ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 142 ข้ามีความสุขมาก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 142 ข้ามีความสุขมาก
บทที่ 142 ข้ามีความสุขมาก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดวันนี้ภัตตาคารของซ่งชิงหลันก็เปิดทำการ
นางเปลี่ยนชื่อจากภัตตาคารหยิงปินเป็นภัตตาคารอวิ๋นหลาย มีความหมายคือการดูแลแขกอย่างดีราวกับว่าได้รับประทานอาหารบนเมฆมงคล
วันเปิดทำการวันแรก แขกที่มาจะเป็นลูกค้าประจำของร้านเสื้อชิงเยว่เป็นส่วนใหญ่ ภัตตาคารอวิ๋นหลายคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนืองแน่นราวกับกลุ่มเมฆตามชื่อของร้าน
ซ่งชิงหลันยังเชิญพี่หนิวกับภรรยาและพี่น้อง จากร้านเสื้อชิงเยว่มากินข้าวด้วยกันอย่างอบอุ่น ในวันนี้เป็นภาพที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวามาก ๆ
ผู้คนที่ผ่านไปมาเมื่อเห็นความคึกคักของภัตตาคาร ก็อดไม่ได้ที่จะหยุดมองด้วยความสงสัย
“ไอ๊หยา คาดไม่ถึงว่าภัตตาคารหยิงปินจะกลับมาเปิดแล้ว”
“นี่ เจ้าดูสิ ภัตตาคารหยิงปินเปลี่ยนเจ้าของร้านแล้ว เปลี่ยนชื่อจากภัตตาคารหยิงปินเป็นภัตตาคารอวิ๋นหลายด้วย”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าของร้านเป็นสตรี ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ”
“เจ้าลองสังเกตดูสิ สาวสวยที่กำลังทักทายแขกคนนั้นคือเจ้าของร้านนี้อย่างไรเล่า”
“โอ้ นั่นไม่ใช่แม่นางซ่งชิงหลันหรอกหรือ”
“ใช่แล้ว แม่นางซ่งชิงหลันช่างเป็นสตรีที่เยี่ยมยอดจริง ๆ”
“นางใช้เวลาไม่กี่เดือนก็กลายเป็นเจ้าของภัตตาคารใหญ่โต มีทั้งร้านเสื้อและร้านอาหารเช้าที่ประตูเมือง ความสำเร็จเช่นนี้บุรุษอย่างข้ายังไม่รู้เลยว่าทั้งชีวิตนี้จะทำได้เช่นนางหรือไม่”
“เทียบกันแล้ว นางคงเก่งกว่าเจ้ามากซ้ำยังเป็นสตรีอีกด้วย”
“เอาเถิด ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าละอาย เราไปลองกินอาหารร้านนางกันดีกว่า”
“ข้าได้ยินว่าที่นี่เชิญพ่อครัวใหญ่ฟางกลับมาอีกด้วย หากไปกินวันนี้จะแถมพิราบย่างทุกโต๊ะฉลองเปิดร้าน”
“โอ้ ของดีเช่นนี้จะพลาดได้อย่างไร ข้าอยากกินพิราบย่างไปกันเถิด”
“ดี ๆ ไปกัน…”
…
ในตอนนั้นเอง รถม้าหรูหราก็เข้ามาจอดเทียบที่หน้าภัตตาคารอวิ๋นหลาย
ซ่งชิงหลันยกยิ้มแล้วเดินไปหน้าร้าน
ม่านของรถม้าถูกเปิดออกด้วยมือแกร่งในอาภรณ์ชั้นดี จากนั้นร่างสูงใหญ่ก็ก้าวลงมา
นายท่านเฉียนยื่นมือไปทางภรรยา ช่วยให้เมิ่งเตี๋ยหวู่ก้าวลงจากรถอย่างสะดวก
ซ่งชิงหลันรับแขกคนสำคัญทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม “ข้าคิดว่าพวกท่านจะไม่มีเวลามาที่นี่เสียแล้ว”
เจ้าของโรงพนันเฉียนจี้ยิ้มตอบ “น้องสาวข้าเปิดร้านทั้งที ข้าต้องมาร่วมฉลองด้วยอยู่แล้ว”
ระหว่างที่พูดก็หันไปขยิบตาให้พ่อบ้านที่ติดตามอยู่ด้านหลัง
พ่อบ้านจึงเดินมาพร้อมกับกล่องไม้หรูหรา ที่บรรจุของขวัญแสดงความยินดีไว้ภายใน
นายท่านเฉียนรับกล่องไม้มาถือ มอบให้ซ่งชิงหลันด้วยมือของตนเองแล้วเริ่มอวยพร “นี่เป็นของขวัญวันเปิดร้าน ขอให้ธุรกิจของเจ้าเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง ร่ำรวยในอนาคต”
หญิงสาวยิ้มแล้วรับของขวัญอย่างยินดี “เพียงมาร่วมยินดีด้วยตัวเองก็พิเศษมากแล้ว ยังต้องมีของขวัญใดอีกเจ้าคะ นี่ก็มากเกินไปแล้ว”
“เอาเถิด” นายท่านเฉียนส่ายหน้า “วันนี้เป็นวันดีมีของดี ๆ มาด้วย เจ้าลองเปิดดูเถิด”
ซ่งชิงหลันเปิดกล่องไม้ออกมาอย่างเบามือ เห็นผักกาดขาวสลักขึ้นจากหยกแสนประณีต
นางเข้าใจในทันที จึงรีบเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย “ท่านพี่เฉียน นี่มัน…”
คนเป็นพี่ขยับเข้ามาใกล้หูของซ่งชิงหลัน “น้องสาว อย่าหาว่าข้างมงายเชื่อเรื่องโชคลางเกินไปเลย แต่บางครั้งเจ้าก็ต้องเชื่อเรื่องเหล่านี้เอาไว้บ้าง ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่คิดว่าคนอย่างข้าจะร่ำรวยขึ้นถึงเพียงนี้ด้วยความสามารถเพียงอย่างเดียวได้อย่างไรกันเล่า”
ว่าจบก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างมีเลศนัย
“เจ้าค่ะ…ขอบคุณท่านพี่เฉียนมาก” ซ่งชิงหลันพยักหน้ารับ ปิดกล่องใบนั้นแล้วส่งให้ซ่งชิงตงสั่งด้วยเสียงเบา “ซ่งชิงตงช่วยเก็บให้ดีนะ”
ว่าจบนางก็รับหน้าที่พาสองสามีภรรยาเข้าไปในร้าน “ท่านพี่เฉียน ท่านพี่สะใภ้ตามข้ามาเถิด เด็ก ๆ เตรียมห้องส่วนตัวเอาไว้ให้พวกท่านทั้งสองแล้ว”
หลังจากที่ทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะอาหาร ซ่งชิงหลันก็ขอตัวกลับมาที่หน้าร้านเพื่อดูแลแขกต่อไป
แม้ว่านี่จะยังเป็นฤดูหนาว แต่ซ่งชิงหลันกลับเห็นว่าหลิวกุ้ยเสียมีเหงื่อออกเต็มหน้าผากเพราะการทำงานอย่างหนัก จึงหันไปพูดกับนาง “ท่านอาสะใภ้ ท่านนั่งพักเสียหน่อย ข้ากับซ่งชิงตงดูแลก่อนได้”
“ไม่เป็นไร” หลิวกุ้ยเสียปาดเหงื่อ สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ข้ามีความสุขมากที่เห็นว่าร้านเราคึกคักตั้งแต่วันแรก”
แต่ความยินดีของนางอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่เดินเข้ามา สีหน้าผู้ดูแลร้านก็มืดมนทันที
หลิวกุ้ยเสียแตะแขนหลานสาว เอ่ยเตือนด้วยเสียงเบา “หลันหลัน เจ้าพวกคนหน้าด้านตระกูลไป๋ท่าทางจะมาก่อกวนอีกแล้ว”
ซ่งชิงหลันมองตามไปยังตำแหน่งที่ว่า ก็พบว่านั่นคือเจี่ยงชุ่ยเหลียน ไป๋ต้าฉุย ไป๋เย่เฮย และลูกสาวทั้งสี่พร้อมกับลูกเขยทุกคนที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางหาเรื่อง
หลิวกุ้ยเสียขมวดคิ้วอย่างกระวนกระวาย วันนี้เป็นวันดีไม่อยากให้ตัวเสนียดเหล่านี้เข้ามาก่อกวน
นางกระซิบกับซ่งชิงหลัน “หลันหลัน เราต้องไล่พวกมันออกไป”
ซ่งชิงหลันหรี่ตาลงเล็กน้อย ยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นเยียบราวกับไม่แยแส
เอ่ยตอบด้วยเสียงเบา “มีคนมากถึงเพียงนี้ เราไม่สามารถไล่พวกนั้นออกไปได้หากไม่มีเหตุผล มารอดูกันเถิดว่าพวกนั้นจะมาไม้ไหนกันอีก”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนเดินนำหน้า เมื่อพบซ่งชิงหลันก็แสร้งทำเป็นประหลาดใจ “อ้าว ไม่ใช่อดีตลูกสะใภ้ของข้าหรอกหรือนี่ เหตุใดถึงไม่บอกเราเลยว่าเจ้าเป็นเจ้าของภัตตาคารใหญ่โตถึงเพียงนี้ นี่เจ้ารังเกียจกันอย่างนั้นหรือ ใจดำเกินไปแล้ว”
ซ่งชิงหลันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปทางคนตระกูลไป๋ทั้งหมดที่มีสีหน้าหาเรื่องแล้วยิ้มหยัน “ภัตตาคารของเราเปิดเพื่อบริการลูกค้า ตราบใดที่แขกมารับประทานอาหาร ข้าก็ยินดีต้อนรับ แต่ถ้ามาก่อกวนรับรองว่าจะไม่ปล่อยไปง่าย ๆ”
“แน่นอน เรามาเพื่อกินอาหารฉะนั้นก็บริการเราเสียสิ” เจี่ยงชุ่ยเหลียนว่าพลางโบกมือให้บรรดาลูก ๆ ที่อยู่ด้านหลัง “ไป เข้าไปในร้านแล้วก็กินข้าวให้อิ่มหนำเถิด”
ซ่งชิงซี ซ่งชิงเป่ย ซ่งชิงหยวน และซ่งชิงหลิน ที่กำลังช่วยงานกันอยู่ในร้านเมื่อเห็นว่าเจี่ยงชุ่ยเหลียนมาที่นี่พร้อมครอบครัวก็มีท่าทีระแวดระวัง
ซ่งชิงเป่ยขบกรามด้วยความโกรธอยากจะเข้าไปไล่คนพวกนั้น โชคดีที่ซ่งชิงซีห้ามปรามไว้ก่อน
น้องเล็กขมวดคิ้ว “พี่สี่ เหตุใดท่านห้ามข้า คนพวกนั้นต้องมาหาเรื่องเราเป็นแน่”
“ข้ารู้ว่าพวกนั้นเจตนาไม่ดีเพราะฉะนั้นเราต้องควบคุมตัวเองไว้ก่อน อย่าให้มันยั่วยุเอาได้” ซ่งชิงซีเตือนด้วยเสียงเบา “ท่านพี่อยู่หน้าร้าน ถ้าท่านพี่ปล่อยให้พวกนี้เข้ามาแสดงว่าคงเตรียมรับมือเอาไว้แล้ว เจ้าอย่าสร้างเรื่องจะดีกว่า”
ซ่งชิงเป่ยยอมสงบ เชื่อตามคำของพี่ชาย
พี่สี่ตบไหล่เขาเบา ๆ “ไปทำงานต่อเถิด”
ส่วนซ่งชิงหลันกำลังยืนกระซิบกระซาบกับหลิวกุ้ยเสีย “ท่านอาสะใภ้ ท่านช่วยจับตาดูคนพวกนั้นด้วยเถิดว่ากำลังทำอันใดกัน”