ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 132 เงินไม่พอจะทำอย่างไรดี
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 132 เงินไม่พอจะทำอย่างไรดี
บทที่ 132 เงินไม่พอจะทำอย่างไรดี
ทันทีที่ซ่งชิงหลันกลับไปถึงร้านเสื้อชิงเยว่ เหอไห่หลิงและเหวยหมิ่นจือก็รีบเข้ามาถามไถ่ราวกับแทบจะรอไม่ไหว
เหอไห่หลิงมีท่าทางกระวนกระวาย “เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าได้คุยเรื่องซื้อภัตตาคารหยิงปินหรือไม่?”
ระหว่างที่ซ่งชิงหลันออกไปที่คฤหาสน์ตระกูลเฉียน หลี่ซิ่วซิ่วก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกนางฟังเป็นที่เรียบร้อย
ซ่งชิงหลันมองไปรอบ ๆ มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยอยู่ในร้านตอนนี้
นางขยิบตาให้ป้าทั้งสองแล้วกระซิบกระซาบ “ประเดี๋ยวไปคุยกันข้างในดีกว่านะเจ้าคะ”
เหวยหมิ่นจือจึงฝากให้เสี่ยวฟางและคนอื่น ๆ ดูแลหน้าร้านต่อ แล้วตามหลานสาวเข้าไปในห้องทำงาน
ทันทีที่ซ่งชิงหลันนั่งลง ก็หยิบเอาหนังสือสัญญาที่ประทับตราลงนามนายท่านเฉียนออกมาให้ป้าสะใภ้ทั้งสองดู พลางเอ่ยยิ้ม ๆ “นี่เจ้าค่ะ”
ทั้งสองรีบรับไปสำรวจอย่างรวดเร็ว เหวยหมิ่นจือยกนิ้วให้ซ่งชิงหลันพร้อมกับยิ้มชื่นชม “หลันหลันของเราไม่ธรรมดาจริง ๆ ตราบใดที่เริ่มเคลื่อนไหวทำสิ่งใด ก็ไม่มีอันใดที่เป็นไปไม่ได้ ข้าได้ยินชาวบ้านคุยกันว่าภัตตาคารหยิงปินมีมูลค่าอย่างน้อยห้าพันตำลึง แต่นายท่านเฉียนกลับขายให้เจ้าเพียงสามพันตำลึงเท่านั้น น่าทึ่งจริง ๆ”
“แต่ว่า…” เหอไห่หลิงเอ่ยขัด พลางขมวดคิ้วขึ้นมา “จ่ายเงินมัดจำในสามวัน หนึ่งพันตำลึง พวกเรา…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งชิงหลังก็เหยียดตัวตรงทันที
นางหันหน้าไปทางเหวยหมิ่นจือแล้วพูดขึ้น “นี่แหละ ที่ข้ากำลังจะปรึกษาพวกท่าน ท่านป้าสะใภ้ ตอนนี้เรามีเงินในร้านเท่าไรที่สามารถเอามาใช้ได้หรือ”
“อืม.. ประเดี๋ยวนะ ขอข้าดูก่อน” เหวยหมิ่นจือเริ่มคิดคำนวณอย่างจริงจัง “เจ้าให้เงินชิงตงไปสามร้อยตำลึง เพื่อซื้อสินค้าจากอวี๋เฉิง จากนั้นก็ยังซื้อ… ตอนนี้ยังมีเงินในบัญชีที่เอาไปใช้ได้อีกประมาณห้าถึงหกร้อยตำลึง ยังไม่ถึงพัน”
“เงินไม่ครบพันตำลึง เราจะทำอย่างไรกันดี” เหอไห่หลิงขมวดคิ้ว มองไปทางซ่งชิงหลันอย่างจดจ่อ
บรรยากาศก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมา
เหวยหมิ่นจือเม้มปากแล้วเสนอขึ้น “ข้ามีเงินส่วนตัวอยู่อีกหลายสิบตำลึง เราจะเอาเงินพวกนั้นออกมารวมกับเงินที่หยิบยืมจากญาติ ๆ แล้วค่อยจ่ายคืนพวกเขาในภายหลัง อาจจะรวมกันได้ถึงพันตำลังก็เป็นได้”
เหอไห่หลิงพยักหน้าเห็นด้วย “วิธีนี้ก็น่าจะได้นะ หลันหลัน เจ้าว่าอย่างไร?”
ระหว่างที่คิดก็หันไปทางซ่งชิงหลันอย่างขอความเห็น
ซ่งชิงหลันส่ายหน้า “จะให้ข้ารบกวนเงินส่วนตัวของพวกท่านได้อย่างไรเจ้าคะ ข้ารับเพียงน้ำใจจากท่านก็เพียงพอมากแล้ว อีกอย่างญาติ ๆ ของเราไม่มีเงินมากขนาดนั้น เกรงว่าอาจจะไม่มีผู้ใดให้ยืมเลยด้วยซ้ำ”
คำพูดของซ่งชิงหลันแม้จะฟังดูน่าเศร้า แต่ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ญาติของพวกนางยากจนและเป็นคนหาเช้ากินค่ำ จะไปเอาเงินสำรองที่ไหนมาให้หยิบยืมมากถึงเพียงนั้น
เหวยหมิ่นจือและเหอไห่หลิงจึงมองไปที่หลานสาวเป็นตาเดียวแล้วถามอย่างเป็นห่วง “หลันหลัน แล้วเช่นนี้จะทำอย่างไรต่อไป”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วยืนขึ้น มองกลับไปอย่างมั่นอกมั่นใจ “ท่านป้าสะใภ้ทั้งสอง ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าคิดหาวิธีระหว่างทางกลับมาที่นี่แล้วเจ้าค่ะ”
เหอไห่หลิงมีสีหน้าสงสัย “วิธีใดกัน เจ้าเล่ามาเถิด”
ซ่งชิงหลันเดินเข้าไปใกล้พวกนางยิ่งขึ้น “ท่านป้าสะใภ้รอง วันพรุ่งท่านช่วยทำ…”
วันต่อมา
ทันทีที่ร้านเสื้อชิงเยว่เปิดทำการในวันนี้ เหอไห่หลิงก็เดินออกมาหน้าร้านพร้อมนำกระดาษสีแดงมาติดที่ประตู
คนที่ผ่านไปผ่านมาก็หยุดว่ามีเรื่องน่าสนใจอันใดเกิดขึ้น
“ผู้ดูแลเหอ เอากระดาษแดงแผ่นใหญ่เช่นนี้มาทำอันใดกัน”
“ไม่มีตามองหรือ อ่านดูสิ”
“เงินเพิ่มพิเศษสำหรับสมาชิก หมายความว่าอย่างไรกัน”
“เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นอันใดเช่นนี้”
“ใช่แล้ว ผู้ดูแลเหอ รีบอธิบายมาเร็วเข้า”
…
ท่าทางกระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็นของทุกคน ทำให้เหอไห่หลิงยิ้มออกมา จากนั้นก็เริ่มพูดกับบุรุษร่างใหญ่คนหนึ่ง “เอาเถิด ทุกคนดูนี่…”
ระหว่างอธิบายก็ชี้ไปยังคำประกาศที่ซ่งชิงหลันเขียนเอาไว้ด้วยท่าทางภูมิใจนำเสนอ “เรามีรางวัลเป็นเงินพิเศษให้สำหรับสมาชิกร้านเสื้อชิงเยว่ทุกท่าน เพียงท่านเป็นสมาชิกของร้านเรา แล้วซื้อบัตรกำนัลล่วงหน้าในสามวันนี้ จะได้รับเงินพิเศษเพิ่มขึ้น”
“น่าสนใจอันใดเช่นนี้” เหล่าชาวบ้านต่างอุทานและเริ่มพูดคุยจอแจ
“เอาเถิด ๆ ฟังก่อน อย่าเพิ่งเสียงดังไป” เหอไห่หลิงโบกมือ ส่งสัญญาณให้คนที่ยืนฟังอยู่ใจเย็นก่อน “หากลูกค้าซื้อบัตรกำนัลหนึ่งร้อยตำลึง เราจะเพิ่มเงินให้ยี่สิบตำลึง แต่ถ้าหากซื้อบัตรสองร้อยตำลึง ก็จะได้เงินเพิ่มจากเราสี่สิบตำลึง”
มีคำถามดังขึ้นจากฝูงชน “แล้วร้านเสื้อชิงเยว่จะให้เงินพวกเราอย่างนั้นหรือ?”
ผู้คนรอบ ๆ ถามขึ้นมาทันที “นี่ไม่ใช่เรื่องโกหกแหกตาใช่หรือไม่”
เหวยหมิ่นจือจึงออกมาพูดขึ้น “ร้านเสื้อชิงเยว่ของเราเป็นร้านค้า ทำมาค้าขายซื่อตรงมาตลอด จะหลอกลวงลูกค้าได้อย่างไร นี่เป็นของขวัญที่จะมอบให้แก่ลูกค้าของเรา ไม่ใช่การแจกเงินเปล่า ๆ อย่างที่พวกท่านคิด”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ใจเย็นก่อน ฟังข้าอธิบายให้ละเอียด” เหวยหมิ่นจือพูดเสียงดัง “เงินที่ร้านเราจะเพิ่มให้จะเป็นการบันทึกไว้ในบัญชีสมาชิก เมื่อถึงเวลาซื้อเสื้อผ้าของเรา ทางร้านก็จะลดราคาให้ตามที่ลงบัญชีเอาไว้”
“โธ่ แล้วก็ไม่พูดตั้งแต่แรก ก็แค่อยากให้เราจ่ายเงินเอาไว้”
“ใช่ ข้าคิดว่าจะได้เงินจริง ๆ เสียอีก”
“อย่าคิดโลภมากเลย โลกนี้มันมีเงินให้ได้เปล่า ๆ เช่นนั้นที่ใดกัน”
“ลืมไปเลย ข้ามีเงินร้อยตำลึงที่ใดเล่า ไปดีกว่า”
“ไปกันเถิดทุกคน ร้านนี้มีไว้สำหรับคนรวยเท่านั้น”
…
หลังจากนั้น ชาวบ้านที่เพียงเข้ามาดูเรื่องน่าสนใจก็เดินจากไป
เหวยหมิ่นจือพลันขาดความมั่นใจขึ้นมา มองไปทางเหอไห่หลิงอย่างกังวล “นี่มันจะได้ผลจริง ๆ ใช่หรือไม่?”
เหอไห่หลิงยิ้มตอบ “พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวล อย่างไรนี่ก็เป็นความคิดของหลันหลัน ไม่น่าจะผิดพลาดไปได้”
จู่ ๆ ในตอนนั้นก็มีหญิงสาวร่างบางเดินเข้ามา
อู่เชียนเชียนมาที่ร้านพร้อมรอยยิ้ม “ท่านป้าทั้งสอง เหตุใดวันนี้ถึงได้คึกคักกันนัก ข้าได้ยินชาวบ้านพูดว่าที่ร้านเสื้อชิงเยว่จะแจกเงิน มันเกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
เหอไห่หลิงดึงสาวน้อยเข้ามาในร้านทันที “เจ้าเข้ามาก่อนสิ จะได้คุยกัน”
เหอไห่หลิงและเหวยหมิ่นจือเล่าเรื่องทั้งหมดให้อู่เชียนเชียนฟังอย่างละเอียด
เมื่อคุณหนูเชียนเชียนได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมา “น่าสนใจนัก เช่นข้าจะซื้อบัตรกำนัลสองร้อยตำลึง”
เหอไห่หลิงหัวเราะออกทันที “เพียงเริ่มต้นจากเชียนเชียน เราก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาแล้ว”
อู่เชียนเชียนมอบเงินสองร้อยตำลึงแก่ผู้ดูแลร้าน แล้วเข้าไปในห้องทำงานของซ่งชิงหลัน