ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 116 ข้าไม่อยากกลับบ้านแล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 116 ข้าไม่อยากกลับบ้านแล้ว
บทที่ 116 ข้าไม่อยากกลับบ้านแล้ว
วันต่อมา
ซ่งชิงหลันกินอาหารเช้า ป้อนข้าวให้ลูกน้อยทั้งสอง ส่งน้อง ๆ ไปสำนักศึกษาก่อนจะออกมาจากบ้าน
ทันทีที่ออกมาหน้าบ้านก็พบว่าซ่งชิงหยวนกับซ่งชิงหลินเดินผ่านมาพร้อมกับตะกร้าที่มีผักต่าง ๆ อยู่ในนั้น
ซ่งชิงหลันแปลกใจที่เห็นพวกเขาจึงหยุดเพื่อทักทาย “ชิงหยวน ชิงหลิน สายป่านนี้แล้ว เหตุใดพวกเจ้ายังไม่ไปเรียนอีก”
ซ่งชิงหลินสีหน้าเศร้าสลดแล้วพึมพำตอบเสียงเบา “ท่านแม่ไม่ให้พวกเราไปแล้วขอรับ”
จากนั้นก็ได้ยินเสียงของหล่นดังมาจากบ้านข้าง ๆ หลิวกุ้ยเสียสบถเสียงดังออกมา
“โอ๊ย ให้ตาย เฮงซวยจริง ๆ อันใดกันนักกันหนาเนี่ย”
“ไอ้ลูกสองคนนี้ บอกให้ไปซื้อกับข้าว เหตุใดถึงไม่กลับมาสักที”
“น่ารำคาญจริง ๆ ไอ้เด็กไร้ประโยชน์พวกนี้ หึ!”
จากนั้นก็ได้เสียงปึงปังของการกระแทกประตูของหลิวกุ้ยเสียดังขึ้น หลังจากเสียงของนางหายไป
สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมา
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเด็กชายทั้งสอง ซ่งชิงหลันก็ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “เกิดอันใดขึ้น แล้วนี่มันเรื่องใดกัน?”
ซ่งชิงหยวนเริ่มอธิบาย “ท่านแม่กลับมาเมื่อวานนี้ แล้วบอกว่านางถูกไล่ออกจากร้านอาหารแล้ว เราต้องไปช่วยนางทำงานหาเงิน เลยไม่ได้ไปสำนักศึกษาอีกแล้วขอรับ”
ซ่งชิงหลินบ่นเสียงเบา “ตั้งแต่ท่านแม่กลับมาเมื่อวานนี้ นางก็เอาแต่อารมณ์เสีย ข้าไม่อยากกลับบ้านแล้ว กลับไปท่านแม่ก็เอาแต่ดุด่า”
หญิงสาวทนไม่ได้เมื่อเห็นความน่าสงสารของลูกพี่ลูกน้องทั้งสอง จึงถามต่อ “นี่เจ้าสองคนได้กินสิ่งใดหรือยัง”
เด็กชายส่ายหน้าพร้อมกัน “ยังเลยขอรับ”
ซ่งชิงหลันจับมือพวกเขาแล้วเอ่ย “ไปบ้านข้า ข้าจะทำบะหมี่ให้กิน”
ท่านพี่พาพวกเขาเข้าไปในบ้าน ทำบะหมี่ไข่ให้คนละชาม น้องชายทั้งสองรีบกินด้วยความหิวโหย
ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง เป็นหลานชายของท่านย่า เมื่อหญิงชราเห็นเช่นนี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เช่นกัน “แม่ของพวกเจ้าไม่ได้ทำอาหารเช้าไว้ให้หรือ แล้วเหตุใดถึงให้เจ้าสองคนออกไปซื้อของกันแต่เช้า”
ซ่งชิงหยวนค่อย ๆ เอาชามน้ำแกงขึ้นมาซด แล้วเอ่ยตอบ “ท่านแม่บอกว่าผักตอนเช้าราคาถูก พวกเราต้องรีบออกไปซื้อขอรับ”
แม่เฒ่าซ่งขมวดคิ้ว “หากอยากประหยัดเงินขนาดนั้นเหตุใดนางไม่ออกซื้อเองเล่า บังคับให้ลูกชายออกไปแต่เช้า โธ่เอ๊ย เรื่องพวกนี้ก็เพราะนางไม่มีเงินแท้ ๆ มีเรื่องทีไรนางก็บ่นด่าทุกที ข้าได้ยินเสียงนางบ่นทั้งคืน แล้วนางทะเลาะกับพ่อเจ้าอีกหรือไม่?”
“ไม่ขอรับ” ซ่งชิงหลินเช็ดปากแล้วเล่าต่อ “ท่านแม่เอาแต่บ่นเจ้าของร้านที่นางไปทำงานด้วยทั้งคืน เพราะพวกเขาหาเงินไปใช้หนี้ไม่ได้ จึงหาเรื่องไล่ลูกจ้างออกไป เพื่อจะได้ปิดร้าน ข้าได้ยินมาเช่นนี้ขอรับ”
ซ่งชิงหลันหรี่ตาแล้วถาม “แม่เจ้าพูดอย่างนั้นจริง ๆ หรือ?”
ซ่งชิงหลินพยักหน้ารับ “ขอรับ ท่านแม่ก่นด่าออกมาเสียงดังพวกเราได้ยินอย่างชัดเจนเลยขอรับ”
“ทีเรื่องเรียนเจ้าไม่เห็นจะจำได้แม่นขนาดนี้เลย” ซ่งชิงหยวนอดไม่ได้ที่จะเคาะหน้าผากน้องชาย
“โอ๊ยพี่ใหญ่ ข้าเจ็บ” เด็กชายเอามือกุมหน้าผาก “พี่ใหญ่ ตอนนี้เราจะทำอย่างไรกันดีถึงจะได้กลับไปเรียนหนังสือ ท่านอยากกลับไปเรียนเหมือนกันใช่หรือไม่?”
“เฮ้อ” ซ่งชิงหยวนถอนหายใจ “ไม่ต้องคิดเลย ท่านแม่ไม่มีทางให้เราไปอีก วันพรุ่งเราต้องไปหางานทำกันแล้วนะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นซ่งชิงหลันก็รู้สึกเศร้าใจไม่น้อย
นางจึงเอ่ยขึ้น “เจ้าสองคน อยากไปเรียนหนังสือจริง ๆ ใช่หรือไม่”
ซ่งชิงหย่วนและซ่งชิงหลินพยักหน้าพร้อมกัน “อยากขอรับ”
“เอาเช่นนี้ ข้าจะคุยเรื่องนี้กับแม่ของเจ้าให้เอง” ว่าจบซ่งชิงหลันก็ลุกขึ้นยืน หยิบตะกร้าผักของน้อง ๆ ขึ้นมาแล้วไปที่บ้านข้าง ๆ
ซ่งชิงหยวน ซ่งชิงหลินและท่านย่ารีบเดินตามไปแอบดูที่มุมหนึ่งของบ้านทันที
จากนั้นหญิงสาวเปิดประตูแล้วเดินเข้าไป
พอดีกับที่หลิวกุ้ยเสียที่เปิดประตูบ้านออกมาพร้อมคำก่นด่าลูกชาย “ไอ้เด็กเหลวไหลสองคนนี้ ไม่อยากกลับมาบ้านใช่หรือไม่ ข้าให้เจ้าไปซื้อของ ไปทำอันใดนานนัก เจ้าอยากจะ…”
ไม่ทันที่นางจะด่าจบ ก็พบว่าคนที่เข้ามาเป็นซ่งชิงหลัน จึงได้หยุดคำพูดลง หันหน้าหนีด้วยอาการอึดอัด แล้วถามขึ้น “จะเอาอันใด เหตุใดเจ้ามาที่นี่”
ซ่งชิงหลันวางตะกร้าผักลงแล้วพูดพร้อมยิ้ม “ชิงหยวนกับชิงหลินไปกินข้าวบ้านข้า ข้าจึงเอาผักมาให้ท่านแทนพวกเขา”
มารดาเด็กทั้งสองได้ยินแบบนั้นก็โมโหทันที “ไอ้เด็กพวกนี้ เอาแต่สนใจเรื่องกิน งานการกลับไม่ได้เรื่อง คอยดูเถิด กลับมาเมื่อไรข้าจะจัดการพวกเจ้าแน่”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ท่านอาสะใภ้ มันเป็นความผิดท่านนั่นแหละ เรื่องสำคัญของพวกเขาในตอนนี้คือเรื่องเรียน แต่ท่านกลับให้พวกเขาไปทำงาน ท่านทำอย่างนี้ได้อย่างไร”
หลิวกุ้ยเสียทิ้งตัวนั่งลงที่ธรณีประตูแล้วเริ่มบ่น “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ มีแม่คนใดบ้างไม่อยากให้ลูกได้ดีประสบความสำเร็จ แต่ตอนนี้ข้าไม่มีงานทำ เรามีเงินเพียงน้อยนิดจากพ่อของพวกเขามาจุนเจือครอบครัว ใช้ชีวิตกันอย่างกระเบียดกระเสียรด้วยเงินไม่กี่เหรียญต่อเดือน ทั้งหมดนี่มันก็เพราะไอ้เจ้าของร้านนั้นเสิ่นว่านซาน เอาเงินของร้านทั้งหมดไปเล่นพนันจนเป็นหนี้แท้ ๆ”
เสิ่นว่านซาน เป็นชื่อเจ้าของภัตตาคารหยิงปิน
ซ่งชิงหลันถามอย่างสงสัย “ท่านรู้ถึงขั้นว่าเจ้าของร้านติดการพนันเชียวหรือเจ้าคะ?”
“ก็เขาติดหนี้ที่โรงพนันเฉียนจี้ จนต้องไล่พวกเราออก เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าแรง โชคดีที่ข้ารู้เรื่องพวกนี้ เลยข่มขู่จนพวกนั้นยอมจ่ายค่าแรงเดือนสุดท้ายให้ ไม่อย่างนั้นเงินนี่ก็คงไม่มีทางได้มาด้วยซ้ำ โอ๊ยแล้วนี่ข้ามาเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟังเพราะเหตุใดกัน”
หลิวกุ้ยเสียเริ่มตระหนักขึ้นมาได้ว่านี่มันเป็นเรื่องน่าสมเพชเวทนาไม่น้อย
“ท่านอาสะใภ้ ท่านรู้ดีว่าการเรียนสำคัญกับเด็ก ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกเขากลับไปเรียนเถิดเจ้าค่ะ”
อาสะใภ้ตอบอย่างเย้ยหยัน “หึ พูดพล่อย ๆ ตอนนี้เจ้ามีกิจการของตัวเอง มีกินมีใช้แล้ว จะมาเข้าใจคนตกยากอย่างข้าได้อย่างไรกัน”