พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 837 ใจร้ายเกินไป
ตอนที่ 837
ใจร้ายเกินไป
ช่วงนี้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยุ่งมาก ไหนจะเรื่องของ ลิ่นอวี๋เหยียนอีก จึงทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปหมด เธอค่อนข้างสับสนกับตัวเองจนไม่มีเวลาจัดการหลายสิ่งหลายอย่าง
แม้แต่การแนะนำซ่งโมโม่ให้รู้จักกับซ่งฉิงก็ยังถูกระงับเอาไว้
ซ่งโมโม่รออยู่หลายวัน จากตอนแรกที่รู้สึกดีใจก็ค่อย ๆ กลายเป็นผิดหวัง
ความสนใจด้านการออกแบบเริ่มจะเลื่อนลางหายไป
บางทีถงเหมี่ยวเหมี่ยวอาจจะแค่พูดให้ความหวังเธอ
หรืออีกฝ่ายอาจจะพบผู้สมัครที่เหมาะสมแล้วจึงตัดเธอออก
แต่ซ่งโมโม่ชอบการออกแบบมากและอยากจะคว้าโอกาสนี้เอาไว้
ถึงอย่างนั้นเธอได้กลายเป็นผู้กระทำผิดต่อหน้า ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
เกิดถงเหมี่ยวเหมี่ยวแค่ล้อเล่นขึ้นมาเธอจะทำยังไง?
ซ่งโมโม่ผิดหวังแต่ก็ยังมองโลกในแง่ดี
อย่างน้อยเธอก็ยังไม่ตกงาน
ไม่ว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวจะคิดอย่างไร ซ่งโมโม่ก็จะทำงานอย่างสงบเสงี่ยม
เธอไม่สามารถปล่อยปละละเลยงานได้
เพราะเธอยังต้องกินต้องใช้ชีวิตอยู่ เพียงแต่แค่รู้สึกเสียดาย
เธอนั่งวาดร่างแบบจนดึกดื่นอยู่หลายวัน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ส่งร่างแบบสักที
ซ่งโมโม่ปลอบใจตัวเอง ไม่ให้คิดกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เหตุการณ์นี้กลับส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พอเห็นสีหน้าอ่อนเพลียของเธอ หญิงสาวรายหนึ่งที่สนิทสนมกับเธอก็เดินเข้ามาถามด้วยความห่วงใย “ซ่งโมโม่ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ไปโรงพยาบาลมั้ย?”
เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของอีกฝ่าย ซ่งโมโม่ก็ฝืนยิ้มแล้วส่ายหัว “ฉันไม่เป็นไร แค่นอนดึกเพราะนอนไม่ค่อยหลับน่ะ”
“งั้นก็แล้วไป ผู้จัดการไม่อยู่พอดี เธอก็งีบสักหน่อยสิ” เพื่อนร่วมงานพูดแล้วกลับไปนั่งทำงานที่โต๊ะของตัวเอง
ช่วงนี้ซ่งโมโม่รู้สึกหดหู่มาก
ดังนั้นหลังจากได้ยินเพื่อนร่วมงานพูด ซ่งโมโม่ก็อยาก จะฟุบตัวลงสักพัก เธอจึงเอนตัวลงนอนบนโต๊ะและผล็อยหลับไป
กระทั่งเธอถูกใครบางคนปลุก
เธอก็ตื่นขึ้นมาและเห็นผู้จัดการแผนกยืนอยู่ตรงหน้า
ซ่งโมโม่เบิกตากว้างและรีบลุกขึ้นนั่งทันที “ผู้ ผู้จัดการ”
“ซ่งโมโม่ คุณนี่กล้าหาญจริง ๆ ไม่ดูผลงานตัวเองมั่งว่ามันเป็นยังไง แต่กลับกล้านอนสบายใจเฉิบ นี่ที่ทำงานไม่ใช่ที่ที่ให้มานอน ถ้าอยากนอนนักก็กลับบ้านไปซะ อย่ามาเอาเปรียบแรงเพื่อนร่วมงาน!” ผู้จัดการตะโกนด้วยความโกรธจัด
ซ่งโมโม่มองดูเวลาและเห็นว่าเธอเพิ่งจะฟุบตัวลงนอนไปเพียงสิบนาทีเท่านั้น
โชคร้ายจริง ๆ ที่ถูกผู้จัดการจับได้
แต่ใครใช้ให้อีกฝ่ายเป็นหัวหน้าเธอล่ะ?
แม้จะรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม แต่ซ่งโมโม่ก็ทำได้แค่ก้มหัวขอโทษ “ขอโทษค่ะผู้จัดการ ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว ขอโทษจริง ๆ ค่ะ”
พอเห็นว่าเธอประพฤติตนดี ผู้จัดการก็สูดจมูกเบา ๆ และโยนเอกสารลงต่อหน้าซ่งโมโม่ “คุณดูเอกสารของคุณก่อน ดูสิว่ามันใช้ได้ที่ไหน ทำงานในบริษัทมานาน เรื่องพื้นฐานแค่นี้ทำผิดพลาดได้ยังไง?”
ซ่งโมโม่เหลือบมองเอกสารแล้วพูดด้วยสีหน้าทำอะไรไม่ถูกว่า “ผู้จัดการค่ะ นี่ไม่ใช่เอกสารของฉันค่ะ”
“ไม่ใช่ เป็นไปได้ยังไง…” ผู้จัดการพูดขณะก้มหน้าลงมองเอกสารในมือ ก่อนจะพบว่าเอกสารตรงหน้าไม่ใช่ของซ่งโมโม่
ผู้จัดการถูกหลายสายตาจ้องมองจนรู้สึกอับอายเล็กน้อย
เขาจึงพูดขึ้นว่า “ยังไงซะที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ที่ให้คุณมานอน ครั้งนี้ผมจะปล่อยไป แล้วหัดตั้งใจทำงานให้มากกว่านี้ด้วยล่ะ!”
ผู้จัดการพูดแล้วเดินไปสั่งสอนบทเรียนให้คนอื่นต่อ
ผู้จัดการแผนกของพวกเขามักจะเป็นแบบนี้
หนึ่งวันมีหลายอารมณ์มากจนไม่สามารถคาดเดาได้ และเกือบทุกคนในแผนกจะต้องทุกข์ทรมาน
หากผู้จัดการเป็นผู้หญิงก็คงจะเข้าใจได้ง่ายกว่า
แต่ผู้จัดการดันเป็นผู้ชาย
ในตอนแรกซ่งโมโม่รู้สึกทุกข์ทรมานกับการทำงานกับผู้จัดการคนนี้เป็นอย่างมาก
ต่อมาเธอก็ค่อย ๆ รู้สึกชิน
เขาอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้เขาพูดไป ตราบใดที่ตระหนักรู้เท่าทัน ผู้จัดการก็จะไม่ยึดติดกับเรื่องนั้น ๆ
แต่ถ้าทำตัวหยิ่งผยองคิดต่อต้านเขา
ด้วยอุปนิสัยของผู้จัดการแล้ว เขาจะพูดสาปส่งคนคนนั้นเป็นเวลาสามวันสามคืนอย่างแน่นอน
ทุกคนในแผนกรู้จักนิสัยของผู้จัดการเป็นอย่างดี แต่ไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับเขา
คนที่เข้าใจสถานการณ์คือคนเฉลียวฉลาด จึงไม่มีใครออกมาเผชิญหน้าเพื่อหาเรื่องใส่ตัว
หลังจากผู้จัดการกลับออกไป ทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกลับไปนั่งที่ของตนเอง
เพื่อนร่วมงานที่บอกให้ซ่งโมโม่งีบหลับเข้ามาพูดขอโทษอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษนะโม่โม่ ฉันน่าจะรีบปลุกเธอก่อน”
“ไม่เป็นไร ฉันรู้จักนิสัยผู้จัดการมานาน มันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอหรอก” ซ่งโมโม่ตบไหล่ปลอบโยนอีกฝ่าย
เพื่อนร่วมงานคนนี้มาจากชนบทเช่นกัน ซ่งโมโม่ดีใจมากที่ได้พบเธอเพราะมันเหมือนกับว่าเธอได้เจอคนบ้านเดียวกัน
“โมโม่ เธอใจดีจัง งั้นเอกสารเย็นนี้…” ขณะที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เพื่อนร่วมงานอีกคนก็ตะโกนขึ้นว่า “ซ่งโมโม่ คุณถงเรียก”
ซ่งโมโม่เห็นว่าเพื่อนร่วมงานมีเรื่องบางอย่างจะพูด
แต่เธอไม่มีเวลาอยู่ที่นี่ต่อ
เธอจึงบอกเพื่อนร่วมงานว่า “ฉันออกไปดูก่อนนะ เดี๋ยวกลับมาค่อยคุยกัน”
ซ่งโมโม่พูดแล้วรีบวิ่งออกไปด้วยฝีเท้าที่ว่องไว
เพื่อนร่วมงานมองดูเธอวิ่งออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
ขณะเดียวกัน ใครอีกคนเดินเข้ามาแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าเธอจะสนิทกับซ่งโมโม่ใช่นะ เห็นว่าหล่อนคุยเล่นกับคุณถงได้พอตัวเลยนี่ ก็มาจากชนบทด้วยกันแท้ ๆ ทำไมไม่เห็นเธอสนิทกับคุณถงเลยล่ะ”
คนคนนั้นพูดก่อนจะหัวเราะเยาะ
ขณะเดียวกันหญิงสาวก็กำหมัดแน่นแล้วพูดตอบว่า “แล้วเกี่ยวอะไรกับเธอล่ะ หล่อนสนิทกับคุณถงแล้วยังไง? เห็นเมื่อกี้ถูกด่าเหมือนหมา คุณถงยังไม่เข้ามาช่วยเลย ฉันสนิทกับหล่อนก็จริง แต่ฉันแค่อยากจะเห็นหล่อนถูกด่าและเก็บหล่อนไว้ช่วยงานเอกสารเท่านั้น เธอคิดว่าคนบ้านนอกอย่างหล่อนจะมาเป็นเพื่อนกับฉันได้เหรอ?”
อีกฝ่ายนึกไม่ถึงว่าเธอจะพูดแบบนี้ เธอจึงเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ “ฉันก็แค่พูดแซว เธอไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย ถ้าซ่งโมโม่มาได้ยินจะเสียใจเอานะ หล่อนอุตส่าห์ช่วยเธอเตรียมเอกสารเพราะเห็นว่าเธอเป็นเพื่อน เธอพูดแบบนี้ใจร้ายเกินไปแล้ว”
“แล้วไงล่ะ? ฉันก็บอกแล้วไงว่าหล่อนเต็มใจช่วยฉันเอง หล่อนยินดีช่วย เธอจะมาเสแสร้งทำไม เธอเป็นคนพูดก่อนเองไม่ใช่เหรอ” เธอพูดอย่างเย็นชาและกลับนั่งไปที่โต๊ะของตัวเอง
เพื่อนร่วมงานอีกคนถึงกับอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก กว่าจะรู้ตัวก็โกรธจนแทบจะหัวเราะออกมา “อิจฉาก็พูดออกมาเลยเถอะ จะมาใช้เราเป็นข้ออ้างทำไม? ก็แค่แซวเล่นมั้ย? อย่าจริงจังนักเลย”
เพื่อนร่วมงานกลอกตาแล้วเดินจากไป
หญิงสาวที่อยู่อีกด้านหนึ่งจ้องมองโต๊ะทำงานของ ซ่งโมโม่ กัดฟันแน่นและพยายามกล้ำกลืนความโกรธภายในใจลงไป