ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 136 มาทำอันใดที่นี่กัน?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 136 มาทำอันใดที่นี่กัน?
บทที่ 136 มาทำอันใดที่นี่กัน?
วันต่อมา
ซ่งชิงหลันและอู่เชียนเชียนขับเกวียนมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฟางตั้งแต่เช้าตรู่
สาวน้อยหาวหวอดใหญ่ระหว่างทางแล้วถามขึ้น “พี่ชิงหลัน ท่านเรียกข้ามาตั้งแต่เช้าโดยที่ยังไม่ได้บอกเลยนะเจ้าคะว่าเราจะไปทำอันใดกัน”
ซ่งชิงหลันหันไปตอบ “เจ้าชอบพิราบย่างที่ภัตตาคารหยิงปินไม่ใช่หรือ วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปกิน”
ทันทีที่อู่เชียนเชียนได้ยินว่ามีของอร่อย นางก็หายงัวเงียโดยพลัน ความเกียจคร้านก็ลดไปกว่าครึ่ง
นางจับแขนซ่งชิงหลันด้วยความตื่นเต้น “จริงหรือเจ้าคะ?”
“ที่นี่สินะ” ระหว่างที่พูด ดวงตาของซ่งชิงหลันก็หันไปอีกทาง ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายมองไปทางนั้น
อู่เชียนเชียนมองตามไป ก็พบตัวหนังสือสามตัวสลักอยู่บนหินทางเข้าหมู่บ้าน
“หมู่บ้านเสี่ยวฟาง?” อู่เชียนเชียนขมวดคิ้วอย่างสงสัย
จากนั้นก็เกิดประกายแสงวาววับในดวงตา พร้อมพูดออกมาอย่างตื่นเต้น “ข้าจำได้ว่าพ่อครัวที่ภัตตราคารหยิงปินเป็นคนแซ่ฟาง พี่ชิงหลัน นี่ท่านมาที่นี่เพื่อตามหาพ่อครัวฟางกลับไปทำงานที่ร้านหรือเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันเลิกคิ้ว “ดีจริง ที่เจ้าหัวไว”
จากนั้นสองสาวก็บังคับลาให้เดินเข้าไปในหมู่บ้าน
หมู่บ้านเสี่ยวฟางไม่ได้ใหญ่โตเท่าไรนักและไม่ได้ห่างไกลจากเมืองหลวง ชาวบ้านที่นี่ดูมีฐานะกันไม่น้อย
เกวียนค่อย ๆ ถูกลากลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ตามทาง อู่เชียนเชียนมีท่าทีกังวลใจ
นางจับมือซ่งชิงหลันแล้วถามขึ้น “พี่ชิงหลัน ท่านแน่ใจหรือไม่ว่าพ่อครัวฟางอยู่ที่นี่ ให้ข้าไปถามชาวบ้านดูหรือไม่เจ้าคะ”
สาวน้อยทำท่าจะลงจากเกวียน
ซ่งชิงหลันรีบจับมือห้าม หลับตาลงสูดกลิ่นหอมบางอย่าง “ไม่จำเป็น เราจะเจอเขาในไม่ช้า”
อู่เชียนเชียนกะพริบตาด้วยความงุนงง ไม่แน่ใจว่าเหตุใดนางถึงมั่นใจนัก
ระหว่างที่ลาเดินลึกเข้าไปอีก กลิ่นหอมชวนหิวก็โชยมา
อู่เชียนเชียนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายแล้วเอ่ยชม “นี่มันหอมเหลือเกิน กลิ่นอันใดกัน หอมน่ากินและยังรู้สึกคุ้นเคยไม่น้อย”
“กลิ่นของย่างน่ะสิ” ซ่งชิงหลันตอบเสียงเบา
สาวน้อยโบกมืออย่างตื่นเต้น “ใช่แล้ว นี่คือกลิ่นพิราบย่าง!”
ซ่งชิงหลันกระชับเชือกในมือแน่น เพื่อบังคับให้ลาหยุดเดินหน้าบ้านหลังหนึ่ง “เรามาถึงแล้ว”
ทั้งสองลงจากเกวียนด้วยกัน ซ่งชิงหลันเป็นคนเคาะประตูบ้านเบา ๆ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนข้างในตะโกนออกมา “มาแล้ว ๆ ”
แกรก!
ตามด้วยเสียงประตูเปิดออก และมีชายวัยประมาณสี่สิบคนหนึ่งอยู่หลังประตูนั้น
ฟางจื่ออี้มองแขกทั้งสองอย่างสับสน “พวกเจ้ามาทำอันใดกัน”
ซ่งชิงหลันคลี่ยิ้ม “เรามาจากเมืองหลวง มาที่นี่เพื่อพบพ่อครัวฟาง”
ฟางจื่ออี้หัวเราะอย่างจริงใจทันที “โอ้ มาเพื่อพบพ่อของข้าหรือ เชิญเข้ามาก่อน ๆ ”
เขาขยับตัวหลบเพื่อให้หญิงสาวทั้งสองเดินเข้าไปในบ้าน
ลานบ้านขนาดใหญ่ของบ้านตระกูลฟาง มีไหกระเบื้องจำนวนมากเรียงรายอยู่ อู่เชียนเชียนมองมันอย่างสนอกสนใจ “พี่ชาย เหตุใดถึงได้มีไหกระเบื้องมากเพียงนี้เล่า”
“คือว่า…”
ก่อนที่ฟางจื่ออี้จะพูดจบ ซ่งชิงหลันก็ก้าวเข้ามาใกล้แล้วพูดขึ้น “นี่คือไหที่ใช้ทำพิราบย่าง”
ฟางจื่ออี้มองหญิงสาวอย่างประหลาดใจ แล้วเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม “แม่นางตาถึงมาก”
ส่วนอู่เชียนเชียนกลับตกใจ
“ไม่มีทาง จะเป็นไปได้อย่างไรที่พิราบย่างจะถูกปรุงขึ้นในไหเหล่านี้ ข้าเข้าใจมาตลอดว่ามันถูกย่างบนเตาไฟ” สาวน้อยกะพริบตาอย่างไม่เชื่อ
ความสงสัยทำให้ร่างบางรีบตรงเข้าไปดู “ให้ข้าดูได้หรือไม่ว่าข้างในนั้นคือสิ่งใด”
จากนั้นก็เอื้อมมือจะไปจับไหเหล่านั้น
“แม่นางน้อย ระวัง!” ฟางจื่ออี้ตะโกนลั่น
โชคดีที่อู่เชียนเชียนหยุดมือได้ทันเวลา
จากนั้นฟางจื่ออี้จึงเอาผ้าเปียกมาห่อมือเอาไว้ แล้วเปิดฝาไหออกมา
กลิ่นหอมฉุยของพิราบย่างก็ฟุ้งกระจาย
มีพิราบย่างห้าถึงหกตัวถูกเกี่ยวไว้ด้วยลวด แขวนอยู่ภายในไหที่ทำหน้าที่เสมือนเตาอบ
อู่เชียนเชียนกลืนน้ำลาย “น่ากินมากจริง ๆ พิราบย่างพวกนี้ต้องอร่อยมากแน่เจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันมองไปรอบ ๆ ที่นี่มีไหสำหรับทำพิราบย่างอย่างน้อยหนึ่งโหล นางจึงถามขึ้นอย่างรวดเร็ว “เหตุใดถึงได้มีไหย่างพิราบมากเพียงนี้หรือเจ้าคะ?”
ฟางจื่ออี้ยิ้มแล้วอธิบาย “ตั้งแต่เรากลับมาที่นี่ พ่อข้าก็ทำพิราบย่างทุกวัน เอาไปขายที่ตลาดในหมู่บ้าน ขายดิบขายดีมาก ขายได้วันละหลายสิบตัว”
อู่เชียนเชียนไม่สามารถอดทนต่อเสียงโครกครากในท้องได้อีกต่อไป จึงรีบพูดขึ้น “พี่ฟาง ข้าอยากกินพิราบย่างเหลือเกิน ช่วยขายให้พวกเรากินได้หรือไม่ พี่ชิงหลัน มากินกันเถิด”
“เอาสิ ข้าเองก็อยากจะลิ้มลองฝีมือพ่อครัวฟางเช่นกัน”
ฟางจื่ออี้จึงรับหน้าที่หยิบพิราบสองตัวออกมาจากไห วางลงต่อหน้าพวกนาง
มีม้าหินอ่อนเล็ก ๆ อยู่ที่ลานบ้าน ทั้งสองนั่งอยู่ที่นั่นเพื่อกินอาหาร
อู่เชียนเชียนไม่ได้สนใจว่าอาหารจะกำลังร้อนฉ่า เริ่มกินมันอย่างเอร็ดอร่อย
ระหว่างที่เคี้ยวก็เอ่ยชมไปด้วย “อืม นี่แหละ รสชาตินี้แหละ พิราบย่างนี่อร่อยที่สุด พี่ชิงหลัน ท่านต้องลองเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันกัดเข้าไปทันที พบว่านี่เป็นอาหารที่อร่อยจนน่าประทับใจอย่างมาก
อู่เชียนเชียนลูบไหล่พี่สาวด้วยรอยยิ้ม “เป็นอย่างไรเจ้าคะ อร่อยมากเลยใช่หรือไม่ นี่ช่างแตกต่างจากตอนเรากินที่ภัตตาคารหยิงปินวันนั้นอย่างสิ้นเชิง เทียบไม่ติดเลย”
ซ่งชิงหลันพยักหน้าตาม แล้วเริ่มออกความคิดเห็น “พิราบย่างตัวนี้ อร่อยมากจริง ๆ พิราบที่เรากินวันนั้นถูกย่างบนเตาไฟโดยตรง ความร้อนก็ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ปีกและขาไหม้เกรียมแต่ส่วนอกยังชุ่มฉ่ำ ส่งผลต่อรสชาติอย่างมาก พิราบที่ได้กินวันนี้ต่างออกไปมาก…”
“อย่างไรเจ้าคะ?” สาวน้อยถามอย่างตื่นเต้น
“พิราบนี้ใช้วิธีอบในไห เป็นการย่างด้วยความร้อนที่ระอุจากถ่านแทนเปลวไฟ จึงไม่มีกลิ่นเหม็นควัน ความพิเศษที่เกิดขึ้นจากการอบก็คือความร้อนภายในไหจะคงที่ เหมาะใช้ย่างพิราบให้สุกอย่างทั่วถึง นี่น่าจะเป็นถ่านไม้ลิ้นจี่ใช่หรือไม่”
ฟางจื่ออี้ที่ฟังอยู่ถึงกับตกตะลึง อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “แม่นางซ่งเก่งเกินไปแล้ว รู้กระทั่งไม้ที่ใช้ทำถ่านอย่างนั้นหรือนี่”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มทรงพลังก็ดังมาจากด้านหลังของทุกคน “เจ้ารู้เรื่องอาหารดีมาก แต่น่าจะรู้ดีกว่านี้อีกหน่อยนะ”