พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 973 ขอให้คุณมีความสุข
ตอนที่ 973
ขอให้คุณมีความสุข
เมื่อเห็นว่ากู้ชิงกำลังจะร้องไห้ในวินาทีต่อมา และรู้ว่าคนท้องมักจะมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย เธอก็รีบหันหน้าเข้าหาอีกฝ่ายพูดถามว่า “เธอคิดแบบนั้นได้ยังไงกู้ชิง?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฉินคั่วมีความสุขมากที่เขาได้พยายามทำอะไรเพื่อเธอ เขารักเธอมาก ก็ต้องเต็มใจทำอะไรเพื่อเธอเป็นธรรมดา อีกอย่างมันเป็นเรื่องปกติที่เธอจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวขณะระหว่างตั้งท้อง อย่าคิดแบบนั้นสิ”
“จริงเหรอ?” กู้ชิงนึกสงสัยแต่สุดท้ายก็ผ่อนคลายลง “งั้นหลังจากคลอดลูกแล้วฉันจะทำดีกับเขาสักหน่อย ถือซะว่าชดเชยช่วงเวลาที่หายไป!” พูดจบ เธอก็หยิบองุ่นที่ปอกเปลือกแล้วขึ้นมากินอย่างระมัดระวัง ท่าทางไม่วิตกกังวลอะไรทำให้ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวส่ายหัวและหัวเราะ
ทั้งสองคนอยู่ดูแลลูกน้อยที่บ้านและท้องของพวกเธอก็โตขึ้นทุกวัน กระทั่งถึงเวลาที่ภาพยนตร์จะเริ่มออกฉายแล้ว
ในวันนั้นเอง มู่อวี้เฉิงวางบัตรเชิญสีน้ำเงินสองใบไว้บนโต๊ะ
“ใกล้จะถึงวันแถลงข่าว อยากไปมั้ย?” มู่อวี้เฉิงถามความคิดเห็นของถงเหมี่ยวเหมี่ยว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความนึกถึง
“แน่นอน พวกผู้ใหญ่อุตส่าห์ทำกันทั้งทีก็ต้องไปให้กำลังใจหน่อย เพราะพวกเราเองก็ทุ่มเทไปไม่น้อย” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูด
สามวันต่อมา ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเดินเข้ามานั่งลงบนที่นั่ง มองดูผู้อาวุโสที่มีเคราอยู่บนหน้าจอแสดงผล เขากำลังพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึมแต่ดวงตากลับฉายแววสดใส จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอ่อนไหวตาม
“ตอนที่อยู่ในช่วงเวลาท้อแท้ ผมก็เคยคิดจะยอมแพ้เหมือนกัน คนที่รู้จักผมดีจะรู้ว่าผมไม่สามารถอดทนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ตลอด และการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ฉายก็เป็นเพราะว่าแรงสนับสนุนจากคนรอบตัวผม”
“ขอบคุณทุกคนรอบตัวผม พวกเขาทำให้ผมดีขึ้นและมีแรงกำลังใจที่จะเผชิญหน้ากับตัวเอง ขอบคุณคนที่อยู่เคียงข้างผม…” หน้าจอแสดงผลกำลังฉายภาพผู้กำกู้ซึ่งกำลังพูดถ้อยคำกินใจอยู่ จนกระทั่งพูดมาถึงช่วงสุดท้าย เธอก็รู้สึกเหมือนกับว่าน้ำตากำลังคลอเบ้า
ขณะนี้พ่อแม่ของมู่อวี้เฉิงกำลังนั่งอยู่บนแท่นของผู้ชม เมื่อผู้กำกับกู้ปรากฏตัวบนหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ ใบหน้าของมู่หงจวิ้นก็มืดมนลงทันที แต่เนื่องจากภรรยาของเขานั่งอยู่ข้าง ๆ เขาจึงต้องอดทนนั่งดูจนจบ
“ไอแก่นี่มันบ้าหรือเปล่า?” ในขณะที่ภรรยาไม่ได้หันมามอง มู่หงจวิ้นแอบพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้ามืดมน เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าไอหมอนี้เชิญเขามางานแถลงข่าวเพราะมีเจตนาไม่ดี แต่เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้จักละอายใจและจ้องมองภรรยาของเขาท่ามกลางกลุ่มคนอย่างเปิดเผย
มองไม่เห็นเขาหรือไง? และคำพูดเมื่อสักครู่นี้ก็ท้าทายเขาชัด ๆ อันที่จริงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายก็แค่หาข้ออ้างเพื่อที่จะได้มองภรรยาเขาเท่านั้นไม่ใช่เหรอ? มันทำให้เขาหัวร้อนแทบบ้าจริง ๆ
“เป็นอะไรไป?” ในขณะที่เขาเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้และต้องการสั่งให้ลูกน้องจัดการเรื่องบางอย่าง ภรรยาของเขาก็จ้องมองมาด้วยสายตาแปลก ๆ เขาตกใจมากจนมือสั่นระริก จากนั้นก็ตอบรับอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่มีอะไร! คุณหิวน้ำไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวผมไปเอาแชมเปญให้มั้ย?”
ลิ่นอวี๋เหยียนไม่ได้คิดสงสัยอะไรและถอนหายใจเบา ๆ “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะทำสำเร็จจริง ๆ…”
พอได้ยินเช่นนั้น มู่หงจวิ้นก็รู้สึกแย่ลงกว่าเดิมมาก แต่เขาไม่รู้จะพูดอะไร ทำได้แค่ยอมแพ้ด้วยความเศร้าใจ การแถลงข่าวในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์
“ที่รักไปกันเถอะ ผมมีงานต้องทำต่อ เราอยู่ที่นี่นานไม่ได้!” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องอะไร มู่หงจวิ้นจึงตัดสินใจจะดึงตัวภรรยาออกไปในทันที
“คุณฝากให้ลูกช่วยดูแลทุกอย่างแทนแล้วไม่ใช่เหรอ?” ลิ่นอวี๋เหยียนจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “ทำไมรีบร้อนจังล่ะ? ฮะ?”
มู่หงจวิ้นรู้สึกคับข้องใจเป็นอย่างมากแต่เขาไม่สามารถแสดงออกมาได้ ในขณะนั้นเอง ผู้ชายที่เขาคอยเฝ้าระมัดระวังตลอดทั้งงานก็เดินผ่านฝูงชนเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาสองคน
“ยังไม่ไปอีก!” หลังจากได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของมู่หงจวิ้นก็เปลี่ยนเป็นสีเข้ม ภรรยาของเขาไม่ได้ตระหนักเลยว่าเขากำลังหึงหวง หนำซ้ำยังส่งยิ้มหวานให้ชายอื่นอีก
ยิ้มหวานเหรอ? มู่หงจวิ้นทนไม่ไหวแล้ว ดังนั้นเขาจึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อบดบังสายตาของสองคน
“คุณทำอะไร?” ลิ่นอวี๋เหยียนหงุดหงิดเล็กน้อย “คุณบอกว่ามีงานต้องทำต่อไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่รีบไปล่ะ?”
“ผม… ผม…” มู่หงจวิ้นอับอายมากแต่ยังคงจ้องมองไปที่ชายตรงหน้า “ผมก็กลัวว่าคุณจะถูกคนชั่วร้ายหลอกลวงไปไง”
“คุณนี่มันจริง ๆ เลย!” หลังจากตระหนักได้ว่าสามีกำลังหึงหวง ลิ่นอวี๋เหยียนก็ทั้งโกรธทั้งตลก ไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ
“ตรงนี้ไม่เหมาะจะคุยกัน เราไปหลังเวทีกันเถอะ!” ชายตรงหน้าจ้องมองลิ่นอวี๋เหยียนด้วยแววตาลึกซึ้ง และเดินพาพวกเขาสองคนไปยังหลังเวที
เมื่อเห็นชายตรงหน้าไม่มีเจตนาจะอยู่กับภรรยาของเขาเพียงลำพัง มู่หงจวิ้นก็รู้สึกโล่งอก
“ผมมาบอกลาคุณน่ะ!” ชายตรงหน้าพูดบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับว่าพื้นที่ตรงนี้มีเพียงเธอคนเดียวสำหรับเขา จนทำให้มู่หงจวิ้นหายใจไม่ออก อยากจะตะโกนด่าออกมา ดัง ๆ
“เกิดอะไรขึ้น?” ลิ่นอวี๋เหยียนดูจะตกใจเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้แสดงท่าทางเสียมารยาท ดวงตาของเธอทอดมองอย่างอ่อนโยนและไม่ได้แสดงความรู้สึกพิเศษอะไร พอเห็นภรรยามีท่าทางแบบนี้ มู่หงจวิ้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
“ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของครอบครัวคุณ!” ผู้กำกับกู้พูดอย่างจริงใจ “ถ้าไม่มีพวกคุณ หนังเรื่องนี้ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ อย่างที่ผมเพิ่งตอบบทสัมพันธ์ไปเมื่อสักครู่นี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพวกคุณทั้งนั้น”
“อีกอย่าง” ผู้กำกับกู้พูดต่อ ดวงตาฉายแววโล่งอก “จริง ๆ ผมตั้งใจจะมาบอกว่าผมกำลังจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เกรงว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์พิเศษอะไร เราคงจะไม่ได้เจอกันอีก”
ผู้กำกับกู้ดูสงบและแน่วแน่มาก แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเบื้องหลังของใบหน้าเรียบเฉยนั้นปิดซ่อนความรักอันลึกซึ้งเอาไว้อยู่ และเขาพยายามควบคุมความรู้สึกนั้นไม่ให้แสดงออกมา
“อย่างนั้นก็ดีกับคุณแล้วล่ะ!” ลิ่นอวี๋เหยียนมองดูเขาโดยไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด ราวกับว่ากำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง อย่างตอนที่คุยกันว่าจะกินหรือดื่มอะไรดี
“งั้นฉันก็ขอให้คุณมีความสุขนะ…” ลิ่นอวี๋เหยียนยิ้ม
“อืม!” ผู้กำกับกู้พยักหน้าและทั้งสองก็เงียบไป ในที่สุดเขาก็ส่งยิ้มให้ลิ่นอวี๋เหยียนเป็นครั้งสุดท้ายและพูดว่า “ลาก่อน!”
จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ เดินก้าวเข้าไปในเงามืดด้วยท่าทางที่สง่างาม ราวกับว่าความเคียดแค้นและความเกลียดชังทั้งหมดในอดีตได้จางหายไปกับสายลม ความเคียดแค้นของคนรุ่นเก่าจบลงอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน นับตั้งแต่เรื่องราวนั้นจบลงก็ไม่เคยมีใครเอ่ยถึงมันอีกเลย
ลิ่นอวี๋เหยียนเฝ้าดูแผ่นของหลังเขาจนกระทั่งลับสายตา ร่องรอยของความคิดถึงในดวงตาได้จางหายไป ก่อนจะหันไปมองชายที่ยืนเบะปากเหมือนเด็ก ๆ
“ในที่สุดไอคนน่ารำคาญก็ไปได้ซะที!” มู่หงจวิ้นพูด
“ที่รัก เรากลับบ้านกันเถอะ!”