พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 961 ห้ามพลาดโอกาสนี้
ตอนที่ 961
ห้ามพลาดโอกาสนี้
หลังจากนั้นไม่กี่วันต่อมา ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ไม่ได้ใจร้อนพูดชักชวนซ่งฉิงในทันที เธอเพียงแค่ติดตามผู้กำกับกู้ไปที่ กองถ่าย
ผู้กำกับกู้มีงานยุ่งมากทุกวันจนไม่มีเวลาได้พูดคุยกับ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเลย ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนเขาเช่นกัน แม้ว่าเธอจะไม่ได้เข้าร่วมการถ่ายทำแต่เธอก็มานั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ทุกวัน
เป็นเช่นนี้อยู่หลายวันและวันเวลาก็ผ่านไปเร็วมาก กว่าจะรู้ตัวก็ลุล่วงไปหลายวันแล้ว
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมีความสุข แต่จากเท่าที่เธอสังเกตการณ์มา เธอพบว่าปัจจัยหลักมาจากการที่เธอเลือกเชื่อใจคนที่เหมาะสมจริง ๆ
ทัศนคติของผู้กำกับกู้คราวเมื่อต้องถ่ายทำภาพยนตร์ดูจริงจังและมุ่งมั่นมาก เขามีความรับผิดชอบต่อภาพยนตร์เรื่องนี้และไม่ได้ผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ อะไรเลย
มุ่งเน้นไปที่การถ่ายทำภาพยนตร์อย่างมาก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประทับใจ ไม่แปลกใจเลยที่ผู้กำกับกู้สามารถผลิตงานภาพยนตร์คุณภาพดีออกมาได้มากมาย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนมาจากการตั้งใจทำงานอย่างหนักของเขา
แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะไม่เคยติดตามวงการภาพยนตร์มาก่อน แต่เธอก็เคยมีโอกาสได้ดูการถ่ายทำมาบ้าง
คนอื่นเป็นผู้กำกับเหมือนกัน แต่เขากลับไม่ได้ถ่ายทำภาพยนตร์จริงจังเหมือนกับผู้กำกับกู้ในตอนนี้เลย เธอเห็นอีกฝ่ายนั่งจ้องหน้าจอเกือบทั้งวัน จดจ่อโดยไม่กะพริบตา และสามารถชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องในฉากต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมืออาชีพมาก
แม้ว่าเขาจะอารมณ์ร้อนและคำพูดจะไม่เป็นที่น่าพอใจ จนนักแสดงวัยรุ่นหลายคนที่ถูกเขาต่อว่าถึงกับน้ำตาตกใน แต่คุณภาพของงานถ่ายทำกลับเป็นที่น่าพอใจมาก และนี่ก็เป็นสิ่งที่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวชื่นชมมากที่สุด
วันนี้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวชวนซ่งฉิงมากองถ่ายด้วย เพราะอยากให้เธอเห็นว่าผู้กำกับกู้จริงจังกับการถ่ายทำภาพยนตร์มากแค่ไหน
ซ่งฉิงไม่มีอะไรทำพอดีจึงตอบตกลง โดยคิดว่าแค่แวะมาดูการถ่ายทำเท่านั้น ดังนั้นเธอจึงติดตามถงเหมี่ยวเหมี่ยวมาที่กองถ่าย
ทว่าเรื่องบังเอิญกลับเกิดขึ้น
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเข้ามานั่งเฝ้าในกองถ่ายหลายวันแล้วแต่กลับไม่เคยเห็นเหยียนห่าวชิงเลยสักครั้ง
แต่เมื่อซ่งฉิงเดินทางมาที่นี่ เหยียนห่าวชิงก็มาปรากฏตัวขึ้นโดยบังเอิญ
เดิมทีถงเหมี่ยวเหมี่ยวกับซ่งฉิงกำลังเดินจับมือถือแขนกันเดินไปข้างหน้าตามปกติ แต่จู่ ๆ ชายคนหนึ่งที่อยู่ในชุดลำลองสีเทาเข้ม แนวสปอร์ตหน่อย ๆ ก็เดินออกมาจากมุมที่อยู่ไม่ไกล เขาแต่งตัวสบาย ๆ ดูไม่ได้พิถีพิถันอะไรแต่ก็ยังคงรูปหล่อเหมือนเดิม
กระทั่งทั้งสองคนพบหน้ากัน พวกเขาก็ชะงักทำสีหน้าแข็งทื่อแบบเดียวกัน
ในขณะนั้นเองเหยียนห่าวชิงเงยหน้าขึ้นมองสองคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามเขา และเขาก็ตกตะลึงเช่นกัน
เขาไม่นึกมาก่อนจริง ๆ ว่าเขาได้เจอซ่งฉิงที่นี่
หัวใจของเขาเริ่มกระวนกระวาย แขนที่แกว่งไปมาอยู่ด้านข้างค่อย ๆ เขยิบเข้ามาหาต้นขาของตนเองโดยไม่รู้ตัว
“เอ่อ… ซ่งฉิง” อันที่จริงเหยียนห่าวชิงไม่มั่นใจว่าเขาควรจะพูดทักทายออกไปดีหรือไม่ เขาลังเลอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะพูดบางอย่างและส่งยิ้มเพื่อทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้
รอยยิ้มของเขาแข็งทื่อมากจนถงเหมี่ยวเหมี่ยวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัดแทนเขา
ซ่งฉิงไม่ตอบรับ ทำให้บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นเช่นนั้นจึงพยายามช่วยกอบกู้สถานการณ์ “บังเอิญจังเลยค่ะมาเจอกันที่นี่”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มตาหยี งอศอกสะกิดซ่งฉิงเบา ๆ แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่มีแค่สองคนเท่านั้นที่ได้ยิน “แม่ทูนหัว ทักทายหน่อยสิคะ ไม่งั้นมันจะอึดอัดนะคะ”
ซ่งฉิงละสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกกลับมา ลดใบหน้าที่ตื่นตระหนกลง และพูดเบา ๆ ว่า “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคิดว่าเธอพูดจบแล้ว แต่กลับนึกไม่ถึงว่าซ่งฉิงจะพูดประโยคอื่นต่อจากนั้น
“ฉันมีธุระที่ต้องทำ ขอตัวก่อนนะ พวกเธอคุยกันต่อเถอะ” หลังจากพูดจบ ซ่งฉิงก็วางแผนจะเดินออกจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้เพียงลำพัง เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย วันนี้เธอควรจะตัดสินใจให้เด็ดขาดกว่านี้ ไม่น่าเข้ามาร่วมดูการถ่ายทำเลย ไม่อย่างนั้นเธอคงจะไม่ต้องมาพบเจอกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเช่นการเผชิญหน้ากับเหยียนห่าวชิง
แต่ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจะยอมปล่อยเธอไปได้ยังไง
เธอรีบคว้าแขนเสื้อของซ่งฉิงแล้วอุทานว่า “ไอหยา” อย่างวิตกกังวล จนทำให้ซ่งฉิงตกใจจนตัวสั่น หันหน้ากลับมาถามด้วยความสับสนว่า “มีอะไร?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวขยิบตาให้เธอเพื่อบอกเป็นนัย ๆ ว่าอย่าทำแบบนี้ ไม่อย่างนั้นมันจะน่าอึดอัดมาก
ทว่าซ่งฉิงดูเหมือนจะไม่เข้าใจการแสดงออกของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว เธอไม่ได้มองดูอีกฝ่ายเลยและกระซิบถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกหมดหนทางอย่างมาก และเข้าใจได้โดยปริยายว่าพวกเขาไม่สามารถสื่อสารกันได้ด้วยการสบตากันเท่านั้น
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงเอนตัวเข้าไปใกล้ใบหูของซ่งฉิงและ กระซิบว่า “แม่ทูนหัว ในเมื่อตัดสินใจชัดเจนแล้ว ทำไมไม่อวยพรส่งท้ายเขาหน่อยล่ะคะ ว่ากันตามตรง ถ้าพวกแม่ยังพอพูดคุยกันได้อยู่ ในอนาคตกลายมาเป็นเพื่อนกันก็ไม่น่าเสียหายอะไรนะคะ”
คำว่าเพื่อนทำให้ซ่งฉิงได้สติกลับคืนมาอย่างครบครัน
พอได้ยินเช่นนั้นเธอก็พยักหน้าเห็นด้วย จริงสิ ใครบอกว่าคนเคยรักกันจะกลายมาเป็นเพื่อนกันไม่ได้
ซ่งฉิงเงยหน้าขึ้นอย่างแน่วแน่ จ้องมองไปที่เหยียนห่าวชิงด้วยสายตารุ่มร้อน
เหยียนห่าวชิงสับสนมากจนไม่สามารถตอบสนองได้สักพัก ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ซ่งฉิงถึงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ได้แต่สงสัยว่าถงเหมี่ยวเหมี่ยวทำอะไร ท่าทางของซ่งฉิงจึงเปลี่ยนไปอย่างง่ายดายเช่นนี้?
เห็นได้ชัดว่าเมื่อกี้นี้เธอกำลังจะจากไปแล้วแท้ ๆ
ซ่งฉิงแทบจะทนรอไม่ไหวและไม่ได้รอให้เหยียนห่าวชิงพูดอะไร
“ที่จริงฉันอยากจะบอกคุณว่าเราสองคนมีเคมีตรงกันมากและยังมีเรื่องให้คุยกันอีกเยอะเลย ทำไมเราไม่มาเป็นเพื่อนกันล่ะ คนอื่นบอกว่าเราเหมาะสมจะเป็นเพื่อนกันมากกว่าและนิสัยเราก็เข้ากันได้ดีด้วย” ซ่งฉิงระงับความอับอายเอาไว้และพยายามพูดชักชวนให้เขาเป็นเพื่อนกับเธอ หยุดคิดที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกเพราะนั่นมันเป็นไปไม่ได้เลย
เหยียนห่าวชิงที่ได้ยินเช่นนั้นตกตะลึงเล็กน้อย
“ผม… ก็ได้ เป็นเพื่อนกันน่ะดีแล้ว ผมเข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร ผมจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก ผมอยากจะบอกว่าคุณเป็นคนดีมากจริง ๆ ผมรู้ว่าคุณสามารถอยู่คนเดียวได้ดี ไม่ต้องการให้คนอื่นมาดูแล แต่ผมก็หวังว่าสักวันหนึ่งคุณจะได้พบกับคนที่นำพาความสุขมาให้คุณ และได้ใช้ชีวิตที่แสนพิเศษในอนาคตทุก ๆ วัน”
นี่คือคำอวยพรที่จริงใจที่สุดที่เหยียนห่าวชิงมีต่อซ่งฉิง
ถ้าจะบอกว่าไม่เศร้าก็คงจะโกหก หลังจากได้ยินถ้อยคำปฏิเสธจอมปลอมของซ่งฉิง เหยียนห่าวชิงก็รู้สึกเศร้ามากราวกับว่าหัวใจกำลังแตกสลาย แต่มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อเขาไม่สามารถบอกซ่งฉิงได้
เขาจะทำอะไรได้นอกจากบอกเธอให้โชคดี
พวกเขาแยกทางกันด้วยความเศร้าเสียใจ และหลายวันต่อมาก็มีข่าวลือว่าเหยียนห่าวชิงกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ
พอได้ยินข่าวนี้ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็นึกถึงซ่งฉิงทันทีและจัดแจงไม่ให้เธอพลาดโอกาสนี้
เพราะนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้าย