พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 959 มันเป็นความผิดของผมแต่แรก
ตอนที่ 959
มันเป็นความผิดของผมแต่แรก
“เหมี่ยวเหมี่ยว?” ซ่งฉิงยืนอยู่ตรงหน้าถงเหมี่ยวเหมี่ยว เรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างทำอะไรไม่ถูก
ตอนนี้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าและแต่งหน้าทำผมแล้ว ดังนั้นเธอจึงดูแตกต่างไปจากปกติมาก แม้แต่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยังไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่สวยสะพรั่งขนาดนี้จะเป็นแม่ทูนหัวของเธอ
“สวยจังค่ะ” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอุทานออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้ซ่งฉิงรู้สึกเขินจนหน้าแดง
“ดีจังที่หนูมา” เธอจับมือถงเหมี่ยวเหมี่ยว วันนี้นักแสดงทุกคนจะมารวมตัวกันที่นี่ รวมถึงเขาคนนั้นด้วย… เขาจะต้องมาปรากฏตัวอย่างแน่นอน แม้ว่าเธอจะบอกตัวเองให้อดทนจนถึงที่สุดแต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับเขายังไงดี
ดังนั้นการมาที่นี่ของถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงทำให้เธอรู้สึกมั่นใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยก็ทำให้เธอไม่ตื่นตระหนก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่รู้เรื่องนี้ แต่เธอก็ยังดีใจที่ได้ยินแม่ทูนหัวพูดแบบนั้น “ตอนนี้ยังไม่เริ่ม เราไปนั่งตรงนั้นกันเถอะค่ะ”
ซ่งฉิงส่ายหัว เห็นได้ชัดว่าเธอดูจริงจังกับมันมากแถมยังพูดว่า “ไม่เป็นไร อีกแป๊บก็เริ่มแล้ว พวกหนูไปนั่งรอเถอะ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่สามารถต้านทานเธอได้และเดินจากไป
คนยังมากันไม่ครบและซ่งฉิงก็ไม่ใช่ตัวละครเอก ดังนั้นเธอจึงได้นั่งพักหายใจบ้าง ที่นี่ยุ่งเหยิงเกินไปและสายตาของลูกเขยก็ดูไม่ค่อยดีนัก เขาคงจะกำลังพยายามปกป้อง ถงเหมี่ยวเหมี่ยว เธอจึงไม่ได้อยู่ต่อ
แต่พออยู่คนเดียวก็ไม่มีอะไรทำ ซ่งฉิงเห็นเก้าอี้ด้านหลังฉากสองสามตัวและน้ำจึงวางแผนจะเดินเข้าไปที่นั่น
แต่บางครั้งความสัมพันธ์ระหว่างสองคนก็ไม่เท่ากัน บางทีก็มากเกินไป บางทีก็น้อยจนเกินไป และความมากน้อยนี้ก็สะท้อนมาจากสถานการณ์ที่แตกต่างกัน มีคนจำนวนไม่น้อยที่พลาดโอกาสกับรักแท้ในชีวิต และมีอีกไม่น้อยที่เคยหันกลับไปมองแต่ก็ไม่อาจลงเอยกันได้
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีกหลายคนที่ไม่เคยได้พบกันแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเดียวกันหรือเติบโตขึ้นมาในโลกใบเดียวกัน
สำหรับซ่งฉิงและเหยียนห่าวชิงอาจจะพอมีบุพเพสันนิวาสต่อกันอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้ร่วมทางกัน และความบังเอิญนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้
“ซ่งฉิง” น้ำเสียงอ่อนโยนของผู้ชายดังขึ้น มันเป็นเสียงของผู้ชายที่มีความนุ่มนวลและเสน่ห์ในตัว และเป็นเสียงที่ซ่งฉิงไม่มีวันลืม คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอคือคนที่เธออยากเจอมาโดยตลอดแต่กลับไม่เคยเจอเลย
“สบายดีมั้ย?”
ซ่งฉิงสูดลมหายใจเข้าลึก และในที่สุดเธอก็หันมายิ้มตอบรับด้วยคำพูดสุภาพ “สบายดี”
เธอไม่ได้ถามอีกฝ่ายว่าสบายดีไหมเพราะเธอไม่อยากเข้าไปพัวพันอีกต่อไป แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเดินหนีไป เหยียนห่าวชิงก็คิดจะเอื้อมมือออกมารั้ง ทำให้แก้วน้ำในมือไถลลื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ขอโทษนะ!”
โชคดีที่ว่ามันเป็นเพียงแค่น้ำอุ่นและเปียกกระโปรงเพียงเล็กน้อย เหยียนห่าวชิงจึงรีบโน้มตัวลงไปช่วยเช็ดให้ ขณะเดียวกันกู้ชิงก็ก้มลงไปทำความสะอาด ทำให้ทั้งสองคนสบตากัน กระทั่งบรรยากาศดูน่าอึดอัดขึ้น
ซ่งฉิงไม่ได้พูดอะไร เพราะในตอนนั้นเขาตัดสินใจเลือกผู้หญิงคนอื่น ตอนนั้นเธออายุยังน้อยและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน คิดแค่จะออกไปลุยโลกกว้าง พอได้ยินข่าวนั้นเธอก็เก็บกระเป๋าเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับ
ตอนนี้มาคิดย้อนกลับไปตอนนั้นก็มีเรื่องบังเอิญหลายอย่าง ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่ความคิดปรารถนาของเธอแค่คนเดียว แต่หลังจากวันเวลาผ่านไป เพียงแค่ชั่วพริบตาก็ผ่านมาหลายปีแล้วและมันก็สายเกินไป
ดังนั้นเธอจึงไม่มีอะไรจะพูด ไม่มีอะไรจะต้องนึกถึงอีก ถ้าไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกันได้อีกก็คงจะดี
แต่ทว่าเหยียนห่าวชิงกลับไม่คิดแบบนั้น ถ้าเขาคิดแบบนั้นเขาโพล่งชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากหรอก มันเป็นชื่อที่เขาเฝ้าคิดถึงมานานหลายปี เฝ้าคิดถึงทั้งวันทั้งคืน ซึมซับเข้าไปในปากและผิวหนัง ฝังลึกจนไม่สามารถขจัดออกไปได้
“ขอโทษนะ เพราะผม เสื้อผ้าคุณถึงเปียกหมดเลย”
มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรตั้งแต่แรกและซ่งฉิงก็ไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิเธอ แต่เหมือนเหยียนห่าวชิงจะสังเกตเห็นท่าทางหลีกเลี่ยงของเธอ ทว่าก็คงยังปฏิเสธจะปล่อยเธอไป
“ไม่เป็นไร ฉันไม่โทษคุณหรอก ช่วยหลบหน่อยได้ไหมคะ”
การรบกวนนี้ทำให้กู้ชิงหวนนึกถึงชีวิตวัยรุ่นอีกครั้ง เธอสูญเสียความสงบและพูดบอกอย่างไม่อดทน
“รีบขนาดนั้นเลยเหรอ? ไม่เจอกันหลายปีแล้ว เรามาคุยกันหน่อยเถอะ”
คุยอะไร? ถึงแม้ว่าเรื่องเมื่อหลายปีก่อนจะเป็นความเข้าใจผิด แต่ตอนนี้มันก็สายเกินกว่าจะแก้ไขแล้ว เธอรับรู้มาจากผู้กำกับกู้ว่าเขาเป็นโสด แต่ถึงอย่างนั้นจะทำยังไงได้ล่ะ? เพราะระหว่างทั้งสองมันไม่มีอะไรเลยนอกจากความทรงจำ
“ฉัน…” ไม่อยากคุย
แต่สุดท้ายเธอก็ไม่กล้าพูดคำนั้นออกไป
พวกเขาทั้งสองเคยรักกันอย่างมากจนกระทั่งผู้หญิงคนโผล่เข้ามา
บางทีอาจเป็นเพราะเหยียนห่าวชิง หล่อนจึงสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาให้ซ่งฉิงเชื่อว่าความรู้สึกที่มีต่อเหยียนห่าวชิงนั้นเป็นแค่รักข้างเดียว และเขาก็มีใครอีกคนอยู่แล้ว
ซ่งฉิงถูกหลอก เจ็บช้ำและไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง เธอเก็บกระเป๋าและไปจากที่นี่ ไม่เคยติดต่อหาเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นี่คือสิ่งที่ซ่งฉิงเสียใจที่สุดในชีวิต เธอไม่ควรเชื่อผู้หญิงคนนั้นหรือไปต่างประเทศ ไม่อย่างนั้นทั้งสองก็น่าจะได้พูดคุยกัน และถ้ามันเกิดขึ้นจริง ตอนจบคงจะแตกต่างไปจากตอนนี้
หลังจากผ่านมาหลายปี ทุกคนต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีช่วงเวลาของความเยาว์วัยที่เต็มไปด้วยความบ้าระห่ำและไม่กลัวอะไรอีกแล้ว ซ่งฉิงรู้สึกว่าตนเองสามารถปล่อยวางเรื่องราวรัก ๆ ใคร่ ๆ ในอดีตได้แล้ว แม้จะรู้สึกไม่พอใจบ้างเล็กน้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
คนเรามักจะมีบางอย่างที่ไม่พอใจจนติดตัวไปถึงหลุมฝังศพเสมอ
“คุยกันหน่อยนะ” สายตาที่เหยียนห่าวชิงจ้องมองมาทำให้เธอไม่สามารถปฏิเสธได้ ซ่งฉิงเคยเชื่อว่าตัวเองลืมทุกอย่างไปหมดแล้ว แต่ตอนนี้ความทรงจำทั้งหมดกลับถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้ง ความเสียใจทั้งหมดหลั่งไหลเข้ามาในใจ ทำให้เธอไม่สามารถเผชิญหน้ากับมันได้อย่างสงบ
ซ่งฉิงไม่ตอบอะไร แต่เหยียนห่าวชิงยังคงรอคอย ทำให้บรรยากาศดูอึดอัดเล็กน้อย เพราะในสถานการณ์ที่มีคนเยอะขนาดนี้ การนั่งจ้องหน้ากันสองคนโดยไม่พูดอะไรเลยมันจะดูโง่เขลาเกินไป
สุดท้ายซ่งฉิงก็พูดขึ้นว่า “อย่ามาอยู่กันตรงนี้เลย ไปหลังฉากกันดีกว่า”
เหยียนห่าวชิงยินยอมอย่างไม่คัดค้าน
ซ่งฉิงเดินนำหน้าด้วยความรู้สึกอายมากจริง ๆ เธอเคยสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่หวั่นไหวอีก แต่พอเธอเจอหน้าเขามันกลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความรู้สึกที่เคยคิดไว้ในหัวกับความจริงมันแตกต่างกันเกินไป จนไม่สามารถทำตัวให้สงบได้เมื่อเธอเจอหน้าเขา
ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนั้น ซ่งฉิงนึกถึงเรื่องในตอนนั้น ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนั้น ตอนนี้พวกเขาจะเป็นยังไงนะ
ในขณะที่ซ่งฉิงกำลังรู้สึกกังวล ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้สึกกังวลเช่นกันเพราะเธอไม่เห็นซ่งฉิงมานานแล้ว มันจึงทำให้ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกไม่สบายใจ ที่นี่มีคนเยอะมากและซ่งฉิงก็แต่งตัวน้อยชิ้น เธอกลัวว่าอาจจะเกิดอันตรายหรือหนาวสั่นจนเป็นไข้ได้ แบบนั้นมันคงจะไม่แน่
“ไม่เป็นไรหรอก” มู่อวี้เฉิงเห็นว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวกังวล แต่อีกฝ่ายไม่ใช่เด็กหญิงตัวเล็กที่ไม่รู้จักวิธีการดูแลตัวเองสักหน่อย ดังนั้นถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลขนาดนี้
แต่ผู้ใหญ่ที่รู้จักวิธีการดูแลตัวเองกำลังปล่อยให้กระโปรงเปียกพันรอบน่อง โดยไม่สนใจเลยว่าจะเป็นหวัดหรือไม่
ท้ายที่สุดเหยียนห่าวชิงทนไม่ไหวอีกต่อไปและถอดเสื้อคลุมของเขามาคลุมให้
การกระทำดังกล่าวคลุมเครือเกินไป แม้ว่าจะไม่มีใครอยู่รอบ ๆ ซ่งฉิงก็ยังหน้าแดง ต้องการจะหยุดเขา แต่ชายตรงหน้ากลับเร็วกว่าและห่อเธอเอาไว้
“คุณไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้” สุดท้ายซ่งฉิงก็ฝืนใจพูดออกมา
คนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มสดใส อาจเป็นเพราะเหตุการณ์นี้ที่ทำให้เขามีความสุขมาก “ไม่เป็นไร มันเป็นความผิดของผมแต่แรก”