พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 813 ขอโทษ
ตอนที่ 813 ขอโทษ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนอนหลับใหลมายาวนานจนกระทั่ง รุ่งเช้าของอีกวัน
ทันทีที่เธอลืมตาตื่น เธอก็ได้ยินเสียงกังวลจากคนข้าง ๆ “เหมี่ยวเหมี่ยว เป็นยังไงบ้าง? รู้สึกไม่สบายตรงไหนมั้ย?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็น มู่อวี้เฉิง และเนื่องจากเธอยังป่วยอยู่ น้ำเสียงของเธอจึงแหบแห้งเล็กน้อย “ฉันส่งข้อความไปหาคุณ แต่คุณไม่ตอบกลับฉันเลย คุณมัวทำอะไรอยู่?”
“ผมขอโทษ ต่อไปผมจะไม่ทำแบบนี้แล้ว ขอโทษนะ” จากนั้นมู่อวี้เฉิงก็จับนิ้วของเธอมาประทับตราจูบกับริมฝีปาก เบา ๆ
“ถ้าอย่างนั้นคุณต้องสัญญาว่าหลังจากนี้ไม่ว่าคุณ จะโกรธฉันแค่ไหน คุณก็ห้ามเมินข้อความฉันเด็ดขาด” คิดว่าเธอไม่รู้จริง ๆ เหรอว่ามู่อวี้เฉิงกำลังคิดอะไรอยู่?
เขาแค่อยากให้เธอยอมรับผิด
ตอนนี้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนอนอยู่บนเตียงพยาบาลและตระหนักได้แล้วว่าสุขภาพร่างกายของเธอย่ำแย่ขนาดไหน
แค่คืนเดียวก็ไข้ขึ้นจนต้องเข้าโรงพยาบาลแบบนี้ ถ้าฝืนต่อไป…
บางทีเธออาจจะไม่เหมาะสมกับเส้นทางการออกแบบจริง ๆ
“เหมี่ยวเหมี่ยว สัญญากับผมได้มั้ยว่าจะเลิกออกแบบ?” มู่อวี้เฉิงพูดบอกอย่างระมัดระวัง
เขายังหวังว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวจะดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี
เธอเองก็เห็นผลของการนอนดึกแล้ว
แต่เมื่อเธอได้ยินประโยคนี้ บรรยากาศภายในห้องก็เย็นยะเยือกขึ้นทันที
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้ปริปากพูดอะไร
“กริ๊ก” กระทั่งบานประตูถูกเปิดออก และซ่งฉิงก็เดินถือโจ๊กเข้ามาสองถุง
พอเห็นใบหน้าของทั้งสองคน ซ่งฉิงก็คาดเดาได้ว่าทั้งสองคนทะเลาะกันอีกแล้ว
ซ่งฉิงพูดขึ้นว่า “เหมี่ยวเหมี่ยว เมื่อคืนอวี้เฉิงอยู่ดูแลหนูทั้งคืนเลย ไม่ยอมกะพริบตาด้วยซ้ำ ถ้ามีปัญหาอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันเถอะ อย่าทะเลาะกันเลย”
การทะเลาะวิวาทเป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด
เห็นได้ชัดว่าพวกเขารักใคร่และใส่ใจซึ่งกันและกัน ดังนั้นจะปล่อยให้การทะเลาะเบาะแว้งมาทำให้ความสัมพันธ์ดี ๆ เสื่อมถอยลงไม่ได้
บ่อยครั้งที่การโต้แย้งเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
แต่คำพูดที่หลุดออกมากลับทำให้คนฟังเจ็บปวดหัวใจที่สุด
“แม่ทูนหัว เราไม่ได้ทะเลาะกันค่ะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูดวงตาแดงก่ำของมู่อวี้เฉิงด้วยหัวใจที่อ่อนยวบลงทันที
เธอกำลังคิดพิจารณาว่าเธอควรทำงานออกแบบต่อไปหรือไม่ แต่พอมู่อวี้เฉิงพูดมันออกมาจากปากจริง ๆ เธอกลับรู้สึกอกหักเป็นพิเศษ
เธออยากคิดด้วยตัวเอง และไม่อยากฟังความคิดเห็นจากคนอื่น
ตอนนี้เธออยากได้ยินความคิดเห็นของซ่งฉิงเป็นอย่างมาก
“หนูน่ะ ต้องปรับเปลี่ยนอารมณ์บ้างนะ อวี้เฉิงทำเพื่อหนูขนาดนี้ มันไม่ง่ายเลย” ซ่งฉิงจ้องมองถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยสายตาโกรธเคือง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความตำหนิ
ในสายตาของถงเหมี่ยวเหมี่ยว ซ่งฉิงเป็นเหมือนผู้อาวุโส
พอได้ยินคำพูดของซ่งฉิง ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็คิดได้ว่าเธอทำผิดพลาดไป แต่เธอจะเสียหน้าให้มู่อวี้เฉิงไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงพูดออดอ้อนกับซ่งฉิงว่า “แม่ทูนหัว หนูรู้แล้วค่ะ มากินข้าวกันเถอะ หนูหิวแล้ว”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยังไม่อยากสนใจเขา
มู่อวี้เฉิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็รับอาหารเช้าจากซ่งฉิงมาเทใส่ชามแล้ววางลงบนโต๊ะ
เขาพูดด้วยเสียงทุ้มลึกว่า “พวกป้ากินข้าวกันไปก่อนนะครับ ผมจะไปล้างหน้าข้างนอก”
มู่อวี้เฉิงพูดแล้วเดินออกไปทันที ปล่อยให้ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวได้อยู่กับซ่งฉิงตามลำพัง
เมื่อเห็นว่าทั้งสองเข้ากันได้ดี ซ่งฉิงก็อดพูดไม่ได้ว่า “เหมี่ยวเหมี่ยว อย่าพูดอะไรอีกเลย หนูก็เห็นว่าอวี้เฉิงรักหนูมากแค่ไหนไม่ใช่เหรอ? หยุดหาเรื่องอวี้เฉิงสักที สงบจิตสงบใจลงบ้าง ให้เขาพยายามอยู่ฝ่ายเดียวเดี๋ยวเขาจะเหนื่อยเอานะ หนูเข้าใจที่แม่พูดมั้ย? เกิดวันหนึ่งอวี้เฉิงเหนื่อยขึ้นมาจริง ๆ หนูจะทำยังไง?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่ได้ยินคำพูดของซ่งฉิงตกอยู่ในห้วงความคิดทันที
เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์ที่มีใครสักคนพยายามเพียงฝ่ายเดียวมันเหนื่อยขนาดไหน
เธอเคยทำแบบเดียวกับมู่อวี้เฉิงมาก่อน
แต่หลังจากเธอกลับมา ตำแหน่งของเธอกับมู่อวี้เฉิงก็เปลี่ยนไป
ถึงอย่างนั้นดูเหมือนว่าเธอจะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามู่อวี้เฉิงจะเหนื่อยหรือเปล่า
ราวกับว่าเธอมักจะคิดว่ามู่อวี้เฉิงเป็นหนี้เธอ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะให้ความสำคัญกับเธอและตามใจเธอ
เขาทำดีกับถงเหมี่ยวเหมี่ยว ตามใจเธอจนเธอเริ่มไร้เหตุผลมากขึ้นเรื่อย ๆ
บางครั้งถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็กลายเป็นคนหยิ่งผยอง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกว่านี่ไม่เหมือนตัวเธอเลย
เธอในอดีตจะไม่มีวันทำแบบนี้กับมู่อวี้เฉิง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมู่อวี้เฉิงทำดีกับเธอมามาก
เธอทำอะไรกับมู่อวี้เฉิงบ้าง?
มู่อวี้เฉิงทำงานหนักทุกวันเพื่อดูแลเธอ แล้วเธอล่ะ?
เคยเสียสละอะไรบ้างมั้ย?
ตั้งแต่สิ่งของไปจนถึงการดูแล เธอไม่เคยทำอะไรให้ มู่อวี้เฉิงรู้สึกพอใจเลย
คราวนี้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตัดสินใจทำตามหัวใจตัวเอง
เธอตัดสินใจจะเลือกมู่อวี้เฉิง
พอเห็นว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่พูดอะไร ซ่งฉิงก็คิดว่า ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ฟังคำพูดของเธอ
เธอถอนหายใจอีกครั้ง
ท้ายที่สุดมันเป็นความผิดของเธอเอง
ถ้าเธอไม่มาที่นี่ก็คงจะไม่เกิดเรื่องราวอะไรมากนัก
หลังจากนั้นไม่นาน ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ตัดสินใจพูดว่า “แม่ทูนหัว หนูตัดสินใจจะเลิกออกแบบแล้วค่ะ ถึงหนูจะเตรียมการออกแบบไว้เยอะแยะ แต่พอเห็นอวี้เฉิงเศร้ามันทำให้หนูฉุกคิดถึงเขาได้อีกครั้ง อวี้เฉิงทำเพื่อหนูมามาก ถึงเวลาที่หนูจะต้องนึกถึงเขาบ้างแล้ว หนูให้เขาเสียสละเพื่อหนูตลอดไม่ได้หรอก มันไม่ยุติธรรมกับอวี้เฉิงค่ะ”
ซ่งฉิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น จากนั้นไม่นานเธอก็ยิ้มกว้างออกมา “เหมี่ยวเหมี่ยว เข้าใจแล้วก็ดี แม่ทูนหัวยังคิดอยู่เลยว่าจะพูดเกลี้ยกล่อมหนูยังไงดี”
“แม่ทูนหัว มันเป็นความผิดของหนูเองค่ะ หนูต้องขอโทษด้วยนะคะ แม่อุตส่าห์ลำบากเดินทางมาหาหนูถึงเมืองเป่ย แต่ร่างกายหนูกลับทำให้ทุกอย่างพังพินาศไปหมด” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจ้องมองซ่งฉิงด้วยสายตารู้สึกผิด
“เด็กน้อย พูดอะไรอยู่? แม่เอ็นดูหนูเหมือนกับลูกสาวคนหนึ่ง งานออกแบบไม่ได้สำคัญไปกว่าร่างกายหนูเลย ขอแค่หนูกับอวี้เฉิงสบายดีก็พอ” ซ่งฉิงจับมือถงเหมี่ยวเหมี่ยวแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
“แม่ทูนหัว ขอโทษจริง ๆ นะคะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดขอโทษอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เธอไม่รู้จะพูดอะไรเลยจริง ๆ
ทำได้แค่แสดงความขอโทษอย่างต่อเนื่องเท่านั้นถึง จะบรรเทาความรู้สึกผิดในใจได้
“ไม่เป็นไร แม่ทูนหัวทำงานงานหนักมาทั้งชีวิตแล้ว ถ้าหนูไม่ทำงาน แม่ก็จะได้พักผ่อนใช้ชีวิตวัยเกษียณ” น้ำเสียงอ่อนโยนของซ่งฉิงทำให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกดีขึ้นมาก
แม้ว่าเธอจะพูดแบบนี้ แต่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้สึกว่าซ่งฉิงที่ตั้งใจทำงานออกแบบมาหลายปีจะต้องรู้สึกเสียใจแน่ ๆ
ไม่อย่างนั้นเธอคงจะไม่เดินทางมาจากต่างประเทศ
“แม่ทูนหัว ถึงหนูจะทำไม่ได้แต่หนูแนะนำเด็กที่มีความสามารถให้แม่ได้นะคะ เธอทำได้แต่ความคิดเธออาจจะสุดโต่งไปหน่อย ถ้าได้รับคำแนะนำจากแม่ก็น่าจะไม่เป็นไร” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดแนะนำผู้สมัครที่ปรากฏขึ้นในใจ
เธอเชื่อว่าด้วยความสามารถของซ่งฉิงจะต้องปั้นบุคคลไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องอย่างแน่นอน
“งั้นลองดูก็ได้จ๊ะ สุดโต่งก็ดีอยู่หรอกแต่แม่แค่กลัวว่าเด็กจะมีเจตนาไม่ดี” ซ่งฉิงชอบคนที่มีความสามารถก็จริง
แต่เธอไม่ได้ยอมรับทุกคน เธอจะต้องมีความประทับใจในตัวของคนคนนั้นก่อน