ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 143 จุดประสงค์ของตระกูลไป๋
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 143 จุดประสงค์ของตระกูลไป๋
บทที่ 143 จุดประสงค์ของตระกูลไป๋
ซ่งชิงหลันมองตามหลิวกุ้ยเสียที่เข้าไปในร้านเรียบร้อยแล้ว เมื่อหันกลับมาก็พบกับสาวน้อยที่คุ้นเคยแวบเข้ามาต่อหน้านาง
อู่เชียนเชียนคว้ามือของซ่งชิงหลันเอาไว้ แล้วทักทายอย่างตื่นเต้น “พี่ชิงหลัน!”
“เชียนเชียน เหตุใดเจ้าถึงเพิ่งมาเอาป่านนี้” ซ่งชิงหลันแสร้งทำเป็นน้อยใจ
อู่เชียนเชียนถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว แล้วเกาะแขนอู่ต้าหย่งด้วยสีหน้าบูดบึ้งอย่างหงุดหงิด “เพราะพี่ต้าหย่งต้องเปลี่ยนกะ ข้าถึงได้มาช้าอย่างไรเล่า”
ตั้งแต่เทศกาลโคมไฟในวันนั้น ซ่งชิงหลันและอู่ต้าหย่งก็ไม่ได้พบกันอีกเลย
ชายหนุ่มเกาท้ายทอยอย่างเขินอายแล้วเอ่ยขึ้น “ต้องขอโทษจริง ๆ ที่ข้าทำให้นางต้องมาสาย”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงมาหากันถึงที่นี่ ข้าก็มีความสุขแล้ว”
วันนี้เจ้าของร้านคนสวยสวมชุดยาวสีฟ้าที่ตัดเย็บโดยร้านเสื้อชิงเย่ว ช่างเหมาะกันดีกับรอยยิ้มแสนอ่อนโยนตราตรึงใจมีเสน่ห์ดึงดูด พร้อมทำให้คนที่มองมาใจเต้นแรงได้ง่าย ๆ
อู่เชียนเชียนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือมาจับชุดของซ่งชิงหลัน “พี่ชิงหลัน ท่านใส่ชุดนี้แล้วสวยมากเจ้าค่ะ”
“นี่เป็นชุดใหม่ของร้านเสื้อชิงเย่ว หากเจ้าชอบก็ไปดูที่ร้านได้เลย”
สาวน้อยมีความสดใสในแววตายกยิ้มเล็ก ๆ ขึ้นมากะพริบตาปริบ ๆ แล้วหยอกเย้า “ท่านนี่ไม่เบาเลยนะเจ้าคะ แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันเปิดภัตตาคาร ท่านก็ยังไม่ลืมที่จะขายเสื้อผ้าใหม่ ๆ ของร้านเสื้อชิงเย่วไปพร้อม ๆ กันด้วย”
ซ่งชิงหลันจงใจเลือกชุดนี้มาสวมเพื่อทำตัวเป็นหุ่นลองชุดที่มีชีวิต หากเหล่าลูกค้าที่เป็นคุณหนูและภรรยาชนชั้นสูงได้มาเห็น แล้วอยากจะเป็นเจ้าของมันบ้างจะได้ตามไปซื้อที่ร้านเสื้อชิงเย่ว
เจ้าของร้านสาวพยักหน้าแล้วบีบจมูกอู่เชียนเชียน “สาวน้อย เจ้านี่หลักแหลมขึ้นทุกวัน”
“เป็นเพราะอยู่กับท่านมากอย่างไรเล่า พอสนิทกันแล้วย่อมต้องเรียนรู้มาบ้าง”
“เอาเถิด เจ้ากับพี่อู่อย่ามัวยืนอยู่ตรงนี้เลย รีบเข้าไปนั่งในร้านเถิด”
“เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปทักทายท่านย่าเสียหน่อย” ว่าจบอู่เชียนเชียนก็เดินนำหน้าเข้าไปในร้าน
อู่ต้าหย่งก้าวเข้ามาใกล้มีท่าทีลังเลว่าอยากจะพูดบางอย่าง
หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาก่อน “ท่านพี่อู่ ท่านมีอันใดจะพูดกับข้าหรือไม่เจ้าคะ?”
อู่ต้าหย่งเม้มริมฝีปาก แล้วเอ่ยออกมา “ข้าเห็นว่าเจี่ยงชุ่ยเหลียนและครอบครัวไป๋มาที่นี่ แม่นางซ่งหากอยากให้ข้าช่วย…”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยจบนางก็ขัดขึ้นมาก่อน “ข้าควบคุมได้ ท่านไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ”
อู่ต้าหย่งไม่พูดต่อเพียงยกยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก
นางเป็นสตรีที่ทั้งฉลาดและมีความสามารถ คงจะคิดวิธีการต่าง ๆ เอาไว้หมดแล้ว
สุดท้ายเจ้าหน้าที่หนุ่มจึงพยักหน้ารับตามด้วยรอยยิ้ม “อย่างนั้นแล้ว ข้าเข้าไปข้างในก่อนดีกว่า”
คนสำคัญที่ต้องรอต้อนรับมากันเกือบครบแล้ว ซ่งชิงหลันจึงบอกให้ซ่งชิงตงมารอรับแขกที่หน้าประตูแทนแล้วเดินเข้าในร้านอาหารทันที
โต๊ะอาหารในชั้นหนึ่งเต็มไปด้วยแขก และพวกเขาต่างพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ดูเพลิดเพลินกับอาหารและการบริการของที่นี่เป็นอย่างมาก
ซ่งชิงเป่ยรีบตรงมาหาซ่งชิงหลันเมื่อเห็นว่าท่านพี่เข้ามา “ท่านพี่ขอรับ”
ซ่งชิงหลันช่วยน้องเล็กจัดผมเผ้าที่ดูยุ่งเหยิงให้เข้าที่เข้าทาง แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ได้ทำงานที่นี่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง สนุกกว่าไปเรียนหนังสือหรือไม่”
“ข้ายังบอกไม่ได้ในตอนนี้ทั้งสองต่างมีข้อดีต่างกัน วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากทีเดียว มีแขกเข้ามาแน่นร้านไปหมด เสียอยู่อย่าง เจ้าพวกตระกูลไป๋มาที่นี่ เกะกะลูกตาเสียจริง”
ซ่งชิงเป่ยมีท่าทีขุ่นเคือง แล้วเริ่มพูดต่อ “ท่านพี่ ท่านรู้หรือไม่ พวกนั้นสั่งอาหารเต็มโต๊ะ ซ้ำยังเลือกแต่ของราคาแพงไม่รู้ว่ามีเงินพอจ่ายหรือไม่ แปดในสิบอย่างมีแต่อาหารระดับขุนนางทั้งนั้น”
ซ่งชิงหลันยกยิ้มที่มุมปาก แล้วพูดออกมาเสียงเบา “เจ้ายังต้องฝึกอีกมาก เหตุใดดูอดกลั้นไม่ไหวเอาเสียเลย”
ระหว่างที่พูดก็มองไปทางโต๊ะของพวกตระกูลไป๋ด้วยสีหน้าคาดเดายาก
เมื่อเห็นอาหารจำนวนมากบนโต๊ะ ไป๋เย่เฮยจอมตะกละก็น้ำลายสอ
รอแทบไม่ไหวที่จะหยิบพิราบย่างขึ้นมาทั้งตัว อ้าปากกัดคำใหญ่จนน้ำมันเยิ้มเคลือบปาก ตามด้วยคำพูดแสนพึงพอใจ “อื้ม นี่มันอร่อยมากจริง ๆ อร่อยเหลือเกิน”
ไป๋ต้าฉุยมองลูกชายที่กินมูมมามแล้วได้แต่ส่ายหน้า จากนั้นมองจานอาหารที่เต็มโต๊ะไปหมดพลางดึงแขนภรรยาเอาไว้เพื่อถามเสียงเบา “นี่ยายแก่เหตุใดเจ้าถึงได้สั่งอาหารมาเยอะเช่นนี้เล่า เราจะกินหมดหรือ”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนกลอกตาแล้วพูดอย่างหงุดหงิด “กินเข้าไปเถิด บ้านเราไม่ได้มีของดี ๆ กินมาตั้งนานแล้ว วันนี้ข้ามีความสุขกินให้เต็มที่ไปเลย”
ไป๋ต้าฉุยขมวดคิ้วแล้วถามต่อ “เราไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นเสียหน่อย นี่ถ้า…”
“ท่านพ่อ ไม่ต้องเป็นห่วง” ไป่ชุนหลันเลิกคิ้วมองพ่อแล้วพูดอย่างมั่นใจ “เราไม่ต้องจ่ายเงินสำหรับมื้อนี้”
“อย่างไรกัน นี่พวกเจ้าคิดจะทำอันใดอีก”
ไป๋เย่เฮยคีบขาหมูอีกชิ้นลงไปในชาม ก่อนจะมองไปที่ไป๋ต้าฉุยแล้วพูดต่อ “ท่านพ่อ รีบกินไปเถิด อย่ามัวถามอยู่เลย”
จากนั้นคนทั้งโต๊ะก็กินข้าวกันอย่างไม่ได้สนใจเรื่องอื่นอีกต่อไป
“เออะ”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนเรอออกมาอย่างอิ่มหนำ ใช้แขนเสื้อเช็ดปาก มองดูคนอื่น ๆ แล้วถามขึ้น “พวกเจ้า อิ่มกันหรือยัง”
ลูกสาวทั้งสี่พยักหน้าพร้อมกัน “อิ่มแล้วท่านแม่”
“เอาล่ะ เช่นนั้นก็ลงมือเลย” เจี่ยงชุ่ยเหลียนยิ้มเจ้าเล่ห์ ขยิบตาให้ไป๋เย่เฮยแล้วออกคำสั่ง “เย่เฮยเอาของออกมาเร็ว”
“ขอรับ”
จากนั้นไป๋เย่เฮยก็หยิบกระเป๋าผ้าออกมาใบหนึ่ง เปิดมันออก เทแมลงสาบที่ตายแล้วลงไปในจานบนโต๊ะ โดยที่คนอื่น ๆ ในร้านไม่ทันเห็น
จากนั้นเจี่ยงชุ่นเหลียนก็ตะโกนเสียงดัง “ไอ๊หยา มีอันใดในจานนี้กัน?!”
ไป๋ชุนเฟินลูกสาวคนโตรีบร่วมวงด้วยอย่างรวดเร็ว พร้อมสีหน้าตื่นตระหนก “โอ๊ย ตายแล้ว! นี่มันแมลงสาบ”
ไป่ชุนหลันลูกคนรองก็เอาบ้าง “ไม่จริงน่า จะมีแมลงสาบได้อย่างไรกัน”
ลูกคนที่สามไป๋ชุนฮวา แสร้งทำเป็นอยากอาเจียน “อี๋ น่าขยะแขยง นี่เรากินแมลงสาบเข้าไปอย่างนั้นหรือ?”
ไป๋ชุนเซียงยืนขึ้นแล้วตะโกนเสียงดังอยู่ที่โต๊ะ “นี่เจ้าปล่อยให้มีแมลงสาบตายในอาหารได้อย่างไรกัน สกปรกเช่นนี้อาจมีหนูตายด้วยก็ได้ น่าขยะแขยงเหลือเกิน”
ไป๋เย่เฮยหยิบถ้วยขึ้นมาโยนลงพื้นอย่างแรง
เสียงดังไปทั่วร้าน แล้วโวยวายออกมา “บ้าหรือเปล่า ร้านใหญ่ขนาดนี้ปล่อยให้มีแมลงสาบได้อย่างไร!”
ทั้งครอบครัวช่วยกันโวยวายอย่างพร้อมเพรียง ลูกค้าคนอื่น ๆ ได้ยินเข้าก็เกิดอาการหวาดกลัว
บรรดาแขกคนอื่น ๆ วางตะเกียบลงบางคนเริ่มบ้วนปากด้วยชา
บรรยากาศในร้านอวิ๋นหลายก็เริ่มปั่นป่วน