ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 114 เจ้ายังอยากทำงานนี้อยู่หรือไม่?!
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 114 เจ้ายังอยากทำงานนี้อยู่หรือไม่?!
บทที่ 114 เจ้ายังอยากทำงานนี้อยู่หรือไม่?!
ซ่งชิงหลันคีบปลาชิ้นหนึ่งเข้าปาก ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “ปลานี่ทอดมาแห้งเกินไป คนครัวอาจจะยังฝีมือไม่ถึง”
“จริงหรือเจ้าคะ ข้าลองกินดูบ้าง” อู่เชียนเชียนคีบปลาใส่ปากแล้วพูดต่ออย่างเห็นด้วย “จริงด้วย… เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
ซ่งชิงหลันชิมอาหารที่เหลือทีละจาน “อืม… จานนี้เค็มเกินไป จานนี้ก็จืดไป เนื้อนี่เคี้ยวยากมาก เกี๊ยวก็ดูไม่สวยเลย”
หลังจากนั้นนางก็วางตะเกียบลงแล้วมองไปที่รอบ ๆ ร้าน เห็นว่ามีอาหารมากมายเหลืออยู่บนโต๊ะอื่น ๆ ที่ลูกค้าออกไปแล้ว
ซ่งชิงหลันขยับเข้าไปกระซิบกับอู่เชียนเชียนว่า “เชียนเชียน เจ้าแน่ใจหรือว่าร้านนี้อร่อย”
สาวน้อยเองก็สังเกตเห็นเช่นกันว่าโต๊ะอื่น ๆ มีของเหลือจำนวนมาก จึงขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ใช่เจ้าค่ะ มันเคยอร่อยมาก แต่ข้าก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเกิดอันใดขึ้น”
“เคยอร่อยหรือ?” ซ่งชิงหลันกระตุกมุมปากแล้วถามต่อ “เจ้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อไร?”
“อืม… ต้องขอคิดดูก่อน…” หลังจากครุ่นคิดอยู่นานก็ได้คำตอบ “ข้าคิดว่าน่าจะไม่ได้มาที่นี่ประมาณสองสามเดือนแล้วเจ้าค่ะ”
หญิงสาวได้รับคำตอบก็ขมวดคิ้วแล้วพึมพำกับตัวเอง “มีอันใดเปลี่ยนแปลงไปช่วงสองสามเดือนมานี้… เป็นไปได้หรือไม่ว่า…”
ในขณะนั้น ก็มีลูกจ้างในร้านกำลังเก็บจานอยู่บริเวณโต๊ะข้าง ๆ เผลอทำจานแตกเสียงดัง ‘เพล้ง!’ ทำให้ทุกคนในร้านต้องหันไปมอง
เมื่อได้เห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยของคนที่กำลังทำงานอยู่ ซ่งชิงหลันก็ตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง แล้วขมวดคิ้วมุ่น
ลูกจ้างคนนั้นก้มลงเก็บเศษจานที่ตกแตกอยู่ที่พื้นอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็มีชายไว้หนวดเคราคนหนึ่งรีบเข้ามา ชี้หน้าลูกจ้างคนนั้นแล้วก่นด่า “นี่! หลิวกุ้ยเสีย ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ระวัง จานในร้านแตกไปกี่ใบแล้ว เหตุใดไม่รู้จักดูให้ดีฮะ! ยังอยากทำงานนี้อยู่หรือไม่!”
“เจ้าเล่นทำจานแตกวันละสองสามใบเช่นนี้ เราไม่ได้รวยมากจนจ้างเจ้ามาโยนจานเล่นได้นะ!”
หลิวกุ้ยเสียโกรธมากจนอดไม่ได้ เงยหน้ามองชายคนนั้นแล้วพูดขึ้น “ผู้ดูแลหลิว ท่านจะมาโทษว่าเป็นความผิดข้าคนเดียวได้อย่างไรกัน ก่อนหน้านี้มีคนทำงานช่วยกันถึงห้าคน แต่ท่านก็ไล่ออกไปสามคนเพราะเหตุผลจุกจิกมากมาย ตอนนี้ทั้งร้านเหลือแค่สตรีสองคนเป็นลูกจ้างช่วยงาน จะให้ทำอย่างไรเล่า”
จากนั้นนางก็พับแขนเสื้อแล้วโวยวายเสียงดัง “ข้าถูกจ้างมาล้างจาน ไม่พอยังเอาแต่เร่งให้ทำเร็ว ๆ เรามีกันแค่สองคน มีมือสี่มือ ร้านก็ใหญ่โต มีจานมากมายจะทำทันได้อย่างไร มือข้าจะพันกันอยู่แล้ว”
“หน็อย นี่เจ้า…” ผู้ดูแลหลิวไม่ได้สนใจคำอธิบายนั้นแล้วโบกมืออย่างหงุดหงิด “ไม่ต้องมาพูดมากหาข้อแก้ตัว”
“พูดจาไร้สาระ ยังอยากจะทำงานนี้อยู่หรือไม่ หากไม่ เจ้าก็ออกไปเลย”
“หึ!” จู่ ๆ หลิวกุ้ยเสียก็เย้ยหยันขึ้นมาแล้วชี้หน้าผู้ดูแลหลิว “ข้าเข้าใจแล้ว นี่ท่านจงใจจับผิดข้า เพื่อจะได้หาเรื่องไล่ข้าออกใช่หรือไม่ ข้าว่าลูกจ้างอีกสามคนก็คงโดนเช่นนี้เหมือนกัน ถึงได้ออกกันไปหมดแล้ว”
ผู้ดูแลหลิวดูมีท่าทีตื่นตระหนก แล้วชี้หน้าหลิวกุ้ยเสียกลับ “เจ้า! กำลังพูดเรื่องอันใดกัน เจ้าเองต่างหากที่ทำงานไม่ได้เรื่อง ถูกไล่ออกก็ถูกต้องแล้ว ข้าบอกเจ้าแล้ว ทำงานที่นี่อย่าก่อเรื่อง ร้านเราไม่ต้องการตัวปัญหาแบบเจ้า ออกไปเสีย! ไปประเดี๋ยวนี้เลย!”
“โว้ยยย”
หลิวกุ้ยเสียขยำผ้าขี้ริ้วในมืออย่างแรง โยนมันลงพื้นแล้วพูดเสียงดัง “ข้าไม่อยู่แล้ว ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไป! ทำร้านเอาเปรียบคนอื่นเช่นนี้ ข้าขอให้เจ้าล่มจมเสียเถิด รีบจ่ายค่าแรงเดือนนี้ของข้ามา แล้วข้าจะไปประเดี๋ยวนี้เลย”
“หึ… ไปได้ก็ดี” ผู้ดูแลหลิวยิ้มเยาะ “เจ้ายังจะถามถึงค่าจ้างอีกหรือ ฝันไปหรืออย่างไร ดูสิว่าวันนี้เจ้าทำจานร้านเราแตกไปกี่ใบ แค่นับนิ้วยังไม่พอด้วยซ้ำ เงินค่าจ้างของเจ้ายังไม่พอจ่ายค่าเสียหายเลย ยังกล้ามาทวงค่าจ้างอย่างนั้นหรือ ไม่มีทางเสียหรอก!”
แม้จะเป็นลูกจ้าง แต่หลิวกุ้ยเสียก็ไม่ใช่คนที่จะมายอมคนง่าย ๆ “จะไม่จ่ายค่าจ้างข้าจริง ๆ หรือ?!”
“ไม่มีทาง เหตุใดข้าต้องจ่าย!”
อู่เชียนเชียนมีสีหน้ากังวลไม่น้อยระหว่างดูการทะเลาะกันของพนักงานทั้งสอง
นางดึงแขนซ่งชิงหลันแล้วกระซิบ “พี่ชิงหลัน นั่นอาสะใภ้ท่านไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ข้าคุยกับผู้ดูแลหลิวให้ได้ ให้ข้าเข้าไปช่วยนางหรือไม่”
แต่คนเป็นพี่สาวหรี่ตาลงเล็กน้อย มองพวกเขาตาไม่กะพริบแล้วกระซิบตอบ “ไม่เป็นอันใด นางมีวิธีแก้ปัญหาของตัวเองแน่”
หลิวกุ้ยเสียขยับเข้าไปใกล้หูของผู้ดูแลหลิว พูดอะไรบางอย่างสองสามคำที่สองสาวไม่ได้ยิน
จู่ ๆ สีหน้าของผู้ดูแลก็ถอดสี มองไปทางหลิวกุ้ยเสียด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ขบกรามแน่นแล้วคำรามเสียงต่ำ “ก็ได้ เจ้าไปกับข้า เอาค่าจ้างเดือนนี้แล้วไปเสีย!”
พูดจบเขาก็เดินออกไปจากบริเวณนั้น
โดยที่มีหลิวกุ้ยเสียตามไปด้วย
อู่เชี่ยนเชียนอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วให้ซ่งชิงหลันอย่างชื่นชม “พี่ชิงหลัน ท่านเก่งจริง ๆ เดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ถึงเพียงนี้”
ซ่งชิงหลันยิ้ม จากนั้นก็กระซิบกับอู่เชียนเชียนอีก “เชียนเชียน เจ้าเรียกบริกรมาทีเถิด ข้ามีอันใดจะถามเขา”
“เจ้าค่ะ” อู่เชียนเชียนรับคำโดยไม่ได้คิดอะไร
ตอนนั้นที่เสี่ยวชุนจื่อบังเอิญเดินผ่านมาพร้อมอาหารจานหรู เพื่อนำไปให้แขกโต๊ะอื่น สาวน้อยก็โบกมือเรียกเขา “เสี่ยวชุนจื่อ ทางนี้ ๆ”
เสี่ยวชุนจื่อรีบตรงเข้ามาถามไถ่ด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูเชียนเชียน ต้องการอันใดเพิ่มอีกหรือขอรับ”
อู่เชียนเชียนเหลือบมองซ่งชิงหลัน แล้วขยิบตาให้ “พี่ชิงหลัน ท่านถามเขาได้เลยเจ้าค่ะ”
บริกรจึงหันไปทางซ่งชิงหลันอย่างงุนงง รู้สึกว่าแขกคนนี้ดูไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย ๆ
ซ่งชิงหลันยิ้มเล็กน้อยแล้วถามเสียงเบา “เสี่ยวชุนจื่อ ข้าอยากรู้ว่าที่นี่เปลี่ยนคนครัวหรือไม่”
“เอ่อ… คือ..” เขามีท่าทางอึกอักแล้วมองไปทางอู่เชียนเชียน
สาวน้อยเบิกตากว้างแล้วพูดขึ้น “เหตุใดต้องมองข้า เจ้าเล่ามาตามตรงเถิด”
ที่ผ่านมาอู่เชียนเชียนมักจะมากินมื้อเย็นที่ร้านนี้ ด้วยความที่เป็นคนใจกว้าง จึงเป็นมิตรกับเสี่ยวชุนจื่อมาโดยตลอด ทำให้เขารู้สึกดีกับคุณหนูคนนี้มาก
เสี่ยวชุนจื่อกัดฟันแน่น แล้วพูดเสียงเบา “ใช่แล้วขอรับ พ่อครัวฟางที่เคยทำงานที่นี่ลาออกไปแล้ว ตอนนี้ผู้ดูแลหลิวจ้างพ่อครัวคนใหม่มา แต่เขาทำอาหารได้…”
ระหว่างที่เล่าแบบนั้น เสี่ยวชุนจื่อก็มองไปที่อาหารบนโต๊ะที่ไม่ได้ถูกแตะต้องไปมากนัก เม้มริมฝีปากด้วยความขยะแขยงแล้วพูดต่อว่า “แย่มาก”