พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 793 โกรธจนร้องไห้
ตอนที่ 793 โกรธจนร้องไห้
“อะไร?” ซ่งฉิงเบิกตากว้าง
เมื่อเห็นท่าทางเหลือเชื่อของเธอ ลิ่นอวี๋เหยียนก็อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบ “ถ้าเธอไม่เชื่อ กลับมาแล้วก็ไปดูให้เห็นกับตาเองเลยสิ เธอขยันทำให้คนอื่นกังวลแต่สุดท้ายกลับวิ่งหนีเร็วกว่าใครเพื่อน เขาน่ะเข้ามาทำความสะอาดเรื่องยุ่งเหยิงที่ตระกูลซ่งของเธอทิ้งไว้ด้วย”
ลิ่นอวี๋เหยียนอดไม่ไหวที่จะพูดมันออกมา
“อย่าเอ็ดตะโรไป เราทุกคนก็อยากได้สิ่งที่ต้องการกันทั้งนั้นแหละ ที่เขายังโสดอยู่เพราะว่าเขายังไม่เจอคนที่ชอบต่างหาก ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย อย่ามาให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับฉัน” หลังจากตกตะลึงไปชั่วขณะ ซ่งฉิงก็กลับมามีสติอีกครั้งและพูดตอบด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
“เธอพูดแบบนี้ เธอเคยเชื่อในตัวเองบ้างมั้ย? ฮะ?” ลิ่นอวี๋เหยียนถามอย่างไม่สบอารมณ์
“เชื่อหรือไม่เชื่อมันจะสำคัญอะไร? ในเมื่อเรื่องระหว่างฉันกับเขามันเป็นไปไม่ได้” ซ่งฉิงพูดหน้านิ่งแล้วเดินจากไป
“ฉันพูดนิดเดียวเอง ทำไมต้องทำหน้าเย็นชาใส่กันด้วย ฉันไม่ได้พูดยั่วโมโหสักหน่อย ที่ฉันทำไปก็เพราะประโยชน์ของเธอเอง คิดว่ามันง่ายนักหรือไง?” ลิ่นอวี๋เหยียนมองดูซ่งฉิงที่กำลังเดินจากไป พูดร่ายยาวเบา ๆ ตามหลังและเดินตามอีกฝ่ายออกไป
วันรุ่งขึ้น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวแวะมาที่บ้านเก่าตระกูลมู่และพบว่าวันนี้มีแขก
มู่หงจวิ้นออกมาต้อนรับแขกด้วยตัวเองและกำลังนั่งดื่มชาอยู่กับแขกคนนั้น
ชายตรงหน้ามีอายุประมาณสี่สิบกว่าปี มีริ้วรอยบนใบหน้าเล็กน้อยแต่ยังคงหล่อเหลาเอาการ ดูแข็งแกร่งมีพละกำลังและมีออร่าที่น่าเกรงขาม
มองแวบแรกก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเดินเข้าไปทักทาย “คุณพ่อ คุณลุง สวัสดีค่ะ”
“อืม” ชายตรงหน้าตอบรับด้วยเสียงทุ้มลึกและไม่แยแส เพียงส่งเสียงสั้น ๆ เท่านั้น
แต่หลังจากได้ยินเสียงของเธอ ความตึงเครียดบนร่างกายของเขาก็ผ่อนคลายลงทันที
เพราะเขารู้ว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ใช่คนที่เขาเฝ้ารอคอย
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงขอตัวไปดูดอกไม้ที่เรือนปลูกดอกไม้เพราะว่าไม่ต้องการรบกวนเวลาพวกเขา
ไม่รู้ว่าลิ่นอวี๋เหยียนกับซ่งฉิงไปไหน
อาจจะออกไปซื้อของกัน
ไม่เห็นใครอยู่ที่นี่สักคน
ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงของลิ่นอวี๋เหยียนดังมาจากห้อง “ฉันบอกให้เธอใส่ชุดกี่เพ้าสีชมพูไง เธอผิวขาวมันเหมาะกับเธอมากกว่า แต่เธอไม่เชื่อฉัน กลับไปเลือกชุดกี่เพ้าเชย ๆ เธอคิดจะต่อต้านฉันใช่มั้ย?”
จากนั้นเสียงของซ่งฉิงก็ดังขึ้น “ฉันแก่แล้ว ให้มาใส่สีชมพูไม่เหมาะหรอก สีชมพูเหมาะกับพวกสาว ๆ วัยรุ่นนู้น”
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมลิ่นอวี๋เหยียนถึงยืนกรานจะให้เธอใส่กี่เพ้าสีชมพู
เธอไม่ชอบทำตัวเป็นจุดสนใจ
เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของทั้งสองคน ใครบางคนก็นั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้
ทว่าซ่งฉิงกลับไม่ได้สังเกตเห็น
เพียงแต่คิดว่าเป็นแขกของมู่หงจวิ้น เธอจึงเดินพูดคุยหัวเราะกับลิ่นอวี๋เหยียนไปข้างหน้า
พอเห็นเธอมองเขาเป็นอากาศธาตุ ชายวัยกลางคนก็รีบเดินเข้าไปซ่งฉิงแล้วกอดเธอไว้ในอ้อมแขน
“ซ่งฉิง” ขณะที่ซ่งฉิงกำลังจะผลักเขาออก เสียงแหบแห้งก็เอ่ยเรียกชื่อเธอ
หลายปีผ่านมาน้ำเสียงแหบแห้งนี้ฟังดูมั่นคงมากขึ้น และน่าแปลกที่ซ่งฉิงจดจำมันได้ทันทีที่ได้ยิน
เธอลดมือลงอย่างอ่อนแรง
จากนั้นมู่หงจวิ้นกับลิ่นอวี๋เหยียนก็ถอยออกไป ปล่อยให้พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกัน
กระทั่งพวกลิ่นอวี๋เหยียนกลับเข้ามา ชายคนนั้นก็กลับไปแล้ว
ลิ่นอวี๋เหยียนขมวดคิ้วขณะความโกรธพลุ่งพล่านเข้ามาในหัวใจ “ซ่งฉิง เธอทำอะไรลงไป? คนดี ๆ อุตส่าห์กลับมาหาเธอ แต่เธอกลับไล่เขาเนี่ยนะ?”
“เธอพาเขามาที่นี่ใช่มั้ย? อวี๋เหยียน ทำไมเธอทำแบบนี้?” ซ่งฉิงขมวดคิ้วเช่นกัน
“เขารักเธอและเธอก็รักเขา อยู่ด้วยกันจะเป็นไรไป?” ลิ่นอวี๋เหยียนไม่คิดว่าการทำแบบนี้จะผิดแปลกอะไร
เธอสังเกตเห็นว่ายามที่เธอพูดถึงชายคนนั้น ซ่งฉิงดูประทับใจมาก
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอเชิญเขามา
แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างไปจากที่เธอคิด
ทำไมเขาถึงยอมไปล่ะ?
คนคนนี้ขี้ขลาดจริง ๆ ซ่งฉิงบอกให้ไปเขาก็ไป
เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ผู้ชายคนนี้ไม่เคยมีศักดิ์ศรีต่อหน้าซ่งฉิงเลย
ถึงอย่างนั้นลิ่นอวี๋เหยียนก็รู้ว่าการรับมือกับวัยกลางคนไม่ใช่เรื่องง่าย
ซ่งฉิงพูดคุยอยู่นานกว่าเขาจะยอมกลับออกไป
ที่นี่คือบ้านของลิ่นอวี๋เหยียน เธอจึงไม่ต้องการจัดการเรื่องนี้ที่นี่
“อวี๋เหยียน เธอไม่เข้าใจอะไรเลย จากนี้ไปอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของพวกเราอีก” ซ่งฉิงขมวดคิ้ว
แม้ว่าเธอจะยังชอบเขาอยู่ แต่เธอก็ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์นี้ขึ้นมา
“ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ? เธอคิดว่าฉันไม่เข้าใจเธอเหรอ?” ลิ่นอวี๋เหยียนตะคอกอย่างเย็นชา
ถ้าซ่งฉิงไม่ได้ดูอาลัยอาวรณ์เขาคนนั้น ลิ่นอวี๋เหยียนก็คงจะไม่ชวนเขามาที่นี่
“อวี๋เหยียน ฉันขอร้องล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก” ซ่งฉิงไม่รู้จะแสดงความรู้สึกซับซ้อนต่อหน้าลิ่นอวี๋เหยียนอย่างไร
ทว่าเธอยังไม่พร้อมรับมือกับเรื่องนี้
รอให้เธอพร้อมก่อนแล้วเธอจะคิดว่าควรจะเผชิญหน้าอย่างไรดี
ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว ถ้าจะอยู่ด้วยกันจริง ๆ พวกเขาก็จะต้องรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์
นอกจากนี้สถานะของพวกเขาไม่ได้ต่ำต้อย
เธอไม่เชื่อว่าระหว่างที่เธอไม่อยู่ที่นี่ เขาจะไม่มีผู้หญิงเข้ามาพัวพันเลย
หรือบางทีอาจจะเก็บไว้ข้างนอก ไม่ให้ใครเห็น
หลังจากได้ยินคำวิงวอน ลิ่นอวี๋เหยียนก็ระเบิดออกมาทันที “เธอคิดว่าฉันอยากจะเข้าไปแส่เรื่องของเธอนักหรือไง? ใครหลายคนเข้ามาขอความช่วยเหลือจากฉัน ฉันก็ไม่เคยช่วยใครเลย แต่เธอกลับเหยียบย่ำความจริงใจของฉัน จากนี้ไปใครที่เข้าไปช่วยเหลือเธอก็กลายเป็นหมาหมดน่ะสิ!”
ลิ่นอวี๋เหยียนพูดแล้วจากไปด้วยความโกรธ
ซ่งฉิงเปิดปาก พยายามจะหยุดเธอ
แต่กลับไม่รู้จะพูดอะไรและยอมแพ้ไปในที่สุด
ตอนนี้หัวสมองของเธอกำลังสับสนวุ่นวาย
มันเหมือนกับก้อนสำลีที่ถูกอัดแน่น มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าข้างในโปร่งใสและไร้น้ำหนัก
แม้แต่ตัวเธอยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
แล้วเธอจะตามง้อลิ่นอวี๋เหยียนได้ยังไง?
อีกด้านหนึ่ง ลิ่นอวี๋เหยียนรีบวิ่งเข้าไปในห้อง โดย มู่หงจวิ้นเฝ้าดูจากด้านข้าง
พอเห็นลิ่นอวี๋เหยียนทำจมูกฟุดฟิด มู่หงจวิ้นก็ถอนหายใจ “ผมบอกแล้วใช่มั้ยว่าไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ตอนนี้รู้หรือยังล่ะ?”
“ก็แล้วฉันทำเพื่อใครล่ะ? ฉันก็ทำเพื่อซ่งฉิงเหมือนกัน เธออยู่ตัวคนเดียวมานานหลายปีแล้ว ผู้ชายคนนั้นก็รอเธออยู่ หรือว่าเธอจะไม่อยากมีครอบครัว? ถ้าเธอแต่งงาน คุณลุงคุณป้าที่อยู่บนสวรรค์ก็ได้จะหายห่วง” ลิ่นอวี๋เหยียนทำเพื่อซ่งฉิง
เธอกังวลมาตลอดทั้งวัน แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้รับความดีความชอบแม้แต่นิดเดียว
นี่เธอกำลังทำบ้าอะไรอยู่?
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าซ่งฉิงคือเพื่อนของเธอ เธอก็คงจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย
“แต่พวกซ่งฉิงโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าอยากจะตามหากันก็คงตามหากันมานานแล้ว ทำไมจะต้องรอให้ถึงตอนนี้ด้วย? ปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจเองเถอะ คุณอย่าเข้าไปยุ่งเลย” มู่หงจวิ้นไม่รู้จะพูดอธิบายเหตุผลให้ลิ่นอวี๋เหยียนฟังอย่างไรดี
ลิ่นอวี๋เหยียนเป็นคนดื้อรั้นมานาน และไม่มีใครสามารถพูดอะไรได้
“คุณก็ไม่เห็นด้วยกับฉันใช่มั้ย? ได้ ออกไป งั้นออกไปเลย” ลิ่นอวี๋เหยียนผลักมู่หงจวิ้นออกไปแล้วปิดประตูเสียงดังปัง
จากนั้นก็ร้องไห้ด้วยความโกรธ