ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 112 เรื่องของท่านพี่อู่กับข้ามันเป็นไปไม่ได้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 112 เรื่องของท่านพี่อู่กับข้ามันเป็นไปไม่ได้
บทที่ 112 เรื่องของท่านพี่อู่กับข้ามันเป็นไปไม่ได้
ท่าทางของป้าสะใภ้ดูระแวดระวังจนซ่งชิงหลันเกิดความสงสัย “มีอันใดหรือเจ้าคะ?”
“พูดแล้วก็โกรธ” ใบหน้าของเหวยหมิ่นจือบึ้งตึงก่อนจะเล่าต่อ “ข้าก็ไม่ได้อยากจะพูดถึงตระกูลไป๋หรอกนะ แต่ที่พวกนั้นทำก็เกินไป”
“ตระกูลไป๋หรือเจ้าคะ?” ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว “พวกนั้นก่อเรื่องอันใดอีก?”
เหวยหมิ่นจือพรูลมหายใจออกมา “ยัยแก่ไร้ยางอายคนนั้นพูดเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ ให้ร้ายเจ้าเมื่อไม่กี่วันก่อน บอกว่าเจ้าสำส่อน ยั่วยวนบุรุษทุกคนหลังจากสามีตาย แล้วก็ยัง…”
ท่าทางลังเลนั้นทำให้ซ่งชิงหลันเดาได้ว่าคงจะเป็นเรื่องที่น่าเกลียดเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยถามต่อด้วยเสียงเย็น “นางพูดอันใดอีกเจ้าคะ?”
เหวยหมิ่นจือกัดฟันพูดออกมา “นางบอกว่าเฉินเฉินกับเยว่เยว่เป็นลูกของคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าจากที่ใดไม่รู้ แต่ไม่มีทางเป็นลูกของไป๋เย่หาน เพราะดูไม่เหมือนเขาเลยแม้แต่น้อย ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าคนที่พูดเช่นนั้นออกมาได้ต้องมีความคิดต่ำช้าเพียงใด ย่านหย่งเหอก็ไม่ใช่เล็ก ๆ หากเจ้าปล่อยไว้เช่นนี้ ต่อไปชาวบ้านคงนินทากันสนุกปากเป็นแน่”
“หึ” ซ่งชิงหลันแค่นหัวเราะ “นางคงปากว่างมากสินะ ถึงได้หาเรื่องต่ำช้ามาพูดได้ตลอด แต่ข้าไม่สนใจเจ้าค่ะ นางอยากจะพูดอันใดก็พูดไปเถิด”
แต่หวยหมิ่นจือกลับหัวเราะขึ้นมา “หลันหลัน ข้าคิดว่ามีคนช่วยเจ้าเรื่องนี้ได้”
ระหว่างที่ล้างจาน ซ่งชิงหลันก็ถามไปด้วย “ผู้ใดหรือเจ้าคะ?”
“นายท่านอู่อย่างไรเล่า”
มองรอยยิ้มของป้าสะใภ้ใหญ่ ซ่งชิงหลันก็เดาได้ทันทีว่านางกำลังคิดอันใดอยู่
หญิงสาวขมวดคิ้วแล้วรีบอธิบาย “ท่านป้า ข้ากับท่านพี่อู่เป็นแค่สหายกันเท่านั้นเจ้าค่ะ”
เหอไห่หลิงจึงขยับเข้ามาใกล้แล้วพูดเสริม “แต่ป้าไม่คิดเช่นนั้น ดูก็รู้ว่านายท่านอู่ชอบเจ้ามาก เหตุใดเจ้าไม่รับเขาไปพิจารณาเสียหน่อยเล่า”
เหวยหมิ่นจือพูดต่อ “ใช่แล้ว นายท่านอู่เป็นคนดี ทั้งยังเป็นถึงเจ้าหน้าที่มีตำแหน่ง หากเจ้าปลงใจกับเขา เจ้าจะมีคนช่วยสนับสนุนค้ำจุน พวกคนตระกูลไป๋จะได้ไม่กล้ามาวุ่นวายอีก”
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะกู่ร้องอยู่ในใจ ไม่ว่าจะยุคสมัยโบราณหรือยุคใหม่ ช่วงปีใหม่ก็ยังเป็นช่วงที่ผู้ใหญ่มักใช้เป็นโอกาสจับคู่หนุ่มสาวให้ปลงใจกันอยู่เสมอ
ในที่สุดจานทุกใบก็ถูกล้างเก็บเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเช็ดมือตัวเอง แล้วตอบอย่างใจเย็น “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านป้าสะใภ้รอง เรื่องของท่านพี่อู่กับข้ามันเป็นไปไม่ได้ อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลยเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากจะตั้งใจทำงานหาเงินก็เท่านั้น และอยากเห็นลูก ๆ เติบโตอย่างแข็งแรงมีความสุข เราอยู่กันสามแม่ลูกก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”
เหวยหมิ่นจือกับเหอไห่หลิงมองหน้ากันอย่างตกใจ
เหอไห่หลิงกะพริบตาปริบ ๆ ถามอย่างไม่แน่ใจ “หลันหลัน เจ้าว่าอย่างไรนะ หมายความว่าเจ้าไม่คิดจะแต่งงานอีกแล้วหรือ?”
หลานสาวพยักหน้าตอบอย่างจริงจัง “เจ้าค่ะ อย่างไรเสีย หากมีเงินและลูก ๆ พร้อมหน้า เหตุใดข้าจะต้องการสามีไปอีกกันเจ้าคะ?”
ว่าจบซ่งชิงหลันก็เดินผ่านป้าทั้งสองออกจากห้องครัวไป ทิ้งเหวยหมิ่นจือและเหอไห่หลิงที่สับสนไว้ตรงนั้น
เหวยหมิ่นจือกระซิบกับน้องสะใภ้ “หลันหลัน… ต้องล้อพวกเราเล่นเป็นแน่”
เหอไห่หลิงเองก็งุนงง “ข้าก็ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอันใดอยู่”
…
พริบตาเดียวก็ล่วงเข้าสู่วันที่เจ็ดของปีใหม่ ซ่งชิงหนานกลับไปที่โรงฝึกจิงอู่ เพื่อฝึกศิลปะการต่อสู้ และร้านเสื้อชิงเยว่ก็กลับมาเปิดทำการตามปกติ
ซ่งชิงหลันลุกจากที่นอนแต่เช้า หลังจากมอบซองแดงให้กับทุกคนแล้ว ก็เริ่มทำงานในวันแรกของปีอย่างเป็นทางการ
ผ้าแพรที่ซ่งชิงตงเดินทางไปสั่งซื้อที่อวี๋เฉิงเมื่อปีที่แล้วก็มาถึงแล้วเช่นกัน มันเป็นผ้าที่ถักทออย่างดี ช่างทุกคนในร้านชิงเยว่ต่างก็ยุ่งอยู่กับงาน ส่วนซ่งชิงหลันเองก็ใช้เวลาไปกับการวางแผนทำการค้ากับร้านผ้าที่อวี๋เฉิง
ในตอนเย็น ระหว่างที่ครอบครัวกำลังร่วมโต๊ะกินอาหารด้วยกัน ซ่งชิงหลานก็เริ่มเข้าประเด็น
นางหันไปเอ่ยกับซ่งชิงตง “ชิงตง ร้านผ้าที่เจ้าไปติดต่อจากอวี๋เฉิงได้ผ้าที่เนื้อดีมากทั้งประณีตและราคาดี ข้าวางแผนจะซื้อของจากพวกเขาเพิ่มอีก เพราะอย่างนั้นอาจจะต้องส่งเจ้าไปที่นั่นอีก”
ซ่งชิงตงเม้มปากแล้วพูดต่อ “ท่านพี่ ข้ามีเรื่องที่อยากจะคุยกับท่านด้วยเช่นกัน ก่อนหน้านี้คิดว่าจะรอให้ผ่านช่วงเทศกาลไปก่อน และตอนนี้เหมาะที่จะพูดแล้วขอรับ”
ซ่งชิงตงเป็นคนที่มีความคิดรอบคอบ หากเห็นเขาพูดด้วยท่าทางจริงจังเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน
นางวางตะเกียบในมือลงแล้วเริ่มถาม “มีอันใดหรือ? บอกข้ามาเถิด”
ซ่งชิงตงเองก็วางตะเกียบด้วยสีหน้าจริงจัง “หลังจากที่ได้ไปอวี๋เฉิง ข้าพบว่าที่นั่นมีของแปลกใหม่ที่เราไม่มีที่นี่อยู่มาก สินค้าหลายอย่างก็ถูกกว่าหากซื้อจากที่นั่น ข้าเลยวางแผนเอาไว้ว่าถ้าเราทำการค้ากับร้านที่นั่นก็น่าจะทำเงินได้ดี”
ซ่งชิงหลันพยักหน้าตามอย่างครุ่นคิด “เจ้าอยากเป็นพ่อค้าใช่หรือไม่”
“ท่านพี่คิดว่าอย่างไรขอรับ” ซ่งชิงตงดูประหม่าขึ้นมา
ซ่งชิงหลันตอบกลับน้องชาย “ข้าคิดว่าแผนของเจ้ามันฟังดูเป็นไปได้ แต่ต้องมองในระยะยาว ข้าว่าไม่ควรเป็นแค่ที่อวี๋เฉิง อาจต้องไปที่เมืองอื่น ๆ อีกสักสองสามแห่ง จะได้หาสินค้าดี ๆ จากหลาย ๆ แหล่งมารวมกันจะน่าสนใจกว่า”
ซ่งชิงซีพยักหน้ารับ “ท่านพี่ ความคิดท่านหลักแหลมเช่นเคย หากรวบรวมสินค้าจากหลาย ๆ แหล่ง แล้วเปิดร้านในอนาคต เราจะตั้งชื่อว่าร้านจู้เป่า*[1]ดีหรือไม่ขอรับ?”
ซ่งชิงตงหัวเราะอย่างชอบใจ “เจ้าสี่ มันฟังดูเป็นชื่อที่น่าสนใจดีนะ”
ส่วนซ่งชิงเป่ยที่ได้ฟังแบบนั้นก็เกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาในทันใด “เช่นนี้ต่อไปพี่รองจะได้ออกเดินทางไปที่ต่าง ๆ บ่อยขึ้น หากเป็นเช่นนั้นท่านพาข้าไปด้วยคนได้หรือไม่ขอรับ”
ซ่งชิงหลันมองน้องเล็กอย่างตำหนิ “เจ้าต้องตั้งใจเรียนก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งชิงเป่ยก็เม้มปากแล้วพูดต่อ “ท่านพี่ ต่อไปพี่สี่ต้องได้เป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน ครอบครัวเรามีเขาเป็นบัณฑิตเพียงคนเดียวก็พอแล้วขอรับ ข้าเพียงใฝ่ฝันว่าจะได้ออกเดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่ ทั้งแม่น้ำ ทะเลสาบ เดินทางไปทุกที่ที่ไปถึง รู้จักผู้คนทั่วโลก เป็นยอดวีรบุรุษ ส่งเสริมคนดี ลงโทษคนชั่ว”
ซ่งชิงซีหัวเราะแล้วกลอกตาไปที่น้องชาย “ความฝันของเจ้าเปลี่ยนทุกครั้งที่ลืมตาตื่นจริง ๆ มา ๆ มากินข้าวกันเถิด”
ซ่งชิงเป่ยพองแก้มอย่างหงุดหงิด “ครั้งนี้ข้าจริงจังนะขอรับ”
ซ่งชิงหลันจึงเอ่ยตอบ “เอาเถิด กินข้าวกันก่อน ไม่ว่าในอนาคตเจ้าจะอยากทำสิ่งใด เพียงศึกษาเรียนรู้เป็นพื้นฐานเอาไว้ก่อน ต่อไปจะทำได้ทั้งหมดนั่นแหละ”
ว่าจบก็มองไปทางน้องชายคนโตอีกครั้ง “เช่นนี้แสดงว่าเจ้าวางแผนที่ไปที่อวี๋เฉิงก่อนอย่างนั้นหรือ?”
ซ่งชิงตงพยักหน้ารับ “ขอรับ ข้าจะเริ่มจากอวี๋เฉิงก่อน ดูว่ามีสินค้าใดน่าสนใจแล้วนำกลับมา จากนั้นก็วางแผนไปที่อื่น ๆ ต่อ”
หญิงสาวพยักหน้าตามเมื่อได้ฟังแผนนั้น “เจ้าคิดไว้หรือยังว่าจะเดินทางเมื่อไร”
น้องชายเอ่ยต่อ “วันพรุ่งจะเป็นวันที่แปดของปี ออกเดินทางวันนั้นน่าจะดีขอรับ”
แม่เฒ่าซ่งรีบพูดขึ้น “เหตุใดถึงเร็วอย่างนี้เล่า เจ้าเพิ่งกลับมาได้ไม่นานเอง”
ซ่งชิงตงยิ้มแล้วอธิบาย “ท่านย่า ที่ข้ารีบไปก็เพื่อที่จะกลับมาให้ทันก่อนเทศกาลโคมไฟ ช่วงนั้นในเมืองต้องมีคนเดินทางไปมาเยอะเป็นแน่ จะเป็นโอกาสดีในการเอาสินค้ามาขายอย่างไรเล่าขอรับ”
ซ่งชิงหลันเองก็เห็นด้วยกับความคิดของเขา “เจ้าพูดถูก ช่วงนั้นจะต้องเป็นช่วงเวลาสำคัญในการค้าขายแน่ แล้วครั้งนี้เจ้าอยากจะได้เงินไปเท่าไรหรือ?”
ซ่งชิงตงรีบตอบเพราะคิดคำนวณมาก่อนหน้านี้แล้ว “สามร้อยตำลึงขอรับ”
ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ได้ วันพรุ่งข้าจะเอาเงินให้เจ้า”
[1] จู้เป่า (聚宝) แปลว่าทรัพย์สมบัติ