ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 117 ข้าจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 117 ข้าจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้
บทที่ 117 ข้าจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้
ส่งชิงหลันขยับเข้าไปใกล้ มองอาสะใภ้ด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านอาสะใภ้ หากท่านกังวลเรื่องเงิน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ข้าจะจ่ายค่าเรียนให้ชิงหยวนกับชิงหลินเอง และจะช่วยหางานใหม่ให้ท่านด้วย”
เมื่อหลิวกุ้ยเสียได้ยินเช่นนั้นก็กลอกตาขึ้นอย่างครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
หากเป็นก่อนหน้านี้นางคงหัวเราะเยาะข้อเสนอของซ่งชิงหลันเพราะช่างเป็นคำพูดที่โอ้อวดเกินจริง
แต่วันนี้มันแตกต่างออกไปมาก ซ่งชิงหลันช่างน่าทึ่ง นางยอมรับในความสามารถของหญิงสาวอย่างเสียไม่ได้
ในเมื่อตอนนี้อีกฝ่ายเป็นคนยื่นข้อเสนอนี้มาเองกับมือ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเล่นตัวอยู่อีก
“อะแฮ่ม…” หลิวกุ้ยเสียกระแอมออกมาสองสามครั้ง เงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย “นี่เจ้า… ใจดีถึงเพียงนั้นเชียว?”
ซ่งชิงหลันยิ้มตอบโดยที่สีหน้ายังเรียบเฉย “ถึงอย่างไร ชิงหยวนและชิงหลินก็เป็นน้องข้า เราครอบครัวเดียวกัน จะให้เมินเฉยไม่ช่วยพวกเขาได้อย่างไร เพียงแต่…”
หลิวกุ้ยเสียชำเลืองมองซ่งชิงหลันอย่างระแวดระวัง “จะเอาอันใดจากข้า”
นางรู้อยู่แล้ว ว่าไม่มีทางได้รับความช่วยเหลือโดยไร้ซึ่งข้อแลกเปลี่ยน
ซ่งชิงหลันยิ้มที่มุมปากพูดเสียงเบา “ข้ามีบางอย่างที่ต้องขอความช่วยเหลือจากท่านอาสะใภ้”
“หมายความว่าอย่างไร?” หลิวกุ้ยเสียหัวเราะ “ข้ามันแค่สตรีโง่เง่า ไม่รู้เรื่องอันใดสักอย่าง จะช่วยอันใดเจ้าได้”
ซ่งชิงหลันขยับเข้าไปใกล้ยิ่งกว่าเดิมแล้วเริ่มกระซิบกระซาบกับหลิวกุ้ยเสีย “ท่านอาสะใภ้โปรดช่วยข้า…”
ซ่งชิงหลันพูดอะไรบางอย่างกับหลิวกุ้ยเสีย แต่มันเบามากจนแม่เฒ่าซ่ง ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินที่แอบฟังอยู่ไม่ได้ยิน
ซ่งชิงหลินพยายามจะเงี่ยหูฟัง มองพี่ชายด้วยความงุนงงแล้วถามขึ้น “พี่ใหญ่ท่านได้ยินหรือไม่ พี่ชิงหลันอยากให้ท่านแม่ช่วยอันใดหรือ”
“ข้าได้ยินไม่ชัดเลย” ท่าทางของซ่งชิงหยวนดูหงุดหงิดใจไม่น้อย มองไปทางท่านย่าที่เอาหูแนบกำแพงเช่นกัน “ท่านย่า ท่านได้ยินอันใดหรือไม่ขอรับ”
หญิงชราตอบอย่างขุ่นเคือง “หูคนแก่อย่างข้าจะไปสู้พวกเจ้าได้อย่างไร ไม่ได้ยินอันใดทั้งนั้น”
เมื่อซ่งชิงหลันกลับมาในบ้าน หญิงสาวก็เอ่ยหยอกล้อขึ้นมาทันที “ทุกคนแอบฟังอันใดกันหรือ?”
“เอ่อ… แหะ ๆ เปล่า ๆ ไม่มีอันใด”
สามย่าหลานได้แต่หัวเราะแห้งตอบอย่างเคอะเขิน
ซ่งชิงหยวนรีบตรงเข้าไปหาลูกพี่ลูกน้องอย่างกระวนกระวายใจ “พี่ชิงหลัน เรื่องไปสำนักศึกษาของเราเป็นอย่างไรขอรับ ท่านแม่ยอมหรือไม่”
“ใช่ นางยอม” ซ่งชิงหลันพยักหน้า
“เยี่ยมไปเลย ดีมากเลยขอรับ”
สองพี่น้องโผเข้ากอดกันอย่างยินดี
ภาพนั้นทำเอาพี่สาวอย่างซ่งชิงหลันอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นจึงเดินออกไปหน้าบ้าน เอาลากับเกวียนออกมา แล้วพูดกับเด็กชายทั้งสอง “นี่พวกเจ้าสองคน รีบขึ้นเกวียนมาเร็ว ข้าจะไปส่งที่สำนักศึกษา”
“ขอรับ ไปแล้ว ๆ”
ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินรีบกระโดดขึ้นเกวียนทีละคน
จากนั้นไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงหน้าสำนักศึกษา
หลี่ฮ่วนจือยืนอยู่ที่นั่น เมื่อเห็นซ่งชิงหลันมาพร้อมกับซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินก็หน้าตึงขึ้นมา แล้วพูดเสียงราบเรียบ “พวกเจ้าสองคนนี่อย่างไรกัน มันกี่ยามแล้ว เหตุใดเพิ่งมาเอาป่านนี้”
เด็กน้อยรีบลงจากเกวียนก้าวไปหาท่านอาจารย์ด้วยท่าทางนอบน้อม ค้อมศีรษะลงอย่างรับผิด “ข้าขอโทษขอรับท่านอาจารย์ พวกเราผิดไปแล้ว”
ซ่งชิงหลันอธิบายอย่างรวดเร็ว “ข้าต้องขอโทษด้วยท่านอาจารย์ มีเรื่องที่บ้านเกิดขึ้นนิดหน่อย ทำให้พวกเขามาเรียนสาย ได้โปรดอย่าโกรธพวกเขาเลยเจ้าค่ะ”
หลี่ฮ่วนจือถอนหายใจแล้วพูดด้วยเสียงทุ้ม “เอาเถิด ข้าเข้าใจแล้ว”
ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินยิ้มออกมาทันที แล้วเอ่ยอย่างพร้อมเพรียง “ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์”
หลี่ฮ่วนจือเอามือไพล่หลังแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “แม้ว่าจะมีเหตุผลสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ควรจะฝ่าฝืนกฎ อย่างไรพวกเจ้าก็ต้องถูกทำโทษ เอาบทกลอนของวันนี้ไปคัด และท่องให้ข้าฟังสามครั้งก่อนเลิกเรียน”
เด็กชายทั้งสองพยักหน้ารับ เอ่ยก่อนเข้าไปในสำนักศึกษา “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ จะไปทำตามประเดี๋ยวนี้”
เมื่อหญิงสาวจัดการธุระที่สำนักศึกษาเรียบร้อยแล้วก็เดินทางไปที่ร้านเสื้อชิงเยว่ทันที
ทันทีที่มาถึงร้าน นางก็เอ่ยกับเหอไห่หลิง “ท่านป้าสะใภ้รองข้าขอดูสมุดบันทึกสมาชิกหน่อยเจ้าค่ะ”
“ได้สิ” เหอไห่หลิงรีบเอาสมุดบันทึกส่งให้นางแล้วถามด้วยความสงสัย “หลันหลัน มีอันใดหรือ ท่าทางเจ้ารีบร้อนตั้งแต่มาถึงที่นี่ มีเรื่องหรือ?”
ระหว่างที่พลิกหน้าสมุดบันทึกก็เริ่มอธิบาย “ข้ากำลังหาคนคนหนึ่งอยู่”
ป้าสะใภ้รองขยับเข้าไปใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น “หลันหลัน เจ้าหาผู้ใดอยู่ บอกข้ามา ข้าจะได้ช่วยหาให้เร็วขึ้น”
“ข้าหา…” ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว “ข้าจำได้ว่ามีชื่อของภรรยาเจ้าของโรงพนันเฉียนจี้อยู่ในรายชื่อสมาชิกของเรา แต่ข้าจำชื่อนางไม่ได้”
เหอไห่หลิงหัวเราะขึ้นมาในทันที “หานางอยู่อย่างนั้นหรือ ข้าจำได้ ๆ”
หลังจากนั้น นางก็เอาสมุดบันทึกจากมือหลานสาวมาเปิดอยู่สองสามครั้ง แล้วส่งให้ซ่งชิงหลัน ชี้ไปที่กระดาษหน้าหนึ่ง “นี่อย่างไรเล่า”
ดวงตาของหลานสาวเป็นประกายขึ้นมาทันที “ท่านป้าสะใภ้รอง ความจำของท่านยอดเยี่ยมจริง ๆ”
เหอไห่หลิงยิ้มเขิน “ไม่หรอก ที่ข้าจำได้เพราะว่าเจ้าของโรงพนันผู้นั้นรักภรรยาของเขามากจนผู้ใดก็ต้องจำได้”
เมื่อได้ยินป้าหลานพูดคุยกัน เหวยหมิ่นจือจึงขยับเข้ามาและเอ่ยสมทบ “ใช่แล้ว ข้าเองก็จำได้ มีสามีอยู่ไม่กี่คนที่มาซื้อของกับภรรยา เจ้าของโรงพนันเฉียนจี้จึงเป็นที่จดจำมาก มาที่ร้านกี่ครั้งก็เหมาของแพงที่สุดของเราให้นางตลอด”
“ท่าทางว่าเขาจะรักภรรยามากจริง ๆ” ซ่งชิงหลันพึมพำกับตัวเองเสียงเบา จากนั้นถึงได้เห็นชื่อของนายหญิงเฉียนในสมุดบันทึกสมาชิก
“เมิ่งเตี๋ยหวู่?” ซ่งชิงหลันยกยิ้มเล็กน้อย “ชื่อของนายหญิงเฉียนไพเราะใช้ได้ทีเดียว”
เหอไห่หลิงเองก็ยิ้มอย่างแฝงความนัย “แน่นอน เพราะนางเป็นคนที่มีพื้นเพไม่ธรรมดาเลย”
“หมายความอย่างไรเจ้าคะ เล่าให้ข้าฟังทีเถิด” ซ่งชิงหลันถามอย่างสนใจ
เหอไห่หลิงมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในร้านตอนนี้ จึงเล่าอย่างช้า ๆ “ข้าได้ยินมาว่านายหญิงเฉียนผู้นี้เคยเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมากในเจียงเฉิง ผู้ใดก็รู้จักนางในชื่อแม่นางเตี๋ยอี เจ้าของโรงพนันเฉียนจี้ไปเที่ยวที่เจียงเฉิง จนได้พบกับนางโดยบังเอิญ ก็ถูกตาต้องใจนางเอามาก จึงได้ไถ่ตัวนางออกมาแล้วพามาแต่งเป็นภรรยาที่นี่”
เรื่องราวความรักของทั้งคู่เป็นเช่นนี้เอง
เหวยหมิ่นจือได้ฟังก็หัวเราะขึ้น “ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาของนายหญิงเฉียนแล้วก็รู้สึกว่าช่างงดงามเฉิดฉายมากเสียจริง นายท่านเฉียนถึงได้หวงแหนนางราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า”
“โชคดีแล้วล่ะที่นางเป็นสตรีแสนล้ำค่า” ซ่งชิงหลันว่าอย่างกะทันหัน
ทั้งเหอไห่หลิงและเหวยหมิ่นจือมองหลานสาวอย่างไม่เข้าใจ “หลันหลัน เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ซ่งชิงหลันชี้ไปที่ข้อมูลสมาชิกของนายหญิงเฉียนแล้วพูดพร้อมยิ้ม “วันที่สิบห้าเดือนหนึ่ง เป็นวันเกิดของนายหญิงเฉียน ดูเหมือนว่าข้ามีเรื่องจะต้องเดิมพันเสียหน่อยแล้ว”