พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 917 ห้ามรบกวน
ตอนที่ 917
ห้ามรบกวน
สวี่เฉิงถิงมองดูคู่รักคู่นี้แล้วส่ายหัวอย่างทำอะไรไม่ถูก จากนั้นก็ขอตัวออกไปก่อนเพราะเขามีธุระที่ต้องทำต่อ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้พูดชวนให้เขาอยู่ต่อ เพียงแต่ส่งยิ้มให้มู่อวี้เฉิง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอย่างทำอะไรไม่ถูก “ฉันรู้ว่าคุณไม่พอใจเขา แต่ไม่เห็นต้องทำตัวหวาดระแวงขนาดนี้เลย”
มู่อวี้เฉิงพูดอย่างหงุดหงิด “คุณไม่รู้หรอกว่าผมกังวลเรื่องอะไร ถึงตอนนี้หมอสวี่จะไม่ได้คิดอะไรกับคุณแล้ว แต่ใครจะรับประกันได้ว่าหลังจากนี้เขาจะไม่ทำแบบเดิมอีก?”
“หรือผมต้องรอให้เขาพรากคุณไปจากผมก่อน?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งฟังความวิตกกังวลของมู่อวี้เฉิง เงียบ ๆ ยกมือขึ้นมาสัมผัสคิ้วของเขาเบา ๆ ราวกับพยายามช่วยขจัดความกังวลของเขา “อย่ากังวลไปเลย อวี้เฉิง”
“ไม่ต้องพูดถึงเขาแล้ว ไม่มีใครมาแยกเราจากกันได้ ง่าย ๆ หรอก คุณก็รู้เรื่องนี้ดีนี่”
มู่อวี้เฉิงยังคงนั่งเงียบ แต่ยื่นมือออกมากอด ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเอาไว้ในอ้อมแขน
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเขยิบตัวแนบชิดติดหน้าอกแกร่ง เสียงหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอดังก้องอยู่ในหูของเธอ ทำให้เธอรู้สึกมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก เธอหลับตาลงและใช้มือลูบหลังมู่อวี้เฉิงเบา ๆ ราวกับว่ากำลังปลอบโยนเขา
มู่อวี้เฉิงเพียงถอนหายใจและกอดร่างที่บอบบางของเธอเอาไว้แน่น
ทั้งสองจมดิ่งอยู่ในอ้อมกอดที่ห่างหายไปนาน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นราวกับเพิ่งรู้สึกถึงการไหลของเวลา เธอมองดูใบหน้าหล่อเหลาของมู่อวี้เฉิงที่อยู่ห่างจากปลายจมูกของเธอเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร
“ยังกังวลอยู่มั้ย?”
มู่อวี้เฉิงส่ายหน้าและพูดปฏิเสธ ทว่าสีหน้าของเขากลับไม่ได้ดูอ่อนโยนลงเลย ราวกับประติมากรรมที่สมบูรณ์แบบชิ้นนี้ถูกสร้างให้มีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างเดียว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจเงียบ ๆ
เธอจะไม่เข้าใจนิสัยของมู่อวี้เฉิงได้ยังไง
แม้ว่าเขาจะแสดงออกมาแบบนี้แต่เขาก็มักจะเก็บความกังวลทุกอย่างเอาไว้ในใจ ไม่ยอมบอกใคร และเก็บอารมณ์ด้านลบทั้งหมดเอาไว้คนเดียวเงียบ ๆ
กระทั่งตอนที่แม่ป่วยและต้องผ่าตัด เขาก็ยังแสดงท่าทางเย็นชา ควบคุมตัวเองได้ดีราวกับว่าไม่ได้สนใจความสำคัญของครอบครัว
ถึงการทำเช่นนี้จะไม่ถูกจับได้และใช้มาเป็นข้ออ้างในการข่มขู่ได้ง่าย ๆ แต่สำหรับเขาเองมันก็ไม่ต่างอะไรจากภาระที่ต้องแบกรับ
เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดและความยุ่งเหยิงที่ไม่สามารถบอกแม้กระทั่งคนใกล้ชิดได้ เก็บงำมันมา เงียบ ๆ คนเดียวตลอดหลายปี
“ทำไมไม่พูดล่ะ?” มู่อวี้เฉิงมองดูดวงตาแวววาวของเธอที่เหมือนจะมีน้ำเอ่อล้นออกมา ถึงอย่างนั้นเขากลับคิดว่าเขาอาจจะตาฝาด เขาจึงปล่อยมือออกจากถงเหมี่ยวเหมี่ยวแล้วพูดถามเธอ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่อยากให้เขาเห็นสีหน้าซับซ้อนของเธอ พอมู่อวี้เฉิงก้มหน้าลงมามองเธอ เธอก็รีบก้มหัวลงเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาพิจารณาของเขา เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวและหันหน้าไปทางห้องผู้ป่วย จากนั้นก็ยื่นมือออกไปจับมือมู่อวี้เฉิง “เราเข้าไปดูแม่ในห้องกันเถอะ”
“เหมี่ยวเหมี่ยว อวี้เฉิง มากันแล้วเหรอ”
ไม่รู้ว่าลิ่นอวี๋เหยียนตื่นนอนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ตอนนี้เธอกำลังพยายามพยุงขอบเตียงเพื่อลุกขึ้นมานั่ง เธอยิ้มเหยเกด้วยความยากลำบากและพูดทักทายพวกเขา “แม่เพิ่งตื่นไม่กี่นาทีที่แล้วเอง พวกลูกกลับกันมาแล้วเหรอ แม่ยังไม่ได้เรียกนางพยาบาลเลย”
ราวกับฤดูใบไม้ผลิได้พัดผ่านทะเลสาบน้ำแข็ง มู่อวี้เฉิงที่มีสีหน้าตึงเครียดมาตลอด ในที่สุดก็แสดงสีหน้าโล่งใจราวกับว่าได้ปลดปล่อยความหนักใจออกไปจนหมดสิ้น
เขารีบก้าวขายาวเข้าไปใกล้เตียงแม่ จัดแจงผ้าห่มให้เธอและในขณะเดียวกันก็ยกหมอนขึ้นมาหนุนหลังคอ ปรับระดับหัวเตียงให้ยกขึ้นสูง การกระทำของเขาอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่งราวกับเขากำลังดูแลเครื่องปั้นดินเผาอันแสนเปราะบางอยู่
มู่อวี้เฉิงเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่ชายผู้ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนมองว่ายืนอยู่เหนือเมฆ และในสายตาของคนนอก ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยสัมผัสกับกลิ่นอายของโลกมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
“แม่ค่ะ แม่เพิ่งจะผ่าตัดเสร็จ ตอนนี้ต้องพักผ่อนก่อน ห้ามขยับตัวไปมานะคะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดบอกก่อนจะเดินไปข้างเตียงและจัดผ้าห่มให้ลิ่นอวี๋เหยียน
เธอเห็นว่ายาในขวดสลิงใกล้จะหมดจึงรีบกดกริ่งข้างเตียง “เดี๋ยวพยาบาลก็เข้ามา แม่พักผ่อนไปก่อนเถอะค่ะ พวกหนูจะคอยเฝ้าให้เอง”
หลังจากนั้นไม่นาน นางพยาบาลในชุดขาวบริสุทธิ์ก็เดินถือขวดยามาปรากฏตัวหน้าห้อง คนที่เดินตามหลังเธอเข้ามาคือเสี่ยวเป่าที่มีใบหน้าเหมือนเทวดาตัวน้อย ดวงตากลมโตเป็นเหมือนดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ
พอเห็นว่าลิ่นอวี๋เหยียนตื่นขึ้นมาแล้ว สีหน้าเศร้าสลดก็ดูสดใสขึ้นทันตาเห็น เขารีบสาวเท้าวิ่งกระโดดเข้าไปในอ้อมกอดของลิ่นอวี๋เหยียน “คุณย่า คุณย่าตื่นแล้ว!”
“คุณย่าไม่รู้หรอกว่าตอนรอให้คุณย่าตื่นมันยากแค่ไหน ผมเป็นห่วงคุณย่ามากเลย แต่พี่พยาบาลไม่ยอมให้ผมเข้ามาปลุกคุณย่า ผมเลยต้องออกไปรอข้างนอกประตู…”
เขากำลังพูดถึง “การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” ที่เขาเพิ่งได้รับมา และดูเหมือนว่าเสี่ยวเป่าจะกำลังหวนนึกถึงช่วงเวลาที่เขาต้องนั่งกระวนกระวายใจอยู่ที่หน้าประตู
เขาเบะปากราวกับว่ากำลังจะร้องไห้ น้ำเสียงของเขาปะปนไปด้วยเสียงสะอึกสะอื้น “ผมรอแล้วรออีก รอจนเวลาหมุนครบวงกลมแล้วคุณย่าก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา ผมกลัวว่าจะไม่ได้เจอคุณย่าอีก…”
“เจ้าเด็กแสบพูดเหลวไหลอะไร!” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวบีบแก้มเสี่ยวเป่าอย่างตำหนิ
แต่พอเห็นว่าเขากำลังกลั้นน้ำตาอยู่ เธอก็รีบดึงมือกลับมา
“เหมี่ยวเหมี่ยว เธอก็เหลือเกิน คำพูดเด็กไม่มีอ้อมค้อมหรอก รู้สึกยังไงก็พูดอย่างนั้น จะไปเถียงกับลูกทำไม” ลิ่นอวี๋เหยียนยิ้ม ยกมือข้างที่ไม่มีเข็มฉีดยาขึ้นมาลูบผมนุ่มและเช็ดน้ำตาที่หางตาให้เขา
“ใช่ ผมเป็นห่วงคุณย่ามาก หม่ามี้ยังจะมาดุผมอีก” เสี่ยวเป่าไม่ได้รู้ว่าคำพูดของเขาไม่ถูกต้อง เขาเอาแต่กอด ลิ่นอวี๋เหยียนไว้แน่นพร้อมทั้งพูดตอบโต้ไม่หยุด
“เอาล่ะ พอแล้ว ลูกออกไปก่อน เดี๋ยวหม่ามี้แด๊ดดี้ค่อยเฝ้าคุณย่าให้เอง”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นว่าเสี่ยวเป่ากำลังจะพูดต่อและรู้ดีว่าเขาจะไม่มีทางหยุดพูดในช่วงเวลาสั้น ๆ เธอจึงรีบพูดดักคอก่อนที่เขาจะพูดอะไร “คุณย่าเพิ่งผ่าตัดมา ยังไม่หายดี ต้องพักผ่อน อย่าเพิ่งรบกวนคุณย่าเลยลูก”
ลิ่นอวี๋เหยียนโบกมือแล้วยิ้มด้วยความเอ็นดู แม้ว่าเธอจะต้องอดทนกับความเจ็บปวดหลังผ่าตัด แต่เธอก็ไม่เคยแสดงความเจ็บปวดออกมาเลย “ไอหยา ไม่เป็นไรหรอก หลานชอบพูดก็ปล่อยให้เขาพูดไป”
“ได้ยังไงคะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจับมือข้างหนึ่งของ เสี่ยวเป่า ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งของเขายังจับขอบเตียงอยู่
“ชอบพูดแต่ก็ต้องรู้เวล่ำเวลา แม่เพิ่งตื่นขึ้นมาเอง จะปล่อยให้เขามารบกวนเวลาพักผ่อนแบบนี้ไม่ได้ค่ะ”
เธอพูดแล้วดึงเสี่ยวเป่าออกไปจากห้อง
กระทั่งช่วงเย็นมาถึง ทั้งสามคนดูแลลิ่นอวี๋เหยียนเสร็จแล้วก็เดินทางกลับบ้านด้วยกัน
“ทีหลังถ้าอยากคุยกับคุณย่าต้องดูสถานการณ์ด้วยนะลูก”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจับมือเสี่ยวเป่าแล้วพูดอย่างจริงจัง “ตอนนี้ร่างกายคุณย่าอ่อนแอมาก หมอบอกว่าห้ามให้อยู่ในที่เสียงดัง เพราะงั้นต่อไปถ้าไปเยี่ยมคุณย่าต้องเงียบ ๆ นะ เข้าใจมั้ย?”