ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 141 มีแต่เจ้าที่จัดการกับคนพวกนั้นได้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 141 มีแต่เจ้าที่จัดการกับคนพวกนั้นได้
บทที่ 141 มีแต่เจ้าที่จัดการกับคนพวกนั้นได้
ไป๋ชุนหลันเห็นว่านี่เป็นโอกาสแล้ว จึงรีบดันสามีออกไปข้างหน้าแล้วถามขึ้น “อยากให้เขาแสดงฝีมืออย่างไร โปรดบอกมาได้เลยเจ้าค่ะ”
ฟางโย่วลี่พูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “เอาแบบง่าย ๆ ข้าขอดูทักษะการใช้มีดเจ้าเสียหน่อย”
หลิวกุ้ยเสียจึงขอให้คนในร้านไปนำหัวไชเท้า มีด และเขียงออกมา
เห็นเช่นนั้นเจี๋ยงสื่อเจี้ยนก็มีท่าทีลังเล
ไป๋ชุนหลันเห็นท่าทางไม่มั่นใจของสามี จึงได้จับมือเขาแล้วเอ่ยเร่งเร้า “รออันใดเล่า เร็วเข้าสิ”
เจี๋ยงสื่อเจี้ยนหายใจเข้าออกลึก ๆ แล้วจำใจหยิบหัวไชเท้ากับมีดขึ้นมา
ฉับ ๆ
หลังจากการหั่นเสร็จสิ้น หัวไชเท้าก็ถูกซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ อย่างรวดเร็ว
ฟางโย่วลี่ก้าวเข้าไปตรวจสอบมัน เขาหยิบหัวไชเท้าฝอยขึ้นมาพิจารณาเมื่อเห็นว่าเส้นที่ได้ไม่สม่ำเสมอกันก็โยนมันลงที่โต๊ะด้วยความไม่พอใจ ซ้ำยังพูดเย้ยหยัน “ฝีมือเท่านี้ไม่อายที่จะมาสมัครงานหรือ อยากจะเป็นผู้ช่วยข้าทั้งที่ไม่ได้จับมีดมานานแล้วอย่างนี้น่ะหรือ?”
เจี๋ยงสื่อเจี้ยนอธิบายอย่างรวดเร็ว “ข้าหยุดทำงานไปเพียงไม่กี่เดือน สามารถฝึกฝีมือกลับมาได้ ข้าสามารถทำตามความต้องการของพ่อครัวฟางได้แน่ขอรับ”
ฟางโย่วลี่พูดอย่างเย็นชา “เราทำร้านอาหารเพื่อขายให้ลูกค้าไม่มีเวลาพอให้เจ้ามาฝึกฝน ฟางจื่ออี้แสดงให้ข้าดูสิว่าอย่างน้อยต้องฝีมือระดับไหนถึงจะมาเป็นผู้ช่วยข้าได้”
“ขอรับท่านพ่อ” ฟางจื่ออี้เดินออกมาด้านหน้า
จับมีดขึ้นมาซอยหัวไชเท้าภายในเวลาไม่นาน หัวไชเท้าก็กลายเป็นเส้นฝอยที่มีขนาดสม่ำเสมอกันทั้งหมด
เจี๋ยงสื่อเจี้ยนเห็นดังนั้นก็ตกตะลึงไปเช่นกัน
ฟางจื่ออี้ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น “เป็นอย่างไร เจ้าทำเช่นนี้ได้หรือไม่”
หลิวกุ้ยเสียจึงรีบออกปากไล่ทันที “เอาเถิด ทำไม่ได้ก็กลับไปได้แล้ว”
“ไม่มีทาง” ไป๋ชุนหลันไม่ยอมจากไป
หลิวกุ้ยเสียขมวดคิ้วแล้วถามต่อ “แล้วเจ้าจะเอาอันใดอีก”
ไป๋ชุนหลันไม่อยากเสียหน้ากับพี่สาว ถ้านางกลับไปแบบมือเปล่ามีหวังต้องถูกหัวเราะเยาะแน่ อย่างไรก็ต้องหางานที่นี่ให้ได้
ดังนั้นจึงพูดกับหลิวกุ้ยเสีย “ไม่ต้องเป็นผู้ช่วยพ่อครัวก็ได้ที่ร้านยังมีงานใดที่เหมาะกับสามีข้าอีกหรือไม่ ช่วยหางานให้เขาทำทีเถิด”
หลิวกุ้ยเสียเห็นว่านางยังไม่ยอมละความพยายามจึงหมดความอดทน “นี่ เจ้ายังเล่นตลกอยู่อีก อย่ามาทำให้เราเสียเวลาอยู่เลย ไม่มีฝีมือก็ไม่ต้องมาพูดมากและที่สำคัญ เราไม่อยากจะข้องแวะกับคนตระกูลไป๋อีก ไม่มีงานใดให้สามีเจ้าทั้งนั้น กลับไปเสีย”
ไป๋ชุนหลันขึ้นเสียง “หน็อย! แล้วเจ้าเล่า คิดว่าตัวเองดีมาจากที่ใดกัน กล้าดีอย่างไรมาพูดจาเช่นนี้กับข้า”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นชาดังขึ้นมาจากชั้นสอง “การตัดสินใจของท่านอาสะใภ้เท่ากับการตัดสินใจของข้า”
เมื่อทุกคนหันไปทางต้นเสียงก็พบว่าเป็นซ่งชิงหลันที่กำลังเดินลงบันไดมาอย่างเรียบเฉย
ไป๋ชุนหลันรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นประจบสอพลอทันควัน
เมื่อซ่งชิงหลันลงมาถึงก็พูดขึ้นทันที “น้องสาว เจ้าก็อยู่ที่นี่เช่นกันหรือ เจ้าน่าจะช่วยพี่เขยของเจ้า…”
“หุบปาก!” ซ่งชิงหลันตอบอย่างเย็นชา “ข้าไม่ได้เป็นอันใดกับคนตระกูลไป๋ ไม่ต้องมาทำเป็นสนิทสนมกับข้าที่นี่ ได้ยินแล้วว่าสามีเจ้าฝีมือไม่ถึงทั้งที่ความจริงแล้วไม่ว่าจะมีฝีมือหรือไม่ ข้าก็ไม่มีทางจ้างคนตระกูลไป๋มาทำงานที่ร้านอยู่แล้ว ข้าซ่งชิงหลัน ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเจ้าทั้งนั้น ออกไปให้พ้น”
ไป๋ชุนหลันได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกอับอายอย่างมาก
ชี้หน้าซ่งชิงหลันแล้วพูดขึ้น “ซ่งชิงหลัน เจ้าจะไม่ใจดำเกินไปหน่อยหรือ ถึงอย่างไรเราก็เคยเป็นครอบครัวเดียวกัน”
ซ่งชิงหลันยิ้มมุมปาก ท่าทางเย้ยหยัน
“แค่คิดว่าเคยเป็นญาติกับคนอย่างเจ้า ข้าก็ขยะแขยงจะแย่อยู่แล้ว ข้ายังใจดำได้มากกว่านี้แน่หากยังไม่ออกไปดี ๆ อยากโดนแจ้งความจับหรืออย่างไร?”
ทันทีที่เจี๋ยงสื่อเจี้ยนได้ยินว่าจะถูกแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ก็นึกถึงเรื่องที่แม่ยายของตนเคยถูกจับไปขังคุก เพราะหาเรื่องซ่งชิงหลันขึ้นมาได้จึงเกิดกลัวขึ้นมา
เขาจึงคว้าแขนไป๋ชุนหลันพยายามดึงนางออกไป “เอาเถิด เลิกเถียงกันเสียที เจ้าอยากติดคุกเหมือนแม่เจ้าหรืออย่างไร ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่ามาที่นี่ กลับบ้าน เลิกพยายามทำอันใดไร้สาระเช่นนี้”
“เจ้าพูดอันใด ผู้ใดไร้สาระคิดว่าข้าโง่หรือ แล้วเจ้าเล่า แค่หั่นหัวไชเท้าให้ดียังทำไม่ได้ ไร้ประโยชน์สิ้นดี”
“ถ้าเจ้าทำได้ก็ทำไปแล้วกัน คนบ้านเจ้านี่เป็นเช่นนี้กันหมด อวดดีเหลือเกิน เหอะ!” เจี๋ยงสื่อเจี้ยนว่าเช่นนั้นก็หันหลังเดินจากไป
ทิ้งให้ไป๋ชุนหลันตะโกนไล่หลังไปอย่างโมโห แล้วรีบเดินตามไป “เจี๋ยงสื่อเจี้ยน หยุดประเดี๋ยวนี้นะ…”
ในตอนนี้ที่ร้านได้สงบลงแล้ว
เมื่อเรื่องวุ่นวายสงบลง หลิวกุ้ยเสียก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะมองไปทางซ่งชิงหลัน “หลันหลัน ท่าทางจะมีแต่เจ้าที่จัดการกับคนพวกนั้นได้”
ฟางโย่วลี่หัวเราะแล้วพูดอย่างติดตลก “แม่นางซ่งชิงหลันมีรัศมีเจ้าของร้านเสียจริง”
ซ่งชิงหลันได้ยินเช่นนั้นก็เขินอายขึ้นมา
หญิงสาวยิ้มตอบ “ท่านเพิ่งมาถึงก็เจอเรื่องไร้สาระเสียแล้ว ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ”
พ่อครัวฟางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “คนไร้เหตุผลเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลด้วย อีกอย่าง หากเจ้าจะทำร้านอาหารอย่างไรก็จะต้องเจอคนประเภทนี้อีกมาก”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ถึงอย่างนั้นก็เถิด อาจารย์ฟาง ท่านเรียกข้าว่าชิงหลันได้เลย จากนี้ไปไม่จำเป็นต้องสุภาพเพียงนั้น”
“เอาตามที่เจ้าสะดวก” ฟางโย่วลี่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เริ่มคุยธุระ “เอาเป็นว่า หากยังหาผู้ช่วยไม่ได้ ข้าจะให้ฟางจื่ออี้มาทำหน้าที่นี้ไปก่อน เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ซ่งชิงหลันเห็นท่าทางมั่นใจของพ่อครัวฟาง จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธ
นางพยักหน้าตอบ “ได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ พ่อลูกทำงานร่วมกันจะมีอันใดเหมาะสมไปมากกว่านี้เล่า”
ฟางโย่วลี่ยิ้มขันกับคำพูดของนาง “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปดูในครัวว่ายังขาดเหลืออันใดต้องซื้อเพิ่มอีกหรือไม่”
ว่าจบพ่อครัวใหญ่ก็เข้าไปในสถานที่ทำงานของตน
ฟางจื่ออี้กำลังจะตามบิดาเข้าไป แต่ซ่งชิงหลันเข้ามาถามขึ้นเสียก่อน “พี่ฟาง แล้วภรรยาท่านกับฟางต้าจิงเล่า พวกเขาอยู่ที่ใด”
“อ้อ ทั้งสองคนอยู่ที่บ้านในเมืองหลวงของเราน่ะ ตอนนี้น่าจะกำลังจัดข้าวของกันอยู่”
“โอ้… อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาดีมาก” ซ่งชิงหลันพยักหน้าตาม “หากพวกท่านมีปัญหาใด บอกข้ามาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
“เข้าใจแล้ว ข้าขอเข้าไปดูในครัวก่อนเผื่อท่านพ่อมีอันใดให้ช่วย”
ตอนนี้จึงเหลือเพียงซ่งชิงหลันและหลิวกุ้ยเสียที่อยู่ด้วยกันที่ส่วนต้อนรับ
ซ่งชิงหลันยกนิ้วโป้งให้อาสะใภ้ “ท่านอาสะใภ้ คำด่าของท่านถึงใจข้าเหลือเกิน”
หลิวกุ้ยเสียเลิกคิ้วอย่างมีชัย “แน่นอน แม้จะทำอย่างอื่นไม่เก่งนัก แต่เรื่องฝีปากข้าไม่เคยแพ้ผู้ใด หลันหลัน คนตระกูลไป๋พวกนี้ไม่มีผู้ใดพูดรู้เรื่องเลยสักคน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องปรานี”
ซ่งชิงหลันพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นนั้น”