พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 901 ขอพ่อคิดดูก่อนนะ
ตอนที่ 901
ขอพ่อคิดดูก่อนนะ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่ได้ยินเช่นนั้นเข้าใจที่มู่หงจวิ้นพูดทันที แต่เธอก็หวังว่ามู่หงจวิ้นจะกลับบ้าน
“…ไม่ใช่ว่าพ่อไม่อยากกลับ” จู่ ๆ มู่หงจวิ้นก็ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง แต่หลังจากนั้นไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นและแน่ใจว่ามู่หงจวิ้นเริ่มจะสั่นคลอนแล้ว จากนั้นเธอก็รีบพูดเสริมทันทีว่า “หนูว่าแม่เข้าใจเรื่องนี้แล้วล่ะค่ะ แม่เองก็เสียใจเหมือนกัน แต่แค่แสดงออกไม่เก่ง”
จากนั้นเสียง “ป๊อก” ก็ดังขึ้น
มู่หงจวิ้นกับลิ่นอวี๋เหยียนอยู่ด้วยกันมานานจนเขารู้จักนิสัยใจคอเธอหมดแล้ว เขาจึงพูดตอบด้วยสีหน้ายากลำบากว่า “ขอพ่อคิดดูก่อนนะ…”
เขาไม่ได้ใจร้อนรีบเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น เขาคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ลิ่นอวี๋เหยียนชอบทำตามอำเภอใจมาก ส่วนเขาก็คอยตามใจเธอตลอด แต่ตอนนี้มันแตกต่างออกไป มันถึงเวลาที่ลิ่นอวี๋เหยียนจะต้องเปลี่ยนนิสัยของตนเองแล้ว
หากไม่จำเป็น มู่หงจวิ้นก็ไม่อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองตกอยู่ในสงครามเย็นแบบนี้หรอก มีแต่ จะส่งผลเสียต่อทั้งสองเปล่า ๆ
“พ่อรู้ว่าเธอเป็นคนมีเหตุผล ขอเวลาพ่อคิดหน่อยนะ…”
มู่หงจวิ้นถอนหายใจยาวแต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ จู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกผลักออกจากด้านนอก
เนื่องจากแรงกำลังค่อนข้างมาก ส่งผลให้บานประตูกระแทกเข้ากับผนังจนเกิดเสียงดังลั่น และจากนั้นก็เด้งตัวดีดกลับมา
ลิ่นอวี๋เหยียนปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกเขาทั้งสอง ทว่าสิ่งที่ทำให้มู่หงจวิ้นประหลาดใจคือริ้วรอยเล็ก ๆ ที่ไม่อาจปิดซ่อนได้บนใบหน้าเนียนละเอียด ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยแสดงสีหน้าร้อนอกร้อนใจเลย
นอกจากนี้คิ้วยังขมวดเป็นปม มุมปากลู่ลงบ่งบอกถึงความรู้สึกผิด
เดี๋ยวก่อน?! รู้สึกผิดเหรอ? มู่หงจวิ้นรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
จู่ ๆ บรรยากาศภายในห้องก็เริ่มตึงเครียดขึ้น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจ้องมองไปที่ทั้งสองคนและพบว่าทั้งสองคนกำลังประสานสายตากันอยู่ เธอจึงรีบพูดขึ้นด้วยความตระหนักรู้ว่า “หนูรู้สึกหิวน้ำจังค่ะ” จากนั้นเธอก็เดินออกไปจากห้องและปิดประตูลง
ทำให้เหลือเพียงพวกเขาสองคนอยู่ในห้องเท่านั้น ลิ่นอวี๋เหยียนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่รู้สึกอับอายเกินกว่า จะพูดออกไป เธอยืนหน้าแดงอยู่ข้างประตู ไม่ยอมขยับเขยื้อน
มู่หงจวิ้นเห็นเช่นนั้นก็จำใจพูดขึ้นว่า “มานั่งสิ” เขาไม่สามารถทำอะไรลิ่นอวี๋เหยียนได้เลย
ลิ่นอวี๋เหยียนเดินเข้าไปในนั่งลง นั่งนิ่งเฉยอยู่สักพักหนึ่ง จากนั้นเธอพูดเสียงแผ่วราวกับยุงตอมหูด้วยความลังเลว่า “ฉันผิดเอง”
“อะไรนะ?” มู่หงจวิ้นได้ยินไม่ชัดจึงถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
ทันทีที่เขาพูดจบ สีหน้าของลิ่นอวี๋เหยียนก็เปลี่ยนไปอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเธอก็เงยหน้าขึ้นและรวบรวมความกล้าหาญออกมา “ก่อนหน้านี้ฉันใจร้อนเอง มันเป็นความผิดของฉัน อารมณ์ฉันแย่มาก ฉันขอโทษ!”
มู่หงจวิ้นทำอะไรไม่ถูก และเขาก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน
ลิ่นอวี๋เหยียนพูดต่อ “ฉันเพิ่งมาคิดได้หลังจากคุณย้ายออกมา ฉันสำนึกผิดจริง ๆ แล้ว ต่อไปฉันจะไม่ทำแบบนี้อีก! คุณย้าย…”
อาจเป็นเพราะว่าอับอายและลำบากใจที่จะพูดออกไป ทำให้ลิ่นอวี๋เหยียนหยุดชะงักชั่วคราวและค่อย ๆ ลดน้ำเสียงเบาลง “คุณย้ายกลับได้มั้ย…”
มู่หงจวิ้นตั้งใจฟังทุกถ้อยคำด้วยความรู้สึกขมขื่นในใจ น้ำกรดที่ลดลงมาทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบลง
พวกเขาทั้งสองอายุมากแล้ว บนขมับมีผมหงอกและมีรอยย่นอยู่ที่หางตาอย่างเห็นได้ชัด เวลาไม่ได้อะลุ้มอล่วยให้ร่างกายของพวกเขาเลย แต่กลับปรองดองความรักของพวกเขาไว้เป็นอย่างดี
มีละครน้ำเน่ามากมายบนโทรทัศน์ที่ฉายให้เห็นถึงความรักความผูกพันของคู่รักที่มีช่วงอายุยังน้อยไปจนถึงแก่เฒ่า ความรักแบบหนุ่มสาวกลายเป็นความรักแบบครอบครัว และทั้งสองก็ปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ
ไม่มีอะไรผิดปกติกับเรื่องนี้ เพียงแต่มู่หงจวิ้นไม่อยากทนมองสถานการณ์เช่นนี้ เขาคอยเอาอกเอาใจลิ่นอวี๋เหยียนและดูแลเธอเป็นอย่างดี และนึกไม่ถึงว่าหลังจากผ่านมาหลายสิบปีแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไม่เสื่อมถอยลงเลย
มันไม่ใช่ความพยายามของมู่หงจวิ้นคนเดียว เขารู้เรื่องนี้ดี
“ผม” ลำคอของมู่หงจวิ้นเริ่มแห้งผาก กว่าจะเค้นเสียงออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย
ไม่ว่าผลลัพธ์ในการทะเลาะเบาะแว้งในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้มันจบแบบนี้แหละ เขาไม่อยากเห็น ลิ่นอวี๋เหยียนทุกข์ใจ แค่นี้เธอก็บอบช้ำทางร่างกายมามากพอแล้ว
“ผมจะกลับไปกับคุณ”
นอกเหนือจากเสียงของมู่หงจวิ้นคือท่าทางของ ลิ่นอวี๋เหยียนที่เป็นดั่งหิมะกำลังละลายลงมา ดวงตาคว่ำลงปรากฏรูปรอยยิ้ม
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งจิบน้ำอุ่นอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น แต่ดวงตาของเธอกลับจับจ้องไปที่บานประตู สายตาล่องลอยอยู่กลางอากาศไม่ยอมกะพริบตา
เสี่ยวเป่ากำลังนั่งเล่นของเล่นอย่างเชื่อฟังและไม่ได้รบกวนถงเหมี่ยวเหมี่ยว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวว้าวุ่นใจมากเพราะเธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน ลิ่นอวี๋เหยียนน่าจะพูดอย่างนั้นออกไปแล้วใช่ไหม? เห็นเธอซ้อมพูดกับกำแพงที่บ้านอยู่หลายครั้ง
ขณะที่ความคิดของเธอกำลังฟุ้งซ่าน บานประตูก็ถูกเปิดออก
หลังจากได้ยินเสียง ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างประหม่า
พอเห็นลิ่นอวี๋เหยียนมีสีหน้าหมองคล้ำ หัวใจของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็จมดิ่งลงทันที
หรือว่า… จะไม่ได้ผล?
“เป็นยังไงบ้างคะ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอดไม่ได้ที่จะถามเสียงแผ่ว
แต่หลังจากนั้นเสี้ยววินาที ลิ่นอวี๋เหยียนก็ส่งยิ้มงุ่มง่าม
การแก้ไขข้อขัดแย้งนั้นจะต้องแยกออกจากการไกล่เกลี่ยของถงเหมี่ยวเหมี่ยวก่อนหน้านี้
พอเห็นดวงตาแวววาวราวกับลูกแก้วของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว ลิ่นอวี๋เหยียนก็รู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทัศนคติของเธอเปลี่ยนไปเงียบ ๆ โดยที่เธอไม่รู้ตัว
“ครั้งนี้ขอบใจเธอมากจริง ๆ นะ” ลิ่นอวี๋เหยียนพูดด้วยความจริงใจ
แต่ก่อนเธอเคยคิดว่ามันยากมากที่จะพูดขอโทษออกไป แต่ตอนนี้เธอกลับพูดมันออกไปอย่างง่ายดาย
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวชะงักไปครู่หนึ่งหลังจากได้ยินเช่นนั้น จากนั้นก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไรค่ะ มันเป็นหน้าที่หนู”
ลิ่นอวี๋เหยียนมองดูเธอแล้วยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปใหญ่จึงเดินเข้าไปหาถงเหมี่ยวเหมี่ยว “เขาบอกจะย้ายกลับแล้ว ตอนนี้กำลังเก็บของอยู่ ส่วนเรื่องที่แม่ทำลงไปก่อนหน้านี้ แม่ขอโทษนะ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเผยอปากแต่กลับไม่รู้จะพูดอะไร หากจะบอกไม่เป็นไรก็คงจะโกหก ถึงอย่างนั้นผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคือแม่ของมู่อวี้เฉิง อีกฝ่ายทั้งสง่างามและสูงส่ง
ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ควรมีร่วมกัน ถ้าใครสักคนในครอบครัวไม่เป็นที่น่าพอใจก็คงจะรู้สึกอึดอัดน่าดู
โชคดีที่เหตุการณ์เหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวส่ายหัว “ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ”
จู่ ๆ บรรยากาศก็เริ่มจริงจังขึ้น แม้ว่าความบาดหมางระหว่างทั้งสองจะพังทลายลงแล้วแต่พวกเธอก็ไม่รู้จะปรับตัวเข้าหากันยังไงดี
“กินลูกอมกระต่ายขาวมั้ยฮะ?” เสี่ยวเป่าจ้องมองด้วยดวงตากลมโตและพูดกับลิ่นอวี๋เหยียน
เสียงของเด็กน้อยดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่มือเล็กจะหยิบลูกอมที่ห่อด้วยกระดาษรูปกระต่ายขาวออกมา “นี่ฮะ”
ลิ่นอวี๋เหยียนรับมาด้วยท่าทางที่แข็งทื่อเล็กน้อย
เสี่ยวเป่าพูดต่อว่า “ผมเหลือแค่เม็ดเดียวเองฮะ หม่ามี้ ขี้งกมาก ให้ผมอาทิตย์ละห้าเม็ดเอง” และตามมาด้วยเสียงพร่ำบ่น
“อย่าพูดมั่ว ๆ นะ!” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหน้าแดงและพยายามรีบไปปิดปากเสี่ยวเป่า แต่เขากลับหลบหนีอย่างว่องไว
บรรยากาศตึงเครียดได้มลายหายไป ลิ่นอวี๋เหยียนกำลูกอมกระต่ายขาวไว้ในมือแน่น พอดูสองคนวิ่งไล่จับกันอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน จู่ ๆ ลิ่นอวี๋เหยียนก็คิดได้ว่าเธอเคยมีความสุขมาตลอด