ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 125 ซิ่วซิ่ว เป็นเจ้านี่เอง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 125 ซิ่วซิ่ว เป็นเจ้านี่เอง
บทที่ 125 ซิ่วซิ่ว เป็นเจ้านี่เอง
วิธีการที่ซ่งชิงตงใช้ได้ผลจริง ๆ ไม่นานจากนั้น ผู้คนก็เริ่มมาที่แผงขายของนี้ทีละคนสองคน และมากันเต็มร้านในที่สุด
“ว้าว โคมไฟนี่สวยจัง”
“ใช่ ถ้าข้ารู้เร็วกว่านี้คงรีบมาซื้อตั้งนานแล้ว”
“เสียดายที่แข่งโคมไฟกันจบแล้ว ไม่อย่างนั้นข้าจะซื้อโคมไฟจากที่นี่ไปแข่งด้วย คงจะชนะแน่ ๆ”
“โคมพวกนี้สวยมาก ถึงจะหมดเทศกาลแล้วก็ยังน่าซื้อกลับไปไว้ที่บ้าน พี่ชาย ข้าขอโคมดอกโบตั๋นอันนั้น”
“ขอรับ รอสักครู่” ว่าจบ ซ่งชิงตงก็เอาโคมดอกโบตั๋นลงมาให้ลูกค้า
เขามองหนุ่มสาวที่กำลังดูโคมไฟอยู่แล้วเริ่มพูดขึ้น “ทุกท่าน ร้านเราไม่ได้ขายเพียงโคมไฟสวย ๆ เท่านั้น แต่ยังมีสินค้าน่าสนใจให้เลือกชมกันอีกมาก มาลองดูก่อนได้เลยขอรับ”
พูดจบก็หันไปขยิบตาให้ซ่งชิงเป่ยที่อยู่ข้างตัว
ซ่งชิงเป่ยได้สัญญาณก็หยิบเอางานไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงาม พัด สร้อยประคำ และสินค้าอีกมากออกมาจากเกวียน แล้วจัดเรียงให้ลูกค้าได้เลือกดู
ตามด้วยการเริ่มเรียกลูกค้าเสียงดัง “มาดูของน่าสนใจทางนี้ก่อนได้เลยขอรับ มีแต่ของดี ๆ แปลกใหม่เต็มไปหมด”
การเรียกลูกค้าอย่างแข็งขันของซ่งชิงเป่ยทำให้มีคนสนใจเป็นจำนวนมาก
“นี่… น้องชาย ขอดูไม้แกะสลักรูปนกนั่นหน่อย”
“ข้าด้วย กล่องเครื่องประดับนั่นขายอย่างไร?”
“ไอ๊หยา ปิ่นปักผมนี่สวยจัง ไม่เคยเห็นเช่นนี้ที่ใดมาก่อน เจ้าดูสิ”
ว่าจบสาวน้อยคนหนึ่งก็ยื่นปิ่นปักผมให้เพื่อนสาวอีกคนที่มาด้วยกันได้ชม
“ดูไม่เหมือนผู้ใดจริง ๆ ด้วย ลองปักดูสิ ว้าว… สวยมากจริง ๆ”
เมื่อเห็นสาว ๆ กำลังคุยกันอย่างสนอกสนใจ ซ่งชิงตงก็รีบเอ่ยอย่างรวดเร็ว “แม่นางน้อยทั้งสองตาถึงมากจริง ๆ ขอรับ นี่เป็นปิ่นจากอวี๋เฉิง ในเมืองนี้มีขายแค่ที่ร้านเราเท่านั้น”
“ดีเลย เช่นนั้นข้าเอาชิ้นนี้”
“เช่นนั้นข้าจะซื้อสร้อยข้อมือเส้นนั้นด้วย พี่ชาย ห่อมันให้ด้วยนะ”
“ข้าเอาชิ้นนี้…”
“เอาอันนั้นก็แล้วกัน…”
ไม่นานแผงขายของก็เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยอย่างมีชีวิตชีวาต่างจากช่วงแรกมาก
ซ่งชิงเป่ยที่ใช้เวลาครู่หนึ่งในการขายของ ก็เข้าไปหาซ่งชิงตงเพื่ออวดอ้างเช่นเคย “เป็นอย่างไรพี่ใหญ่ ข้าเก่งหรือไม่ขอรับ”
สองพี่น้องซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินได้ยินเช่นนั้นก็ขยับไปร่วมวงสนทนาด้วย “พี่ชิงตง ยังมีพวกเราด้วยขอรับ พวกข้าก็เรียกลูกค้ามาได้เช่นกัน พวกเราเก่งหรือไม่”
ซ่งชิงเป่ยเม้มปากแล้วเอ็ดขึ้น “พวกเจ้าสองคน คิดจะมาแย่งความดีความชอบจากข้าหรือ?”
ซ่งชิงตงวุ่นวายกับการขายของจนหัวหมุนแต่ก็อดหัวเราะน้อง ๆ ไม่ได้ที่ยังมีอารมณ์จะมาเถียงกันตอนนี้
พี่ชายคนโตยิ้มแล้วพูดเสียงเบา “เอาเถิด พวกเจ้าเก่งมาก รีบไปขายของเร็วเข้า ลูกค้าเยอะไปหมดแล้ว”
ซ่งชิงหลันวางลูกชายลูกสาวไว้บนรถเข็น โดยที่นางและให้แม่เฒ่าซ่งนั่งลงที่นั่นด้วย เมื่อเห็นว่าร้านค้าของน้องชายกำลังไปได้สวยก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมา
ดวงตาของหญิงชราเต็มไปด้วยความภูมิใจอย่างสุดซึ้งเช่นกัน แล้วเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา “ย่าไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้เห็นพวกเจ้าเติบโตมั่นคงกันเพียงนี้ ทุกคนมุ่งไปยังเป้าหมายของตนเองกันแล้ว ต่อให้ย่าต้องตายไปตอนนี้ก็คงจะไปพบพ่อแม่ของเจ้าอย่างภูมิใจที่ปรโลกอย่างไร้กังวลอีก”
“โธ่ ท่านย่า เหตุใดท่านถึงพูดเรื่องน่าหดหู่เช่นนั้นเล่าเจ้าคะ ท่านจะอายุยืน อยู่กับพวกเราอีกนาน ดูน้อง ๆ แต่งงาน มีลูกเสียก่อนสิเจ้าคะ” ซ่งชิงหลันแสร้งทำเป็นโกรธ
“ฮิฮิ” แม่เฒ่าซ่งหัวเราะอย่างมีความสุข “หลันหลัน เจ้าพูดถูก บ้านเรากำลังมีความสุข และชีวิตก็สุขสบายขึ้นเรื่อย ๆ จนย่าไม่อยากจะตายเร็วนัก”
ขณะที่พูดแบบนั้นหญิงชราก็จับมือหลานสาว พรูลมหายใจยาว “หลันหลัน บ้านเราต้องขอบคุณเจ้ามากจริง ๆ หากไม่ได้เจ้า เกรงว่าน้องชายทุกคนคงมีอนาคตที่ดีเช่นนี้ไม่ได้”
“ท่านอย่าพูดเช่นนั้น ไม่ใช่เพียงข้าที่ทำ แต่น้อง ๆ และท่านย่าเองก็ด้วยต่างหากที่ทำให้เรามีวันนี้”
“ต่อให้ไม่ได้บอกออกมา แต่ย่าก็เข้าใจทุกอย่างดี…” ระหว่างที่ว่าอย่างนั้น หญิงชราก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างแฝงความหมายบางอย่าง ราวกับกำลังเอ่ยกับตัวตนของนางจริง ๆ “ตั้งแต่ที่เจ้ากลับมาจากตระกูลไป๋ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจากเดิม…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวใจของหญิงสาวก็เต้นไม่เป็นส่ำอยู่ภายในอก
คำพูดแบบนั้นคืออะไรกันแน่ แม่เฒ่าซ่งรู้แล้วหรือว่านางเป็นเพียง ‘ตัวปลอม’
ซ่งชิงหลันรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก ความเป็นไปได้นับพันแล่นเข้ามาในหัว
ในตอนนั้นเองก็มีเสียงของซ่งชิงตงดังขึ้น “ชิงเป่ย ไปที่รถเข็นแล้วเอางานสลักไม้นั่นมาที”
ซ่งชิงเป่ยที่กำลังคิดเงินให้ลูกค้าก็ตอบกลับพร้อมซับเหงื่อให้ตัวเอง “ข้ายังไม่ว่างจากตรงนี้เลยขอรับ”
ซ่งชิงตงเหลือบมองก็เห็นว่าน้องชายก็ยุ่งอยู่เช่นกัน ดังนั้นจึงขอตัวจากลูกค้าหันมาทางรถเข็นด้วยตัวเอง
ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาซ่งชิงหลัน
นางกำลังจะยืนขึ้น เพื่อเอางานไม้แกะสลักที่ซ่งชิงตงว่าไปให้น้องชาย แต่ทันใดนั้นก็มีสตรีร่างบางในอาภรณ์ชุดงามเข้ามาเสียก่อน
สาวน้อยคนนั้นหยิบไม้แกะสลักขึ้นมาส่งให้ซ่งชิงตง
เขาคิดว่านั่นเป็นมือเรียวบางของซ่งชิงหลัน จึงรับมาโดยไม่ได้หยุดคิด เงยหน้าขึ้นพูด “ขอบคุณ…”
ก่อนที่คำว่า ‘ขอรับพี่สาว’ จะออกจากปาก ชายหนุ่มก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนตรงหน้าเป็นใคร จากนั้นจึงส่งยิ้มหวานแล้วพูดขึ้น “ซิ่วซิ่ว เป็นเจ้านี่เอง”
“ข้า…” หลี่ซิ่วซิ่วพึมพำ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ลูกค้าเริ่มเร่งเร้า “น้องชาย เร็วเข้า ข้าอยากกลับบ้านไปนอนแล้ว”
หลี่ซิ่วซิ่วยิ้มอย่างเขินอาย และกระซิบกับซ่งชิงตง “พี่ชิงตง ท่านทำงานก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงตงพยักหน้าแล้วบอกกับนาง “เจ้าไปนั่งรอข้างหลังก่อนเถิด”
สาวน้อยเดินไปยังรถเข็นด้านหลังที่ซ่งชิงหลันนั่งอยู่กับแม่เฒ่าซ่ง แล้วกล่าวทักทาย “แม่เฒ่าซ่ง พี่ชิงหลันเจ้าคะ”
หญิงชรามีดวงตาเฉียบแหลม นางเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างในทันที
จึงรีบยิ้มให้ซ่งชิงหลันที่นั่งอยู่ข้างกันแล้วถามขึ้น “นี่คือซิ่วซิ่ว ที่เจ้ามักจะชมว่าเก่งมากใช่หรือไม่?”
หลานสาวเดาได้ทันทีว่าท่านย่ากำลังคิดอะไรอยู่ถึงพยักหน้าตอบ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
“ฮิฮิ… เป็นสาวน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง” ท่านย่ายิ้ม ยิ่งมองก็ยิ่งชอบนางมาก
ซ่งชิงหลันจึงจับมือแล้วหันมาปราม “ท่านย่า อย่าแสดงออกเกินไปนักสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวนางจะตกใจ”
ว่าจบก็ดึงหลี่ซิ่วซิ่วให้มานั่งข้างกัน “ซิ่วซิ่ว เจ้าไม่ไปเดินเที่ยวงานโคมไฟหรือ?”
“ข้าไปดูมาแล้วเจ้าค่ะ ดู ๆ ไปก็ไม่ได้มีสิ่งใดน่าสนใจเท่าไรนัก จำได้ว่าพี่ชิงหลันบอกว่าจะมาขายของ ก็เลยมาหาท่านที่นี่ ไม่คิดว่าจะเป็นมุมสงบที่หาได้ยากมากในงานเทศกาลเช่นนี้”