พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 948 มันเจ๋งขนาดนั้นเลยหรือไง?
ตอนที่ 948
มันเจ๋งขนาดนั้นเลยหรือไง?
มู่หงจวิ้นพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ว่าพวกคุณจะตกลงกันว่ายังไง ผมก็จะไม่ถ่ายหนังเรื่องนี้เด็ดขาด”
“ทำไมครับ?” มู่อวี้เฉิงถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ใช่ว่าเล่าแล้วพ่อจะกลัวพวกแกหัวเราะเยาะสักที่ไหน สมัยหนุ่ม ๆ เราสองคนมีปัญหากันอยู่บ่อยครั้ง ถึงมันจะผ่านมาหลายปีแล้วแต่เรื่องพวกนั้นมันก็ยังค้างคาอยู่ในใจพ่อเหมือนกับหนามที่จิ้มเข้ามา ตอนแรกคิดว่าแก่แล้วจะปล่อยผ่านไปได้ แต่พอพวกแกขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกัน พ่อก็ทนมองคนที่ไม่ชอบขี้หน้าตลอดทั้งวันไม่ไหว” มู่หงจวิ้นขมวดคิ้วแล้วพูดบอก
“แต่ผู้กำกับกู้นั่นมีฝีมือดีที่สุดเท่าที่เราเคยพบมาเลยนะคะ ถ้าพ่อไม่เห็นด้วยเราก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องไปหาผู้กำกับคนใหม่มาแทนผู้กำกับกู้ทันที แล้วเราจะทำยังไงได้ล่ะคะ?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมีสีหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นกลับกลายมาตกอยู่ในสถานการณ์นี้ มันคือสิ่งที่เธอไม่คาดคิดจริง ๆ
“พ่อไม่สน พ่อไม่คิดจะทำหนังพรรค์นี้อยู่แล้ว” มู่หงจวิ้นหันหน้าหนี โดยไม่สนใจคำอธิบายของถงเหมี่ยวเหมี่ยว
“พ่อคะ เรื่องสมัยหนุ่มสาวก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของตอนนั้นเถอะค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทำหนังเรื่องนี้ กว่าจะได้ตัวผู้กำกับกู้มาไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะคะ ถ้าเราปฏิเสธเขาไปบริษัทเราจะเสียหายหนักมาก พ่อก็รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของพวกเราเป็นยังไง” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกหมดหนทาง
“ฮึ่ม พ่อไม่สนใจ จะถ่ายหนังก็ถ่ายไปแต่ต้องไม่ใช่ผู้กำกับกู้อะไรนั่น พ่อยอมได้มากสุดเท่านี้แหละ พวกแกก็จัดการกันเองแล้วกัน” มู่หงจวิ้นพูด
“พ่อครับ พ่อก็ทำกับเขาเหมือนคนแปลกหน้าสิครับ ยังไงซะระหว่างถ่ายหนังก็ไม่ต้องมีปฏิกิริยาอะไรกับเขาอยู่แล้ว” มู่อวี้เฉิงพูดบอกอย่างกังวลใจ โดยมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วเขาจะสามารถพูดโน้มน้าวพ่อได้ เขาอยู่กับพ่อมานานหลายปีและรู้จักนิสัยใจคอของพ่อดี
“พ่อแกไม่ใช่คนไร้เหตุผลนะ ลองคิดดูว่าหลายปีที่ผ่านมาฉันทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวมาตลอด แต่สำหรับคนคนนี้น่ะ ฉันไม่เห็นด้วยจริง ๆ ฉันเคยคิดว่าฉันทำใจได้แล้วแต่พอพูดถึงเรื่องนั้นทีไรก็หงุดหงิดขึ้นมาทุกที ฉันพบว่าฉันไม่สามารถให้อภัยเขาได้เลย”
มู่หงจวิ้นยังคงมีทัศนคติที่แน่วแน่ ไม่ว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวจะพูดอะไรเขาก็จะไม่เห็นด้วยเด็ดขาด
มู่อวี้เฉิงกับลิ่นอวี๋เหยียนเห็นว่าทั้งสองคนโต้เถียงกันไปมาจึงเริ่มรู้สึกเป็นกังวล แต่ดูแล้วคงจะไม่มีหนทางเลย มู่หงจวิ้นเป็นคนแบบนี้ มีนิสัยแบบนี้ ไม่มีทางที่จะไปเปลี่ยนการตัดสินใจของเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้นเธอเองก็รู้เรื่องเมื่อหลายปีก่อน เพราะฉะนั้นเธอสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมมู่หงจวิ้นถึงมีทัศนคติเช่นนี้
“พ่อ…” มู่อวี้เฉิงเปิดปากแต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไร
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างพร้อมกับมู่อวี้เฉิง แต่ลิ่นอวี๋เหยียนรีบสะกิดแขนเธอ โดยบอกเป็นนัยว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ลิ่นอวี๋เหยียนจึงตัดสินใจพาถงเหมี่ยวเหมี่ยวเดินออกมา เพราะมีเรื่องบางอย่างที่ไม่เหมาะสมจะพูดต่อหน้า
“มีอะไรเหรอคะแม่?” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวถาม
“เหมี่ยวเหมี่ยว อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องของพ่อเขาเลย ขนาดอวี้เฉิงยังพูดอะไรไม่ได้ เธอก็พูดอะไรไม่ได้หรอก” ลิ่นอวี๋เหยียนพูดอธิบาย
“แต่เรื่องนี้มันสำคัญมากเลยนะคะ เกี่ยวข้องกับใครหลายคน ถ้าพ่อไม่เห็นด้วยแบบนี้ล่ะก็มันจะลำบากมากเลยนะคะ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้ว เธอรู้ดีว่าถ้าหากทำตามที่ มู่อวี้เฉิงพูด มู่หงจวิ้นจะต้องเสียใจ แต่ตอนนี้มันมีวิธีแก้ปัญหาแค่ทางเดียวเท่านั้น
บางทีเธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าขำเหมือนกันนะ
“ลูกเอ๋ย หนูกับอวี้เฉิงลองคิดหาวิธีอื่นดูทีนะ ไปพูดกับพ่อน่ะไม่มีทางสำเร็จจริง ๆ หรอก ถึงแม่จะออกหน้าช่วยพูดให้ก็ไม่มีประโยชน์” ลิ่นอวี๋เหยียนพูด
“ช่างเถอะค่ะแม่ ไม่เป็นไรหรอก สุดท้ายเดี๋ยวมันก็ต้องมีทางออกอย่างอื่นอยู่ดี ถ้าพ่อไม่ยอมก็ช่างมันเถอะค่ะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน
ลิ่นอวี๋เหยียนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น
ดิงดอง
หลังจากลิ่นอวี๋เหยียนได้ยินเสียงกริ่งดังขึ้นก็เดินไปเปิดประตู
มู่หงจวิ้นกับมู่อวี้เฉิงไม่สามารถหารือถึงผลลัพธ์ที่ดีของเรื่องนี้ได้เช่นกัน
มู่หงจวิ้นเดินตรงไปที่โซฟา นั่งลงบนโซฟาและยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
หลังจากได้ยินเสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น เขาก็หันไปมองตามเสียง
ลิ่นอวี๋เหยียนเดินไปเปิดประตูและพบว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างค่อนข้างอ้วนท่วมและใส่แว่นตา
ถูกต้อง นั่งคือผู้กำกับกู้
“อา… อวี๋เหยียน ผมรู้ว่าผมอาจจะมารบกวนคุณ แต่ผมอยากจะแวะมาคุยเรื่องเก่า ๆ กับคุณสักหน่อย” ผู้กำกับกู้พูดด้วยท่าทางสุภาพ
“คุณ…” ลิ่นอวี๋เหยียนถึงกับชะงักไปทันที แน่นอนว่าเธอรู้จักกับผู้กำกับกู้ แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะบุกมาหาเธอถึงที่ในตอนนี้ ทำให้เธอถึงกับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ได้แต่ยืนนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้น
“อวี๋เหยียน?” พอเห็นว่าลิ่นอวี๋เหยียนเงียบไป ผู้กำกับ กู้จึงพูดทักทายอีกครั้ง
“เอ่อ… สวัสดี ขอโทษค่ะ” ลิ่นอวี๋เหยียนได้สติกลับคืนมาและรีบตอบสนองทันที
“ผมมาหาถงเหมี่ยวเหมี่ยวน่ะ” ผู้กำกับกู้พูดบอก
“ค่ะ เชิญเข้ามาก่อนสิคะ” ลิ่นอวี๋เหยียนเบนตัวเอียงไปด้านข้างและผายมือเชิญให้ผู้กำกับกู้เข้ามา
มู่หงจวิ้นสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวนี้เหมือนกัน แต่ไม่นึกว่าจะเป็นผู้กำกับกู้
ใบหน้าของมู่หงจวิ้นเปลี่ยนเป็นมืดมนทันที
“ผู้กำกับกู้มาที่นี่เหรอคะ!” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเดินเข้าไปทักทายอย่างกระตือรือร้น
“ขอโทษที่มารบกวนนะ ผมแค่อยากจะแวะมาคุยเรื่องหนังกับคุณน่ะ” ผู้กำกับกู้ยิ้มและพูดบอก
“มาค่ะ เชิญนั่งก่อน” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเชิญผู้กำกับกู้ไปที่ห้องนั่งเล่นอย่างสุภาพ
“ครับ” ผู้กำกับกู้พยักหน้าและตอบรับ
ในขณะเดียวกัน ผู้กำกับกู้บังเอิญสบตากับมู่หงจวิ้นพอดี
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายปีแล้ว แต่รูปลักษณ์โดยรวมกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
“แก!” ผู้กำกับกู้แสดงสีหน้าตกใจเล็กน้อย เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอหน้ามู่หงจวิ้นที่นี่
เขารู้สึกไม่ค่อยแน่ใจนักจึงหันกลับไปมองอยู่หลายครั้ง กระทั่งแน่ใจว่าไม่ผิดคน คนคนนี้คือคนในความทรงจำของเขา
“ฉันเอง!” มู่หงจวิ้นตอบรับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
รูปลักษณ์ของผู้กำกับกู้ ถึงจะเปลี่ยนไปเป็นเถ้าถ่านก็ยังจำได้ขึ้นใจ
“ไม่เจอกันหลายปียังเหมือนเดิมเลยนะ!” ท่าทางสีหน้าของผู้กำกับกู้เปลี่ยนขณะพูดบอก
“แกก็เหมือนกัน ยังทำตัวนิสัยแย่เหมือนเดิม” มู่หงจวิ้นพูดเหยียดหยาม
“พ่อ เขาเป็นแขกบ้านเรา เข้าใจหน่อยสิครับ” มู่อวี้เฉิงพยายามพูดเตือน เขาก็นึกไม่ถึงว่าผู้กำกับกู้จะโผล่มาที่บ้านตอนนี้
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นค่อนข้างอึดอัดเล็กน้อย
“ฉันต้องเข้าใจอะไร? มันเจ๋งขนาดนั้นเลยเหรอ?” มู่หงจวิ้นตอบโต้โดยไม่ได้คำนึงถึงความสุภาพเลยสักนิด ก่อนหน้านี้เขายังไม่โมโหเท่าไหร่ แต่พอได้ยินคำพูดของมู่อวี้เฉิงเขาก็หมดความอดทนทันที
“พ่อ!” มู่อวี้เฉิงขมวดคิ้ว
“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือสาหรอก เขาจะพูดอะไรก็ปล่อยให้เขาพูดไป” ผู้กำกับกู้ยิ้ม
แต่มู่หงจวิ้นกลับส่งเสียงฮึดฮัด
ภายในห้องนั่งเล่นเงียบสงัดมาก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูภาพตรงหน้าแล้วถึงกับพูดไม่ออก