุงหวางเต็มไปด้วยความสงสัย
เขามักจะสงสัยเรื่องราวต่าง ๆ อยู่เสมอ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะพูดถามแบบนี้
เฉินจิ่วจิ่วอธิบายว่า “ลุงหวาง แต่ตอนนี้สถานะของฉันในบ้านตระกูลมู่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วนะ ไม่ต้องสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอก อีกอย่างพวกตระกูลมู่ไม่ใช่คนโง่สักหน่อย พวกเขาพูดให้ฉันฟังทุกเรื่องไม่ได้หรอกจริงมั้ย? บางทีพวกเขาอาจจะเข้าไปคุยเรื่องการหย่ากับถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ได้ปะ? ให้มาคุยต่อหน้าฉันมันก็ไม่ใช่เรื่องมั้ย?”
“เธอแน่ใจนะว่ามู่อวี้เฉิงกำลังวางแผนจะหย่ากับ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจริง ๆ?” ลุงหวางยังคงไม่เชื่อ
เมื่อหวนนึกถึงตอนที่มู่อวี้เฉิงไล่ตามภรรยาของเขา ตอนนั้นมันวุ่นวายมาก แต่ตอนนี้กลับมาหย่ากันอย่างง่ายดาย
“ลุงหวาง ผู้ชายก็ใจร้ายแบบนี้แหละ พอเจอผู้หญิงที่เด็กกว่าสวยกว่า มีทางเลือกที่ดีกว่า แล้วจะกลับไปเลือกอะไรแย่ ๆ ทำไม? มันไม่พิลึกไปหน่อยเหรอ?” เฉินจิ่วจิ่วไม่ได้คิดจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
“งั้นบอกฉันหน่อยสิว่าทำไมมันถึงเลือกเธอแทนที่จะเป็นภรรยาที่อุตส่าห์ดั้นด้นไขว่คว้ามา?” ลุงหวางกอดอก อยากรู้ว่าอย่างเฉินจิ่วจิ่วจะทำอะไรได้
“วันก่อนเราไปร่วมงานประมูลกัน ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอยากได้ภาพภาพหนึ่งมาก ตอนแรกมู่อวี้เฉิงก็ลังเลแหละ แต่สุดท้ายเขาก็ประมูลภาพนั้นมาให้ฉัน ลุงหวาง แค่นี้ก็อธิบายทุกอย่างได้แล้วไม่ใช่เหรอ?” เฉินจิ่วจิ่วเล่าเรื่องนี้อย่างภาคภูมิใจ
“จำไว้ว่าอย่าทำอะไรผิดพลาดล่ะ เข้าใจมั้ย?” ลุงหวางจ้องมองด้วยสายตาตักเตือน
“ลุงหวาง ฉันจะจัดการเรื่องของลุงส่งเดชได้ยังไง? ฉันจะจัดการให้เรียบร้อยแน่นอน” เฉินจิ่วจิ่วตบหน้าอกอย่างภาคภูมิใจ
เมื่ออยู่บ้านตระกูลมู่ เธอได้ฟื้นฟูความมั่นใจที่หายไปนานกลับคืนมาอีกครั้ง
เธอรู้สึกว่าเธอไม่ใช่โคลนตม และเธอสามารถกลายเป็นคนที่สูงส่งได้
แม้ว่าเธอจะทำอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีคนชอบเธออยู่ดีไม่ใช่เหรอ?
ยิ่งไปกว่านั้นคนคนนั้นยังเป็นผู้ชายที่เก่งกาจอย่าง มู่อวี้เฉิง
“เฉินจิ่วจิ่ว อย่าลืมจุดประสงค์หลักของเรา ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอพูด เรามาทำให้มันเป็นจริงกันเถอะ ฉันอยากเห็นผลลัพธ์ที่ต้องการภายในหนึ่งสัปดาห์” ลุงหวางถอนหายใจเบา ๆ และยื่นคำขาด
“ทะ ทำไมเร็วจัง?” เฉินจิ่วจิ่วงุนงง
เธอยังเสพความรุ่งโรจน์ ความมั่งคั่งและความรักที่ตระกูลมู่มอบให้ไม่เพียงพอเลย
หากมู่อวี้เฉิงกับลิ่นอวี๋เหยียนรู้ว่าเธอทำอะไรลงไป พวกเขาจะไม่ยอมให้เธอเข้าร่วมตระกูลมู่อย่างแน่นอน
“เฉินจิ่วจิ่ว อย่าลืมว่าใครนำผลประโยชน์มาให้เธอ อย่าไขว้เขว เพราะถ้าเธอมีแผนการอื่น ฉันจะแฉเรื่องต่ำทรามของเธอทั้งหมด” ลุงหวางมีจุดอ่อนของเฉินจิ่วจิ่วอยู่ในกำมือ
เขาไม่กลัวเลยว่าเฉินจิ่วจิ่วจะมีความคิดอื่น
“ค่ะลุงหวาง หลังจากเรื่องนี้จบแล้วช่วยปล่อยฉันไปได้มั้ยคะ?” เฉินจิ่วจิ่วกัดฟันแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“เรื่องนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของฉัน เธอไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องอะไรกับฉัน” ลุงหวางมองดูเฉินจิ่วจิ่วอย่างดูถูกเหยียดหยาม
“แต่ลุงหวาง ลุงสัญญากับฉันไว้แล้ว” เฉินจิ่วจิ่วนึกไม่ถึงว่าลุงหวางจะกลับคำพูด
“ฉันบอกว่าขอคิดดูก่อน น้ำหน้าอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรมาต่อรองฉัน? ถ้าทำงานนี้สำเร็จ เธอก็จะได้อยู่ในโลกที่ปราศจากคำดูถูกนานขึ้นกว่านี้อีกหน่อย แต่ถ้าล้มเหลว เธอก็จะไม่ได้สิ่งที่เธอต้องการอีกต่อไป” ลุงหวางพูดด้วยน้ำเสียงเชื่องช้าแต่กลับไร้ซึ่งความสุภาพ
จุดอ่อนของเฉินจิ่วจิ่วอยู่ในกำมือเขา และไม่มีทางที่เธอจะต่อต้านลุงหวางได้
เธอทำได้เพียงแสร้งทำเป็นเชื่อฟังและเห็นด้วย แต่ในใจกลับด่าทอลุงหวางอย่างเอาเป็นเอาตาย