ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 139 ข้าได้ยินข่าวดีมา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 139 ข้าได้ยินข่าวดีมา
บทที่ 139 ข้าได้ยินข่าวดีมา
หลิวกุ้ยเสียจัดหาลูกจ้างตำแหน่งต่าง ๆ สำหรับร้านอาหารเสร็จสรรพ แต่ก็ยังขาดผู้ช่วยในครัวอีกหนึ่งคน
นางติดประกาศรับสมัครผู้ช่วยที่หน้าประตูร้านมาเป็นเวลาหลายวัน แต่ก็ยังไม่พบใครที่เหมาะสม
วันต่อมา ระหว่างที่ออกไปจ่ายตลาดเพื่อซื้อกับข้าว
หลิวกุ้ยเสียมักจะซื้อผักที่บ้านของป้าหม่า เพราะผักที่ร้านนางราคาดีและสดใหม่ จนเป็นลูกค้าประจำที่แม่ค้ามักจะเก็บผักเอาไว้ให้ทุกครั้ง
ป้าหม่าเอาผักใส่ในตะกร้าให้หลิวกุ้ยเสีย จากนั้นก็เริ่มถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “แม่ชิงหยวน ช่วงนี้ท่าทางอารมณ์ดี เจ้าหางานได้แล้วหรือ?”
“ใช่แล้ว ข้าได้งานใหม่มาสักพักหนึ่งแล้ว” หลิวกุ้ยเสียตอบกลับพร้อมยิ้ม
นั่นยิ่งทำให้แม่ค้าอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก
ป้าหม่ารีบขยับเข้าไปใกล้แล้วถามขึ้น “โอ้ ได้งานเร็วดีเหลือเกิน ตอนนี้เจ้าทำงานที่ใดเล่า เงินเดือนเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้ายังทำที่ภัตตาคารหยิงปินเช่นเดิม”
“ภัตตาคารหยิงปินหรือ?” ป้าหม่าเบิกตากว้าง ถามด้วยความสับสน
“เสิ่นว่านซานไม่ได้หนีหนี้ไปแล้วหรือ เอ๊ะ หรือว่ามีคนซื้อภัตตาคารนั่นไปแล้ว”
หลิวกุ้ยเสียแสร้งทำเป็นกระซิบกระซาบราวกับว่าเป็นความลับ
นางเลิกคิ้วถามแม่ค้าขายผัก “เจ้าอยากรู้หรือ?”
“โธ่ แม่ชิงหยวน ไม่ต้องห่วง ข้าไม่บอกผู้ใดแน่”
“ก็ได้ เพราะข้าไว้ใจเจ้านะ” หลิวกุ้ยเสียลดเสียงลงแล้วพูดขึ้นทันที “หลันหลันของเราซื้อภัตตาคารหยิงปินแล้วน่ะสิ”
“ไอ๊หยา นั่นมันเยี่ยมมากเสียจริง” ป้าหม่าอุทานเสียงดัง “ร้านนั่น ต้องจ่ายหลายพันตำลึงเพื่อที่จะซื้อมา หลานสาวเจ้าคงร่ำรวยมากจึงได้จ่ายเงินไหว”
หลิวกุ้ยเสียพยักหน้า “ข้าไม่ได้รู้ราคาที่แน่ชัดนัก แต่ว่าแพงมากจริง ๆ”
“นั่นสินะ” ป้าหม่ากะพริบตาปริบ ๆ แล้วถามอีก “แล้วเจ้าทำงานใดที่ร้านเล่า ยังล้างจานอยู่หรือ?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น หลิวกุ้ยเสียก็มีท่าทางอิ่มเอมใจ เล่าต่อด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ข้าเป็นผู้ดูแลภัตตาคารแล้ว การดูแลลูกจ้างในร้านเป็นหน้าที่ข้า”
“สวรรค์ หลานสาวดีกับเจ้ามากเลย”
“ใช่แล้ว หลันหลันของเราเป็นคนจิตใจดี นางให้สิ่งเหล่านี้กับข้าได้ ทั้ง ๆ ที่ข้ากับนางเคยไม่ถูกกันมาก่อน คนเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง”
“ข้าคิดทบทวนกับตัวเองแล้วว่าต่อไปควรจะต้องช่วยนางดูแลกิจการในร้านอย่างดี อ้อ ตอนนี้เรารับสมัครผู้ช่วยพ่อครัวอยู่ หากท่านรู้จักผู้ใดที่มีฝีมือดีมาบอกข้าได้”
“ได้เลย ประเดี๋ยวข้าจะถามให้”
ทั้งสองคุยกันต่อครู่หนึ่ง จากนั้นหลิวกุ้ยเสียก็จากไปพร้อมกับตะกร้าจ่ายตลาด
ทั้งคู่ไม่ทันได้รู้เลยว่าไป๋ชุนหลันที่กำลังซื้อผักอยู่ในแผงข้าง ๆ ได้ยินบทสนทนานั่นทั้งหมดแล้ว
คนขายผักในแผงที่ไป๋ชุนหลันเลือกซื้ออยู่ถามขึ้นอย่างเร่งเร้า “นี่ เจ้าจะซื้อหรือไม่ซื้อเสียทีเถิด เห็นเลือกอยู่นานแล้ว จะซื้อหรือไม่?”
ไป๋ชุนหลันวางผักในมือลงที่แผงแล้วเอ่ยต่อ “ไม่ซื้อแล้ว ผักไม่เห็นจะสดเลย”
ว่าจบก็หันหลังจากไป
ทิ้งให้แม่ค้าสบถไล่หลัง “ถ้าไม่ซื้อจะมายืนจับอันใดตั้งนานนม แล้วยังมาหาว่าผักของข้าไม่สดอีก นี่มันหาเรื่องกันชัด ๆ”
ไป๋ชุนหลันรีบไปที่ร้านขายหมูบนถนนอีกสาย ซึ่งเป็นแผงขายหมูของตระกูลไป๋
ร้านขายหมูของตระกูลไป๋ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เจี่ยงชุ่ยเหลียนและไป๋ชุนเฟินเฝ้าแผงแทะเมล็ดแตงโมอย่างเบื่อหน่าย
เมื่อเห็นลูกสาวคนรองวิ่งมาแต่ไกล เจี่ยงชุ่ยเหลียนก็ถามด้วยความสงสัย “ชุนหลัน เจ้ามาทำอันใดที่นี่ มาซื้อหมูหรือ?”
“ไม่ใช่เสียหน่อย” ไป๋ชุนหลันโบกมือ “แม่ พี่ใหญ่ ข้าได้ยินข่าวดีมา”
ไป๋ชุนเฟินตาเป็นประกายขึ้นมาทันที แล้วถามอย่างตื่นเต้น “นางคนข้างบ้านนั่นมาแย่งสามีไปล่ะสิ ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่านางดูไม่น่าไว้ใจ แต่เจ้าก็ยังเชื่อนาง…”
“ไม่ ไม่ใช่เรื่องนั้นเสียหน่อย!” ไป๋ชุนหลันรีบขัดจังหวะทันที “ท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ใดที่ซื้อภัตตาคารหยิงปินไป”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนเม้มริมฝีปากแล้วตอบ “จะผู้ใดอีกเล่า ก็ต้องเป็นพวกตระกูลเศรษฐีอยู่แล้ว”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ไป๋ชุนหลันจึงอดไม่ได้ที่จะรีบเฉลย
นางเข้าไปใกล้แม่และพี่สาวแล้วกระซิบกระซาบ “เป็นคนที่เรารู้จักต่างหากเล่า”
“คนที่เรารู้จักหรือ?” ไป๋ชุนเฟินสงสัยขึ้นมาทันที “เราจะไปรู้จักคนรวยเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “ไม่มีทาง บ้านเราร่ำรวยที่สุดแล้วในบรรดาญาติ ๆ ทั้งหมด แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีกเล่า”
ไป๋ชุนหลันยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วพูดออกมาสามคำเบา ๆ “ซ่งชิงหลัน”
“เป็นนางหรือ!”
“เป็นนางหรือ!”
สองแม่ลูกอุทานออกมาพร้อมกันอย่างตกใจ
เจี่ยงชุ่ยเหลียนเต็มไปด้วยความอิจฉา พึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ “ร้านอาหารใหญ่โตเพียงนั้น ต้องมีเงินหลายพันตำลึงถึงจะซื้อมาได้ เพียงไม่กี่เดือน นังนั่นก็รวยขึ้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ไป๋ชุ่นเฟินมีท่าทีลังเล แต่ก็อิจฉาไม่ต่างกัน “เสื้อผ้าในร้านของนางบางชิ้นก็ขายได้เป็นสิบ ๆ ตำลึง เช่นนั้นแล้วก็ไม่แปลกที่แต่ละเดือนนางจะหาเงินได้มาก”
“ให้ตาย…” เจี่ยงชุ่ยเหลียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เราต้องเหนื่อยเชือดหมูมาชำแหละขายไปวัน ๆ ขายได้ยังแทบไม่พอกิน หากรู้ว่านางหาเงินเก่งถึงเพียงนี้คงไม่ยอมปล่อยนางออกไปจากตระกูลเราง่าย ๆ ไม่อย่างนั้นป่านนี้พวกเราคงนอนนับเงินสบายใจอยู่ที่บ้านกันแล้ว”
ทุกครั้งที่เจี่ยงชุ่ยเหลียนคิดถึงเรื่องนี้ ก็มักเกิดความเสียดายอย่างไม่สิ้นสุด หากโลกนี้มียาแก้เสียดาย นางคงซื้อมากินให้รู้แล้วรู้รอดไป
ไป๋ชุนเฟินมองอย่างเอือมระอา “เลิกคิดเรื่องนี้เสียเถิด ท่านก็พูดเช่นนี้ตลอดปีตลอดชาติ”
“อ้อ ข้ายังได้ยินมาอีกว่า…” ไป๋ชุนหลันเห็นว่าพวกนางไม่สนใจ จึงได้เล่าต่ออย่างตื่นเต้น “ร้านของนางกำลังรับสมัครผู้ช่วยพ่อครัว ข้าวางแผนจะให้สามีไปลองสมัครดูดีกว่าเอาแต่นอนอยู่บ้านเฉย ๆ เช่นนี้ ได้ทำงานในครัวร้านใหญ่ขนาดนั้น น่าจะได้ค่าจ้างต่อเดือนมากแน่เจ้าค่ะ”
“หึ” ไป๋ชุนเฟินหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “น้องรอง ให้ข้าแนะนำเจ้านะ อย่าฝันหวานไปหน่อยเลย เลิกคิดที่จะไปยุ่งกับนังนั่นเถิด”
ท่าทางตื่นเต้นของไป๋ชุนหลันพลันชะงักค้างไปโดยพลัน
นางขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแล้วถามต่อ “พี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงพูดเช่นนั้น?”
ไป๋ชุนเฟินวางเมล็ดแตงโมในมือลง “ไม่ใช่ว่าข้าพูดเกินไปหรอกนะ นังแพศยาซ่งชิงหลันเกลียดคนตระกูลไป๋อย่างกับหมูกับหมา เจ้าลืมเรื่องน่าอายที่เกิดกับข้าในร้านเสื้อนั่นแล้วหรือ หากเจ้าไปที่ร้านอาหารของนางตอนนี้ ก็คงมีแต่จะอับอายขายหน้าไม่ต่างกัน”