พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 712 บ้าคลั่ง
ตอนที่ 712
บ้าคลั่ง
หลังจากปิดประตูลง มู่อวี้เฉิงก็เลิกแสดงสีหน้าอ่อนโยนที่มีไว้สำหรับถงเหมี่ยวเหมี่ยวคนเดียวเท่านั้น และเดินลงไปนั่งเอนกายบนโซฟาอย่างเกียจคร้าน “บอกฉันมาว่าแกมาที่นี่ทำไม?”
ฉินคั่วชะงักครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อวี้เฉิง แกพูดอะไรไม่ใจ ๆ กับเพื่อนเลย ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันอยากกินอาหารฝีมือพี่สะใภ้?”
“ว่างมากเหรอ?” มู่อวี้เฉิงไม่เชื่อคำโกหกของฉินคั่วแม้แต่น้อย
ฉินคั่วส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้แล้วปริปากพูดว่า “ฉันซ่อนอะไรจากแกไม่ได้เลยจริง ๆ ฉันมาหาเพราะมีเรื่องต้องทำ ปู่อยากได้ที่ดินผืนนึงในเมืองเป่ยมาก เขาบอกให้ฉันมาตรวจสอบเอง แต่ฉันคิดว่าแกน่าจะรู้เยอะสุดในเมืองเป่ยแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่งั้นฉันคงไม่ถ่อมาที่นี่หรอก”
ในเมื่อเขามีเรื่องให้จัดการ เขาก็จะเลือกหนทางที่สะดวกสบายมากที่สุด
นอกจากนี้ถ้ามีเส้นสายแล้วไม่ใช้ก็จะดูโง่เปล่า ๆ
“ผืนไหน?” ไม่มีเหตุผลที่มู่อวี้เฉิงจะไม่ช่วย
แม้ว่าปกติเขาจะชอบคุยกับฉินคั่วด้วยน้ำเสียงประชดประชันราวกับไม่ชอบขี้หน้าฉินคั่ว
แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฉินคั่วนั้นสนิทสนมกันมากแค่ไหน
หากเขาดูถูกดูแคลนฉินคั่วจริง ๆ ฉินคั่วก็คงจะไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ในตอนนี้หรอก หรือไม่ได้แม้แต่เหยียบเข้ามาในบ้านของเขาด้วยซ้ำ
“อันนี้ แกมีความคิดว่าไง?” ฉินคั่วยื่นมือออกมาแล้วกางข้อมูลบางอย่างให้มู่อวี้เฉิงดู
หลังจากมองดูอยู่นาน มู่อวี้เฉิงก็ไม่ได้พูดอะไร
ที่ดินที่ฉินคั่วเลือกนั้นไม่ใช่สถานที่ที่ดีสักเท่าไหร่ สถานที่ที่เหมาะแก่การพัฒนาในเมืองเป่ยส่วนใหญ่ล้วนถูกกว้านซื้อไปแล้ว
แม้ว่ามันจะอยู่ห่างไกลออกไป แต่ก็มีข้อดีหลายอย่างมากเช่นกัน
ทรัพยากรดั้งเดิมที่มีอยู่ล้วนเป็นสิ่งแวดล้อมดั้งเดิม เหมาะกับการทำรีสอร์ท
การวางแผนภายในก็ดีมากเช่นกัน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแนวคิดการบริโภคและคุณภาพชีวิตของผู้คนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างมาก
หากทำสำเร็จก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีใครมา
“ก็พอจะทำได้” มู่อวี้เฉิงพยักหน้าหลังจากอ่านรายละเอียด
เขาไม่เคยปฏิบัติต่อเพื่อนแบบส่งเดช
“ถ้าคุณมู่พูดแบบนี้ ฉันก็ค่อยโล่งใจหน่อย” ฉินคั่วกลับมาวางทางไม่ใส่ใจอะไรตามปกติ
เขาไม่คุ้นเคยกับเมืองเป่ย หากพูดกันตามตรง เขาค่อนข้างรู้สึกกังวลเมื่อได้รับแผนการนี้
ฉินคั่วเพิ่งกลับออกมาจากกองทัพและไม่เคยลงมือทำเรื่องแบบนี้มาก่อน
ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นโครงการแรกของเขา
คราวเมื่อนั่งคิดอยู่บ้าน ยิ่งเขาคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจมากเท่านั้น ฉินคั่วไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องวิ่งมาหามู่อวี้เฉิง
ไม่มีโครงการไหนที่มู่อวี้เฉิงทำไม่สำเร็จ
ตอนนี้หลังจากได้ยินคำยืนยันของมู่อวี้เฉิง ฉินคั่วก็รู้สึกโล่งขึ้นมามาก
“ตอนนี้แกมารับช่วงต่อที่บริษัทแล้วเหรอ?” มู่อวี้เฉิงรินชาให้ตัวเองกับฉินคั่วแล้วถามด้วยความสงสัย
ฉินคั่วแค่รอเวลาเข้ามารับช่วงต่อในบริษัท แต่มู่อวี้เฉิงนึกไม่ถึงว่าเขาจะลงมาปักหลักเร็วขนาดนี้
หากโครงการที่ฉินคั่วทำนั้นสำเร็จด้วยดีจริง ๆ ก็จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าฉินคั่วยังมีความสามารถทางด้านธุรกิจอยู่บ้าง
“แค่คิดว่ามันน่าสนใจก็เลยอยากลองดู” ฉินคั่วยักไหล่
“แค่นี้เหรอ?” มู่อวี้เฉิงมองผ่านความคิดของเขาได้อย่างรวดเร็ว
“เฮอะ แกนี่สมกับเพื่อนฉันมาตั้งแต่เด็กจริง ๆ ปิดบังอะไรไม่ได้เลย ก็ปู่น่ะสินอนแอ้งแม้งอยู่บนเตียงพยาบาลแล้วยังมาขอร้องให้ฉันสืบทอดบริษัทอีก ฉันจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะ?” เมื่อหวนนึกถึงว่าชายชรายังคงนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล ฉินคั่วก็รู้สึกไม่สบายใจ
“แกควรจะทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่แค่เห็นเพราะลุงฉิน แต่แกไม่ใช่เด็กแล้วนะ ควรจะรู้จักทะเยอทะยานสักที” มู่อวี้เฉิงจิบชา
น้ำชายามเช้าย่อมให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป มันทั้งหวานและกลมกล่อมมาก
“พอเถอะ ฉันได้ยินคำเทศนาพวกนี้ที่บ้านมามากพอแล้ว ถึงได้อยากมาพักผ่อนที่นี่ เพราะงั้นหยุดทรมานฉันสักที” ฉินคั่วหลับตาลงด้วยท่าทางสิ้นหวัง
เมื่อเห็นว่าเขาดูเหนื่อยล้า ก็คาดการณ์ว่าเมื่อคืน คงจะนอนหลับไม่สนิท
ทุกครั้งที่ต้องนอนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ฉินคั่วจะรู้สึกอ่อนไหวง่ายมากและนอนไม่หลับ
แม้จะเข้าไปอยู่ในกองทัพมานาน แต่นิสัยแย่ ๆ พวกนี้ก็ไม่เคยจางหายไป
“ไปนอนซะ เดี๋ยวตอนบ่ายฉันจะพาไปดูที่ดิน” มู่อวี้เฉิงวางถ้วยชาลงและเหลือบมองฉินคั่วที่นั่งตาปรือ
“ได้ แกนี่มันน้ำใจที่สุด” ฉินคั่วไม่ปฏิเสธ
เขาหาวฟอด ๆ แล้วเดินไปที่ห้องนอนรับแขก
นั่งลงบนเตียงแล้วล้มตัวลงนอนบนผ้านวมนุ่ม ๆ ก่อนจะผล็อยหลับไปอีกครั้ง
มู่อวี้เฉิงเข้าไปสะสางงานในห้องทำงาน
มู่กรุ๊ปมีเรื่องมากมายให้จัดการทุกวัน และเขามักจะจัดการเอกสารล่วงหน้าเมื่อมีเวลาว่าง
…
ในบริษัท ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลู่ซีจวี๋ เมื่อเห็นใบหน้าเศร้าหมองของเขา เธอก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำอะไรไม่ถูก “รุ่นพี่ ฉันต้องบอกพี่อีกกี่ครั้งว่าฉันไม่รู้ว่าอวี่โหรวอยู่ที่ไหน? ดูสิพี่ก็เห็นแล้วนี่ ครั้งสุดท้ายที่อวี่โหรวติดต่อมาหาฉันคือตอนที่เธอกำลังเดินทางไปต่างประเทศ”
“อวี่โหรวเกลียดฉันมากเลยเหรอ? ไม่ติดต่อมาหาเธอด้วยซ้ำ” ลู่ซีจวี๋พึมพำ
เธอกังวลว่าลู่ซีจวี๋จะตามหาเธอเจอ ดังนั้นเธอจึงหยุดติดต่อกับเพื่อนสนิทอย่างถงเหมี่ยวเหมี่ยว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเม้มปากแล้วไม่พูดอะไร
“ทำไมตอนที่อวี่โหรวจะไปเธอไม่มาบอกฉันล่ะ? ถ้าเธอมาบอกฉัน ฉันก็คงจะหาเธอเจอ” ตลอดสองวันมานี้ลู่ซีจวี๋นอนไม่หลับเลย
เขานอนลืมตาจนถึงรุ่งเช้าเกือบทุกวัน
ข้างกายเขาเย็นเฉียบและว่างเปล่า เมื่อคิดได้ว่าที่นี่ไม่มีอินอวี่โหรวอยู่แล้ว ลู่ซีจวี๋จะนอนหลับได้ยังไง?
ไม่มีใครที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับความอบอุ่นสามารถเผชิญหน้ากับความมืดมิดได้โดยไม่รู้สึกเสียใจ
แม้ว่าเขากับอินอวี่โหรวจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ก่อนหน้านี้ทั้งสองก็หวานชื้นต่อกันมาก พอตอนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ลู่ซีจวี๋ก็ไม่อยากยอมรับมัน ไม่เข้าใจและไม่อยากปล่อยมือ
“รุ่นพี่ มันเป็นการตัดสินใจของอวี่โหรว ฉันเป็นเพื่อนทำได้แค่เก็บเป็นความลับเท่านั้น พี่น่าจะคิดเรื่องนี้ตั้งแต่แอบไปหาเซเรน่าโดยไม่บอกอวี่โหรวแล้ว” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ใช่ ฉันผิดเอง” ลู่ซีจวี๋ส่ายหัวสลัดไล่ความเจ็บปวด
มันเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของเขาทุกครั้ง อินอวี่โหรวถึงได้ทิ้งเขาไป
ไม่สามารถตำหนิใครได้
ลู่ซีจวี๋รู้สึกว่าเขาติดอยู่ในความคิดที่ขัดแย้งกันมาก
พอวันนี้ไม่มีอินอวี่โหรวแล้ว ลู่ซีจวี๋ก็แทบจะบ้าคลั่ง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกว่าในเมื่อพวกเขาชอบกัน ทำไมจะต้องทรมานกันด้วย
มันไม่ดีสำหรับทั้งสองคน
“รุ่นพี่ ช่วงนี้นอนไม่ค่อยหลับเหรอ?” เธออยากจะช่วย ลู่ซีจวี๋พูดอธิบาย
แต่น่าเสียดายที่อินอวี่โหรวไม่ติดต่อเธอมาเลย
“อืม นอนไม่หลับ” ลู่ซีจวี๋หลับตาลงแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“เดี๋ยวฉันจะหาชาหอม ๆ มาให้แล้วกัน พี่อย่าเป็นแบบนี้เลย ชีวิตเรายังต้องดำเนินต่อไป อวี่โหรวจะกลับมาเอง” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอดไม่ได้ที่จะพูดปลอบ
ลู่ซีจวี๋รีบลืมตาขึ้นทันที “เธอหมายความว่ายังไง?”