พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 864 ไม่อยากดึงคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ตอนที่ 864
ไม่อยากดึงคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ซ่งฉิงรีบเดินมาเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
ตอนถงเหมี่ยวเหมี่ยวโทรศัพท์หาเธอบอกว่าจะมาหา เธอก็รู้สึกได้ในทันทีว่าน้ำเสียงของถงเหมี่ยวเหมี่ยวดูผิดแปลกไป
และคนที่กดกริ่งในเวลานี้คงจะมีแค่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคนเดียว
ดังนั้นเธอจึงต้องรีบลุกขึ้นให้ไว
กระทั่งเปิดประตู เธอก็เห็นถงเหมี่ยวเหมี่ยวยืนอยู่นอกประตู
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูซ่งฉิงราวกับเห็นที่หลบภัย
ความคับข้องใจที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้แผ่ซ่านออกมา เธอรีบพุ่งตัวเข้าไปในอ้อมกอดของซ่งฉิงทันที “แม่ทูนหัว”
พอได้ยินว่าหัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวเปียกโชกไปด้วยน้ำตา ซ่งฉิงก็เป็นกังวลมากรีบกอดถงเหมี่ยวเหมี่ยวแน่น “เกิดอะไรขึ้น?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่พูดอะไร เอาแต่ร้องไห้บนไหล่ของ ซ่งฉิง
และไม่รู้ว่านานเท่าไหร่กว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวจะเงยหน้าขึ้น
แต่พอเห็นว่าเสื้อของซ่งฉิงเปียกโชก ใบหน้าของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็เปลี่ยนเป็นสีแดง “แม่ทูนหัว ขอโทษค่ะ หนูควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลย”
“ไม่เป็นไร ทะเลาะกับอวี้เฉิงมาเหรอ?” ซ่งฉิงพา ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเข้าไปในบ้าน
หลังจากพาถงเหมี่ยวเหมี่ยวไปนั่งลงบนโซฟาแล้ว ซ่งฉิงก็เทน้ำอุ่นให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหนึ่งแก้ว
“ประมาณนั้นค่ะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงพูดอธิบายสาเหตุที่เธอทะเลาะกับมู่อวี้เฉิงคร่าว ๆ
ซ่งฉิงขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นว่า “ทำไมอวี้เฉิงเป็นแบบนี้? หนูเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายนะ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้ามองซ่งฉิงอย่างระมัดระวัง “แม่ทูนหัวไม่รู้สึกว่าหนูทำเกินไปหน่อยเหรอคะ?”
เธอกลัวว่าซ่งฉิงจะคิดว่าเธอไร้สาระ เธออายุยี่สิบกว่าแล้วแต่ก็ยังหนีออกจากบ้านอยู่
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ? ถ้าหนูอยากอยู่ที่นี่ก็อยู่กับแม่ทูนหัวสองสามวันก็ได้” ซ่งฉิงไม่ได้เจอถงเหมี่ยวเหมี่ยวมานานแล้ว
พอได้เจอถงเหมี่ยวเหมี่ยวอีกครั้ง ซ่งฉิงก็มีความสุขมาก
“ขอบคุณค่ะแม่ทูนหัว” เมื่อเห็นว่าซ่งฉิงทำตัวลำเอียงอย่างออกนอกหน้า ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นเล็กน้อย
เธอรู้สึกดีที่มีคนมาปกป้องเธอ
ตั้งแต่เล็ก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ต้องพยายามมีชีวิตรอดตามลำพังตลอด
หลังจากได้อยู่กับซ่งฉิง เธอรับรู้ได้ถึงความเป็นแม่ของอีกฝ่ายจริง ๆ
“ไหน ๆ ก็เรียกว่าแม่ทูนหัวแล้วยังจะเกรงใจอะไรกันอีก?” ซ่งฉิงยิ้ม “กินข้าวมาหรือยังล่ะ?”
แต่ก่อนถงเหมี่ยวเหมี่ยวจะพูดอะไร ท้องของเธอก็ตอบสนองด้วยการส่งเสียงครวญคราง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก้มหน้าลงด้วยความลำบากใจ
ตอนอยู่ในโรงพยาบาล เธออารมณ์ไม่ดีจึงกินข้าวต้มไปแค่สองคำเท่านั้น
เธอไม่ได้กินข้าวมาตลอดทั้งวัน เธอจึงหิวเป็นธรรมดา
ซ่งฉิงเม้มปากแล้วยิ้มเบา ๆ จากนั้นก็เข้าไปเตรียมอาหารในห้องครัวให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
หลังจากนั้นไม่นาน ซ่งฉิงก็นำข้าวผัดร้อน ๆ ส่วนหนึ่งออกมา “รีบกินสิ ไม่ว่าจะเสียใจยังไงก็อย่าให้ท้องอดยาก”
“ขอบคุณค่ะแม่ทูนหัว” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่เกรงใจและถือว่าซ่งฉิงเป็นแม่ของเธอจริง ๆ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกผ่อนคลายลงมากหลังจากได้อยู่กับซ่งฉิง
เพราะเธอรู้ว่าซ่งฉิงดีกับเธอจริง ๆ
กระทั่งกินข้าวไปได้ครึ่งทาง ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้สึกอิ่มขึ้นมา เธอจึงเริ่มนึกถึงคำถามอื่น ๆ “แม่ทูนหัว ทำอาหารเป็นด้วยเหรอคะ?”
ตอนไปต่างประเทศ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่รู้มาก่อนเลยว่าซ่งฉิงสามารถทำอาหารได้
เมื่อได้ยินน้ำเสียงประหลาดใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยว ซ่งฉิงก็พูดแกลมโมโหว่า “ทำไม? คิดว่าหนูทำเป็นคนเดียวเหรอ?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหน้าแดงทันทีหลังจากได้ยินเช่นนั้น และเธอก็พึมพำว่า “แม่ทูนหัวก็รู้ว่าหนูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
“แม่ทูนหัวน่ะอยู่ต่างประเทศมานานแล้ว จะไม่รู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง? ดูถูกกันเกินไปหรือเปล่า?” ซ่งฉิงทำอาหารเป็น แต่เธอมักจะถูกรายล้อมไปด้วยลูกศิษย์ผู้กตัญญู ทำให้ซ่งฉิงไม่ต้องลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง
แต่บางครั้งเมื่อมีเวลาว่าง ซ่งฉิงก็มักจะทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยตัวเอง
บางครั้งเธอก็รู้สึกสบายใจกับการเข้าไปทำอาหารในห้องครัว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรีบขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า “ขอโทษค่ะแม่ทูนหัว หนูไม่ได้ตั้งใจจะดูถูก หนูแค่รู้สึกแปลกใจ”
“เด็กน้อย แม่แค่ล้อเล่นน่ะ” บางครั้งซ่งฉิงก็ค้นพบว่า ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคิดจริงจังเกินกว่าเหตุ
เวลาต้องรับมือกับคนเฒ่าคนแก่ เธอมักจะพูดถ่อมตัวเสมอ ไม่แปลกใจเลยที่หลายคนจะชอบเธอ
“หนูรู้หรอกค่ะว่าแม่ทูนหัวล้อเล่น ว่าแต่คราวที่แล้วได้แวะไปหาแม่อวี้เฉิงบ้างมั้ยคะ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยังคงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
ช่วงนี้เธอยุ่งกับงานมากและมัวแต่นึกถึงเรื่องของมู่อวี้เฉิง เธอจึงไม่ได้แวะไปที่บ้านเก่าเลย
พอมาเจอซ่งฉิงอีกครั้ง เธอก็นึกขึ้นได้
เธออยากจะโทรศัพท์ไปสอบถามสถานการณ์ของ ลิ่นอวี๋เหยียนกับบ้านเก่า แต่เธอกลัวว่าได้ยินคำพูดทำร้ายจิตใจ ดังนั้นเธอจึงทำใจยอมพ่ายแพ้
“ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ไม่ต้องกังวล หลังจากนี้อวี๋เหยียนจะอยู่ข้างหนูแน่นอน เธอแค่มีปัญหาเล็กน้อยก็เลยทำให้อารมณ์ไม่มั่นคงน่ะ” ซ่งฉิงไม่อยากเล่าเรื่องของผู้ใหญ่ให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวฟัง
มันสับสนมากจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วค่ะ” ซ่งฉิงกับลิ่นอวี๋เหยียนเป็นเพื่อนสนิทกัน
หากมีอะไรเกิดขึ้นกับลิ่นอวี๋เหยียนจริง ๆ ซ่งฉิงคงจะวิตกกังวลมากที่สุด
หลังจากได้ยินคำพูดของซ่งฉิง ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็โล่งใจ
“หนูทะเลาะกับอวี้เฉิงอยู่ไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังไปสนใจแม่ของเขาอยู่อีก? เหมี่ยวเหมี่ยว บางครั้งหนูก็ใจดีเกินไป แม่หวังว่าหนูจะโหดร้ายกว่านี้นะ” ซ่งฉิงพูดติดตลก
“ก็มันผูกใจติดไปแล้วนี่คะ แม่เขาก็ดีกับหนูเหมือนกัน หนูก็หวังว่าแม่จะสบายดี หนูว่าแม่คงไม่ได้โกรธอะไรพวกเราขนาดนั้นหรอก” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวแยกแยะเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน
เธอทะเลาะกับมู่อวี้เฉิงก็จริง
แต่เธอไม่อยากดึงคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“อย่างที่หนูพูดนั่นแหละ ความรักที่แม่เขามีให้หนูในฐานะลูกสะใภ้ไม่ได้เสียเปล่าเลย อวี๋เหยียนแค่ป่วยและมันเป็นผลข้างเคียงจากการผ่าตัด ตอนแม่ไปที่นั่น เธอยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ต่อมามู่หงจวิ้นรู้สึกถึงความผิดปกติก็เลยตามหมอมาตรวจร่างกายเธอ เธอถึงได้บอกสาเหตุของโรคให้ฟัง” เดิมทีซ่งฉิงต้องการปิดบังเรื่องนี้จากถงเหมี่ยวเหมี่ยว
แต่เมื่อลองคิดดูแล้วกลับพบว่ามันไม่จำเป็น
ไม่ช้าหรือเร็วถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็จะต้องรู้
“มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอุทานแล้วขมวดคิ้วแน่น
ลิ่นอวี๋เหยียนไม่ใช่เด็กอีกต่อไป เธอเคยได้รับการผ่าตัดสมองมาก่อน และทุกคนก็เป็นกังวลอย่างมาก
ต่อมาหลังจากทุกคนเห็นว่าลิ้นอวี๋เหยียนฟื้นตัวได้ดี ทุกคนก็รู้สึกโล่งใจ
แต่กลับนึกไม่ถึงว่าการผ่าตัดสมองจะทำให้เกิดผลข้างเคียงดังกล่าว
“แม่ก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน หลังจากนี้น่ะ ถ้าเธอพูดอะไรกับหนู หนูก็อย่าเก็บเอาไปคิดจริงจัง หลง ๆ ลืม ๆ ไปซะแล้วอดทนรอจนกว่าจะหายดี อวี๋เหยียนรู้ความจริงแล้วและไม่สบายใจมาก” ซ่งฉิงถอนหายใจเบา ๆ
โชคดีที่นอกเหนือจากนั้นลิ่นอวี๋เหยียนไม่ได้แสดงปฏิกิริยาที่ไม่ดีอะไร
เพียงต้องคอยสังเกตว่าหลังจากนี้จะมีสภาวะแทรกซ้อนและมีวิธีการรักษาหรือไม่
แม้ว่าลิ่นอวี๋เหยียนจะเป็นแบบนี้ แต่มันก็ไม่ได้ผลกระทบกับชีวิตของเธอเลย
“เข้าใจแล้วค่ะแม่ทูนหัว ไว้ฉันมีเวลาจะแวะไปบ้านเก่าสักหน่อย” แต่ก่อนหน้านี้เธอจะต้องจัดการเรื่องของมู่อวี้เฉิงเสียก่อน