ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 137 เชิญท่านกลับไปกับเราเถิด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 137 เชิญท่านกลับไปกับเราเถิด
บทที่ 137 เชิญท่านกลับไปกับเราเถิด
ฟางจื่ออี้รีบแนะนำอย่างรวดเร็ว “แม่นางทั้งสอง นี่คือท่านพ่อข้าเอง”
หลังจากพูดจบ ก็เริ่มอธิบายให้ฝ่ายฟางโย่วลี่ฟัง “ท่านพ่อ แม่นางทั้งสองมาจากเมืองหลวงเพื่อพบท่านขอรับ”
“เมืองหลวง?” พ่อครัวฟางขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจและพูดขึ้น “พวกเจ้าต้องการอันใดจากข้า”
อู่เชียนเชียนหัวเราะอย่างยินดี “พ่อครัวฟาง ข้าชอบไปที่ภัตตาคารหยิงปินเพื่อไปกินพิราบย่างของท่านตั้งแต่ยังเด็ก ข้า…”
ก่อนที่อู่เชียนเชียนจะเล่าจบ ฟางโย่วลี่ก็เอ่ยอย่างเย็นชา “อย่าเรียกข้าว่าพ่อครัวฟาง ข้าไม่ได้ทำงานที่ภัตตาคารนั่นอีกแล้ว บอกมาตรง ๆ ว่าต้องการอันใดจากข้า”
ท่าทางไม่เป็นมิตรของฟางโย่วลี่ไม่ได้ทำให้ซ่งชิงหลันรู้สึกไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวคลี่ยิ้ม เดินไปใกล้เขาแล้วเริ่มเอ่ย “อาจารย์ฟาง ยินดีที่ได้พบท่าน ข้าซ่งชิงหลัน วันนี้มาเพื่อเชิญท่านกลับไปกับเราเถิด”
ฟางโย่วลี่เลิกคิ้ว แต่ใบหน้ายังคงเรียบนิ่ง “ไปกับพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว!” อู่เชียนเชียนรีบพูดอย่างรวดเร็ว “เสิ่นว่านซานเป็นหนี้พนันและหนีออกจากเมืองไปแล้ว พี่ชิงหลันซื้อภัตตาคารหยิงปินมา และยังวางแผนที่จะเปิดร้านอาหารที่นั่นอีกครั้ง ดังนั้นพวกเราจึงตั้งใจมาหาท่านที่นี่ เพื่อเชิญท่านไปเป็นพ่อครัวใหญ่ที่ร้านเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น พ่อครัวฟางก็ยิ้มหยัน
เขาส่ายหน้าไปมา “ภัตตาคารหยิงปินนั้นยิ่งใหญ่มานาน แต่ที่สุดแล้วก็ล่มจมเพราะคนไม่เอาไหนคนนั้น…”
ฟางโย่วลี่ถอนหายใจอย่างหนัก โบกมือให้ซ่งชิงหลัน และส่งแขกอย่างเย็นชา “กลับไปเสีย ข้าไม่ไปที่ใดทั้งนั้น ไปจ้างคนอื่นเถิด”
หลังจากพูดจบ ก็หันหลังเข้าห้องโดยไม่สนใจพวกนางอีก
ทั้งซ่งชิงหลันและอู่เชียนเชียนพากันตะลึงงัน
อู่เชียนเชียนเม้มริมฝีปากและบ่นเสียงเบา “อันใดกัน เราคุยกับเขาอย่างสุภาพ แต่เขากลับมีท่าทีเช่นนั้น เราไม่ได้หาเรื่องเขาเลย เหตุใดต้องโกรธด้วย”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย ห้ามปรามอู่เชียนเชียนด้วยสายตา แล้วเอ่ยเสียงเบา “บางทีอาจารย์ฟางอาจจะมีเรื่องในใจ”
ท่าทางของฟางจื่ออี้ดูลำบากใจไม่น้อย
เขาเดินเข้าไปหาหญิงสาวทั้งสองแล้วเอ่ยขออภัย “แม่นางทั้งสอง ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ พ่อข้าไม่ได้ตั้งใจจะโกรธพวกเจ้า เพียงแต่เขามีเรื่องคับข้องใจเกี่ยวกับภัตตาคารหยิงปิน…”
ซ่งชิงหลันรีบเอ่ยถาม “พี่ฟาง ช่วยเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
“พ่อข้าทำงานในภัตตาคารหยิงปินมาตั้งแต่เป็นพ่อครัวฝึกหัด หัวหน้าพ่อครัวของเขาถ่ายทอดวิชาการทำอาหารทั้งหมดให้ ต่อมาจึงได้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวที่ภัตตาคารหยิงปิน ในตอนนั้นกิจการภัตตาคารกำลังเฟื่องฟู แขกทุกคนที่มาที่ร้านชื่นชมว่าอาหารที่นั่นอร่อยมาก นั่นก็ทำให้ท่านพ่อมีความสุขมากเช่นกัน”
“ใช่แล้ว ข้าไปกินมื้อเย็นที่นั่นมาตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกัน” อู่เชียนเชียนเอ่ยอย่างตื่นเต้นจากด้านข้าง
“แต่น่าเสียดาย…” เมื่อมาถึงจุดนี้ ฟางจื่ออี้ก็ถอนหายใจเบา ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ
“หลังจากนั้น นายท่านเสิ่นก็เสียชีวิตเพราะอาการป่วย นายน้อยเสิ่น เสิ่นว่านซานก็มาสืบทอดกิจการภัตตาคาร เขากลายเป็นคนติดการพนัน เริ่มลดค่าใช้จ่ายในร้าน ลดคุณภาพของอาหารเพื่อประหยัดเงิน พ่อของข้าก็เริ่มมีปากเสียงกับเขา จากนั้นก็ออกจากร้านมาด้วยความคับข้องใจ”
อู่เชียนเชียนได้ฟังก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ “ไม่น่าแปลกใจเลย ครั้งสุดท้ายที่ข้าไปที่นั้น อาหารทั้งรสชาติแย่และวัตถุดิบไม่สดสักนิด เสิ่นว่านซานคนนั้น ช่างไม่เอาไหนเสียจริง สมควรแล้วที่เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไป”
ฟางจื่ออี้พยักหน้าตาม “พ่อข้าพูดตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไม่ช้าเร็วภัตตาคารจะล่มจมเพราะคนอย่างเขา ท่านพ่อทนไม่ได้ที่จะอยู่เห็นวันนั้น จึงได้พาครอบครัวเรากลับมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฟาง”
ซ่งชิงหลันและอู่เชียนเชียนอดรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาไม่ได้เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด
ซ่งชิงหลันเม้มริมฝีปากแล้วพูดขึ้น “อาจารย์ฟางทำอาหารด้วยความรัก เพราะอย่างนี้จึงสามารถทำอาหารรสชาติเยี่ยมเช่นนี้ขึ้นมาได้”
“แม่นางซ่ง พ่อของข้าไม่ต้องการกลับไปที่ภัตตาคารหยิงปินอีกแล้ว ดังนั้นโปรดเข้าใจพ่อข้าด้วย”
“นั่นก็สมควรอยู่หรอก” ซ่งชิงหลันยิ้ม “ข้าเพียงคิดว่ามันจะต้องดีมาก หากอาจารย์ฟางกลับไปที่ร้าน แต่ถึงอย่างนั้นก็ ในเมื่อเจ้าตัวไม่สะดวกใจ เราก็ไม่มีเหตุผลใดไปบังคับเขา แต่แน่นอนว่าถ้าวันใดอาจารย์ฟางเปลี่ยนใจ ร้านของเราจะต้อนรับท่านเสมอนะเจ้าคะ”
ระหว่างที่พูดเช่นนั้น ซ่งชิงหลันก็มองไปยังจุดที่ฟางโย่วลี่เดินเข้าไปเมื่อครู่
จากนั้นนางก็ละสายตามาที่ฟางจื่ออี้อีกครั้งแล้วกล่าวกับเขา “พี่ฟาง วันนี้เราสองคนรบกวนท่านมามากแล้ว สมควรต้องลากลับก่อนเจ้าค่ะ”
หลังจากเอ่ยจบ ซ่งชิงหลันก็ขยิบตาให้อู่เชียนเชียน สองสาวจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ประตูด้วยกัน
อู่เชียนเชียนกะพริบตา จับมือซ่งชิงหลันแล้วพูดเสียงเบา “พี่ชิงหลัน เราจะกลับไปเช่นนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ พิราบย่างที่อาจารย์ฟางเป็นคนทำอร่อยมากจริง ๆ คงจะน่าเสียดายมากหากร้านของท่านขาดคนมีฝีมืออย่างเขาไป”
ซ่งชิงหลันไม่ได้คิดจะยอมแพ้อย่างที่ว่า
เพราะนอกจากพิราบย่างจะอร่อยด้วยการอบในไหแล้ว ยังรู้สึกได้ว่ามันถูกหมักด้วยเครื่องเทศชนิดพิเศษ
นางไม่แน่ใจว่าจะสามารถแกะสูตรลับเหล่านั้นด้วยตนเองได้
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้ฟางโย่วลี่กลับมาทำงานที่ร้านไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
แต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะดึงดันทำอันใดไปมากกว่านี้ จำต้องถอยกลับไปวางแผนใหม่เสียก่อน
ซ่งชิงหลันจับมืออู่เชียนเชียนแล้วตอบเสียงเบา “ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะบังคับเขา เรากลับกันไปก่อน หลังจากนี้ค่อยว่ากันใหม่”
ทั้งสองเดินไปถึงประตู จู่ ๆ ก็มีเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “ไอ้เด็กนี่ กลับมากินข้าวให้หมดนะ”
ซ่งชิงหลันและอู่เชียนเชียนหันไปมองด้วยความสงสัย เห็นสาวสวยนางหนึ่งวิ่งออกจากบ้านไล่ตามเด็กชายอายุประมาณห้าหกขวบท่าทางซุกซนที่วิ่งหนีอยู่
เด็กน้อยเข้าไปหาฟางจื่ออี้ แล้วแลบลิ้นไปทางหญิงสาว “ไม่กิน ข้าไม่กิน”
นางมีท่าทางโกรธมาก “เหตุใดจึงไม่ยอมกิน เจ้าอยากจะสูงใหญ่หรือไม่ เจ้าอยู่ในวัยกำลังโต หากไม่ยอมกินข้าวจะกลายเป็นคนแคระนะ”
เด็กน้อยเม้มปากแน่นพูดอย่างเสียใจ “ก็มันไม่อร่อย จะให้ข้ากินได้อย่างไร”
ซ่งชิงหลันขยับเข้าไปใกล้ฟางจื่ออี้ แล้วถามขึ้น “พี่ฟาง เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
“รู้แล้วเจ้าต้องหัวเราะเยาะข้าแน่” ฟางจื่ออี้ยิ้มอย่างเขินอาย “พูดตามตรง พ่อข้าเป็นพ่อครัวยอดฝีมือก็จริง แต่ข้าที่เป็นลูกชายกลับไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ลูกชายข้ามักจะได้กินอาหารของท่านพ่อตั้งแต่ยังเด็ก จึงได้ติดรสมือของท่านปู่ไปแล้ว”
อู่เชียนเชียนถามอย่างสงสัย “แล้วตอนนี้อาจารย์ฟางไม่ทำอาหารแล้วอย่างนั้นหรือ?”
ฟางจื่ออี้และภรรยามองหน้ากันอย่างลำบากใจ
“เฮ้อ” ฟางจื่ออี้ถอนหายใจออกมา “ท่านพ่อเอาแต่บ่นว่าไม่อยากให้วิชาที่มีสูญเปล่า จึงพยายามถ่ายทอดมันให้ข้า บังคับให้ข้าทำอาหารเองทุกวันเพื่อฝึกฝีมือโดยที่ตัวเองไม่ยอมทำอาหารอีก”
ภรรยาของฟางจื่ออี้ยังพูดต่ออย่างน่าสงสาร “บ้านเราไม่ได้กินสิ่งใดอร่อย ๆ กันมานานมากแล้ว”
ใจของซ่งชิงหลันสั่นไหว จึงเริ่มอาสาขึ้น “เช่นนั้นลองชิมฝีมือข้าดูบ้างดีหรือไม่”
ลูกชายพ่อครัวฟางตกตะลึงเมื่อได้ยินแบบนั้น “จะดีหรือ…”
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางมาเยี่ยมถึงที่นี่ จะยอมให้แขกทำอาหารให้เจ้าบ้านกินได้อย่างไร
นอกจากนี้ฟางจื่ออี้ก็ยังกังวลว่าทักษะการทำอาหารของซ่งชิงหลันจะใช้ได้จริง ๆ หรือไม่