พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 911 จะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนที่ 911
จะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้น
การผ่าตัดกะโหลกศีรษะค่อนข้างมีความเสี่ยง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันวิธีการนี้กลับมีประสิทธิภาพมากที่สุด
มู่อวี้เฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า
เขารู้สึกว่าเขาควรจะบอกเรื่องนี้กับถงเหมี่ยวเหมี่ยว
เขาจึงคิดจะส่งข้อความไปหาถงเหมี่ยวเหมี่ยว แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างกันเพียงแค่บานประตูกั้น แต่เขาก็ไม่อยากเปิดประตูไปรบกวนพ่อกับแม่
แต่ในขณะที่เขากำลังพิมพ์แก้ไขข้อความ จู่ ๆ บานประตูก็ถูกผลักออกจากด้านใน เผยให้เห็นถงเหมี่ยวเหมี่ยวเดินออกมา
มู่อวี้เฉิงกับสวี่เฉิงถิงต่างยืนตกตะลึงอยู่ที่หน้าประตู มองดูเธอด้วยความประหลาดใจ
“พวกคุณมองอะไรกันคะ?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกว่าทั้งสองคนดูแปลกประหลาดเล็กน้อย หรือว่าจะมีอะไรติดอยู่บนร่างกายเธอ เธอคิดเช่นนั้นและก้มหน้ามองตรวจสอบตัวเองอย่างรอบคอบ แต่สุดท้ายกลับไม่พบสิ่งใดผิดปกติเลย
เธอจึงเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วแน่นและถามด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้น?”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
มู่อวี้เฉิงอดไม่ได้ที่จะยิ้ม ส่ายหัวแล้วตอบคำถามเธอ “ไม่มีอะไร ผมแค่กำลังจะส่งข้อความหาคุณ แต่คุณกลับบังเอิญออกมาก่อน เราทั้งคู่เลยประหลาดใจ นี่ว่ามันบังเอิญจริง ๆ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มเล็กน้อยแล้วหรี่ตาลง หยักไหล่และพูดหยอกล้อว่า “คุณสองคนออกมาข้างนอกนานแล้วไม่ยอมกลับไปข้างในสักที ก็เลยออกมาดูว่ามัวทำอะไรกันอยู่ เห็นก่อนหน้านี้กระซิบกระซาบกัน ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรที่บอกฉันไม่ได้เหรอคะ?”
แม้จะรู้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมาะสมที่จะมาพูดเล่นหรือหยอกล้อกันแบบนี้ แต่นี่กลับเป็นวิธีการเดียวที่ จะสามารถทำให้พวกเขาคลายเครียดได้ พวกเขาไม่สามารถทำให้บรรยากาศหม่นหมองได้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นพวกเขาคง จะรู้สึกกดดันจนเสียสติแน่ ๆ
“เราแค่ออกมาคุยเรื่องแม่กันข้างนอกน่ะ หมอสวี่บอกว่าให้รอช้ามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เขาคิดว่าควรจะผ่าตัดเปิดกะโหลก แต่ผมก็กำลังคิดว่าจะบอกเรื่องนี้กับแม่ยังไงดี” มู่อวี้เฉิงพูดอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่พวกเขาเพิ่งพูดคุยกัน จากนั้นก็หันกลับไปมองประตูห้องผู้ป่วย
ถ้าลิ่นอวี๋เหยียนได้ยินเรื่องนี้คงจะตอบโต้อย่างรุนแรงแน่นอน
พวกเขาทั้งสามคนสามารถจินตนาการถึงฉากนั้นในใจได้
แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็จำเป็นต้องบอกเธอ เพราะเธอคือคนที่เกี่ยวข้อง
“พวกคุณคงจะไม่ได้ให้ฉันเป็นคนบอกเรื่องนี้กับแม่ใช่มั้ย?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและใช้เวลาอยู่นานกว่าจะรู้ตัว เธอพูดถามด้วยความตกใจและเบิกตากว้าง
มู่อวี้เฉิงกับสวี่เฉิงถิงมองหน้ากันแล้วพยักหน้า
พวกเขาสองคนไม่รู้จะบอกลิ่นอวี๋เหยียนยังไงดี ดังนั้นจึงอยากจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของถงเหมี่ยวเหมี่ยว
ทว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลับส่ายหัวแล้วพูดอย่างลังเลว่า “แต่ฉันทนบอกเรื่องโหดร้ายกับแม่ไม่ได้หรอก ฉัน… กลัวว่าถ้าแม่รู้เรื่องนี้แม่จะต้องกลัวมากแน่ ๆ…”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกัดริมฝีปากล่างแน่น สับสนเล็กน้อยว่าจะต้องพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ก่อนที่ทั้งสามจะตัดสินใจได้ ประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง และคราวนี้เป็นมู่หงจวิ้นที่เดินออกมา
เดิมทีเขาตั้งใจจะเดินออกมาเติมน้ำร้อนใส่กาต้มน้ำ แต่ทันทีที่เปิดประตูออกมาเขาก็ได้ยินทั้งสามคุยเรื่องนี้กัน เขารีบหันกลับไปปิดประตูอย่างแน่นหนา กลัวว่าลิ่นอวี๋เหยียนที่อยู่ในห้องจะมาบังเอิญได้ยินเข้า
“พวกเธอ… พูดว่าไงนะ” มู่หงจวิ้นเดินเข้ามาหาแล้วพูดถาม
พวกเขาทั้งสามคนหันกลับไปมองทางห้องผู้ป่วย พอได้ยินเสียงที่คุ้นเคย พวกเขาก็หยุดชะงักและพูดด้วยความลำบากใจว่า “เรากำลังคุยเรื่องแม่กันอยู่ค่ะ หมอสวี่บอกว่าต้องผ่าตัดเปิดกะโหลก พวกเราก็กำลังคิดว่าจะบอกเรื่องนี้กับพวกพ่อยังไงดี…”
เหตุผลบางอย่างทำให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกผิดอย่างอธิบายไม่ถูก เดิมทีพวกเขาทั้งสามคนไม่มีความตั้งใจจะบอกเรื่องนี้กับมู่หงจวิ้น แต่ใครจะรู้ว่าเขาจะมาบังเอิญได้ยินเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วก็ทำได้แค่บอกออกไปตรง ๆ
มู่หงจวิ้นขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ มันมาถึงขั้นที่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกแล้วเหรอ
เขากลืนน้ำลายอย่างประหม่า ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง
แน่นอนว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วจะทำยังไงได้ล่ะ
เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและพูดบอกอย่างหมดหนทางว่า “หนูไม่รู้จะบอกเรื่องนี้กับแม่ยังไงเลยค่ะ เพราะไม่มีใครอยากให้มันกลายมาเป็นแบบนี้ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ตอนนี้มาถึงขั้นที่แม่เป็นลมหมดสติไปครั้งหนึ่งแล้ว คงต้องรีบตรวจเช็กให้ทันเวลาค่ะ…”
มู่หงจวิ้นเข้าใจที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดอย่างถ่องแท้
เขาไม่ใช่คนไร้เหตุผล และเขาก็รู้ว่าตอนนี้อาการของลิ่นอวี๋เหยียนเริ่มจะร้ายแรงขึ้นมากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นสวี่เฉิงถิงเป็นคนตัดสินใจเอง ดังนั้นมันจะต้องเป็นประโยชน์และไม่เป็นอันตรายสำหรับพวกเขา แม้ว่าการผ่าตัดเปิดกะโหลกจะค่อนข้างมีความเสี่ยง แต่ถ้าคิดพิจารณาอย่างรอบคอบจะรู้ว่านี่เป็นวิธีการตรวจสอบหาสาเหตุที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถหาสาเหตุได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ขณะที่มู่อวี้เฉิง ถงเหมี่ยวเหมี่ยวและสวี่เฉิงถิงกำลังเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนบอกเรื่องนี้กับลิ่นอวี๋เหยียน มู่หงจวิ้นก็พูดขึ้นมาอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ไม่งั้นเดี๋ยวพ่อบอกเอง ให้พวกเธอสามคนมาพูดเรื่องนี้แทนคงไม่เหมาะหรอก เพราะงั้นเดี๋ยวพ่อจัดการเอง”
พวกเขาทั้งสามคนตกตะลึงทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่ก่อนที่พวกเขาจะพูดรั้ง มู่หงจวิ้นก็หยิบกาน้ำร้อนขึ้นมาและเดินกลับเข้าไปในห้องผู้ป่วย
ทั้งสามคนมองดูและรีบก้าวตามเขาเข้าไปข้างใน
มู่หงจวิ้นไม่ได้ลังเลเลยและบอกเรื่องนี้กับลิ่นอวี๋เหยียนโดยตรง
ลิ่นอวี๋เหยียนรับมือกับเรื่องนี้ไม่ไหวและแทบจะเป็นลมทันทีหลังจากได้ยินเรื่องนี้ ภายในใจของเธอไม่สามารถยอมรับได้ว่าเธอกำลังป่วยหนักจนถึงขั้นต้องผ่าเปิดกะโหลก ฟังแล้วมันดูน่ากลัวเกินไป
แต่สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงคือเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อารมณ์ของลิ่นอวี๋เหยียนเป็นลบมากขึ้น
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคอยดูแลลิ่นอวี๋เหยียนอยู่ข้าง ๆ แต่สุดท้ายเพราะอาการป่วยก็ทำให้เธอขี้หงุดหงิดขึ้น
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกท้อแท้ใจแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นเธอกลายมาเป็นแบบนี้เพราะเธอไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองกำลังป่วยหนัก
ในที่สุดวันหนึ่งถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ได้พูดเปิดอกกับ ลิ่นอวี๋เหยียนอย่างจริงจัง
“แม่ต้องเชื่อว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ พวกเราทุกคนจะอยู่เคียงข้างแม่เสมอ และแม่ก็ควรจะเชื่อแบบนี้ด้วย หนูคิดว่าจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“แม่ไม่อยากเห็นด้านที่สวยงามของโลกใบนี้เหรอคะ บางทีสถานการณ์อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้ค่ะ”
ลิ่นอวี๋เหยียนมองดูเธอด้วยสีหน้าจริงจัง และ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็พยักหน้าให้เธออย่างหนักแน่น “แม่เชื่อในตัวพวกเราทุกคนใช่มั้ยคะ? พวกเราเชื่อว่าจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ”
“แม่ก็ไม่อยากอารมณ์เสียหรอก แต่มันควบคุมตัวเองไม่ได้จริง ๆ พอแม่นึกถึงอาการป่วย แม่ก็…”
เธอหยุดพูดกะทันหัน ทว่าทุกคนกลับเข้าใจดีกว่าเธอต้องการจะพูดอะไร