ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 144 ค้นตัว
บทที่ 144 ค้นตัว
ซ่งชิงเป่ยมองไปทางคนตระกูลไป๋ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะกัดฟันแล้วพูดขึ้น “เช่นนี้มันตั้งใจหาเรื่องกันชัด ๆ ประเดี๋ยวข้าจะไปไล่พวกนั้นเองขอรับ”
ว่าจบก็กำลังจะเดินไปทางนั้น
แต่ซ่งชิงหลันกลับคว้ามือไว้เสียก่อน “ซ่งชิงเป่ย ไม่ต้อง!”
ซ่งชิงเป่ยหันมาตอบอย่างขุ่นเคือง “ท่านพี่ เราถูกใส่ร้ายถึงเพียงนี้ยังจะให้ข้าทนอีกหรือ?”
เขาโกรธจนแทบควันออกหู อยากเข้าไปในครัวแล้วหยิบฝาหม้อมาฟาดคนตระกูลไป๋ให้รู้แล้วรู้รอด
ท่านพี่ยังคงมีรอยยิ้มสนุกสนานอยู่บนใบหน้า แต่ดวงตาสีดำกลับฉายแววจริงจังพลางตอบกลับน้ำเสียงเรียบ “แน่นอน เหตุใดต้องทนข้าจะไปจัดการเอง”
ว่าจบซ่งชิงหลันก็เดินตรงไปยังโต๊ะเจ้าปัญหา
ซ่งชิงหยวนและน้องชายเห็นอย่างนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก เพราะกลัวจะเกิดเรื่องขึ้น แต่เมื่อเห็นซ่งชิงหลันเดินเข้าไปก็รู้สึกได้ถึงความแน่วแน่ของท่านพี่
ซ่งชิงหลันที่มองอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะมองตามซ่งชิงหลันไปอย่างเงียบ ๆ แล้วถอนหายใจออกมา “พี่ซ่งชิงหลันช่างน่ากลัวเสียจริง…”
ซ่งชิงซีเริ่มเอ่ยกับน้อง ๆ “ไปดูกันเถิด”
เพราะพวกตระกูลไป๋มากันหลายคน แม้จะเชื่อว่าท่านพี่นั้นสามารถรับมือได้แต่ก็ต้องไปดูเผื่อมีการลงไม้ลงมือเกิดขึ้น
ด้านไป๋เย่เฮยรู้สึกว่าตนเสียงดังยังไม่พอ จึงหยิบชามขึ้นมาแล้วเตรียมจะปาลงพื้น
ทันใดนั้นข้อมือของเขาก็ถูกกำแน่น
จอมอันธพาลขมวดคิ้วแล้วตะโกนอย่างหงุดหงิด “ผู้ใดช่างกล้า…!”
เมื่อหันหน้ามาก็พบว่าเป็นซ่งชิงหลันที่มีสีหน้าเย็นชาถึงขั้วกระดูก ชายหนุ่มก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วเอ่ยน้ำเสียงเรียบ “หากจะทำลายข้าวของในร้านข้า เจ้าต้องชดใช้มาด้วย”
ไป๋เย่เฮยได้เห็นสายตาเย็นชาของซ่งชิงหลันก็รีบลดความอวดดีลงทันควัน ก่อนจะวางชามลงที่โต๊ะอย่างขลาดเขลา
เมื่อเห็นเช่นนั้น เจี่ยงชุ่ยเหลียนก็ดึงไป๋เย่เฮยมาหลบหลังนางทันทีราวกับแม่ไก่ปกป้องลูกเจี๊ยบ
นางเผชิญหน้ากับซ่งชิงหลันที่ดูนิ่งสงบอย่างกล้าหาญ “ยังจะกล้ามาเก็บเงินเราอีกอย่างนั้นหรือ เจ้าต่างหากที่ควรชดใช้ให้เรา ดูนี่เสียก่อน เจ้าเอาอาหารอันใดมาให้เรากิน มันมีแมลงสาบตายอยู่ในจาน เจ้าไม่เห็นหรือ?”
เจ้าของหลานสาวเหลือบมองอาหารที่ถูกกินไปหมดแล้ว และพบว่าแทบทุกจานมีแมลงสาบตายอยู่จานละสองสามตัว เป็นภาพที่ดูน่าขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง
ไป๋ชุนหลานยิ้มอย่างมั่นใจ “เป็นอย่างไรเล่า เห็นกับตาแล้วใช่หรือไม่ว่าอาหารของเจ้ามันน่าขยะแขยง เจ้ายังกล้าเถียงเราอีกหรือ?”
นางลอบหัวเราะอยู่ในใจ ‘หึ ในเมื่อไม่รับสามีข้าเข้าทำงาน ก็ไม่ต้องขายมันอีกต่อไปเสียเลย’
ซ่งชิงหลันหัวเราะแล้วเอ่ยตอบ “น่าแปลกที่พวกเจ้ากินอาหารในจานเสียเกลี้ยง ทั้งที่เจอแมลงสาบตัวใหญ่เพียงนี้อย่างนั้นหรือ?”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนเริ่มมีพิรุธ เขาเลี่ยงสบตากับซ่งชิงหลันแล้วก้มหน้าลงคิดหาคำตอบโต้
โชคดีที่ไป๋ชุนเฟินตอบกลับอย่างรวดเร็ว “มันเป็นความผิดของเจ้าที่จงใจซ่อนแมลงสาบพวกนี้เอาไว้ใต้ผัก เพื่อไม่ให้พวกเราเห็นจนพวกเรากินหมด บางทีเราอาจบังเอิญกินมันเข้าไปแล้วก็ได้ น่าขยะแขยงเป็นบ้ามีแต่แมลงสาบตายเต็มไปหมด”
ไป๋ชุนเฟินตะโกนเสียงดังให้คนอื่นได้ยิน “พวกเจ้าเองก็ระวังเถิด อาจมีแมลงสาบตายในจานอื่นอีกก็ได้”
ป้าสะใภ้ทั้งสองของซ่งชิงหลันเองก็อยู่ที่นี่ด้วย
เหอไห่หลิงมองคนในครอบครัวที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน ก่อนจะพูดขึ้น “ไม่ต้องไปเชื่อ พวกนั้นเพียงมาก่อเรื่อง”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนขยับเข้าไปใกล้ “ผู้ใดก่อเรื่อง ไม่เชื่อก็มาดูแมลงสาบตัวใหญ่นี่สิ”
“เอาเถิด ถ้าอย่างนั้น…” ซ่งชิงหลันตอบกลับกะทันหัน เสียงจอแจในห้องอาหารเงียบทันที
นางพูดอย่างใจเย็น “เอาเช่นนี้ แขกโต๊ะอื่นเชิญตรวจสอบอาหารของท่าน หากมีผู้ใดเจอแมลงสาบ ข้าจ่ายให้ร้อยตำลึง”
บรรดาแขกในร้านพากันควานหาสิ่งแปลกปลอมในจานตัวเอง
“ไม่มี ไม่เห็นมีอันใดเลย”
“โต๊ะข้าก็ไม่มีเช่นกัน”
“ของข้าก็ไม่มี”
….
ไม่ว่าจะจานใดบนโต๊ะอื่นก็ไม่มีผู้ใดพบความผิดปกติ คนตระกูลไป๋ต่างมองหน้ากันอย่างกระวนกระวาย
มีเพียงไป๋เย่เฮยที่ทำใจดีสู้เสือไม่กลัวตาย แล้วตะโกนขึ้นเสียงดัง “ไม่มีแมลงสาบในจานคนอื่น แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าแมลงสาบพวกนี้ไม่ได้มาจากครัวของเจ้า เพราะเราเจอแมลงสาบจริง ๆ เจ้าจะอธิบายว่าอย่างไร”
“ดี เช่นนั้นข้าจะอธิบาย” ซ่งชิงหลันหัวเราะแล้วมองไปทางเจี่ยงชุ่ยเหลียนอย่างมีเลศนัย
จากนั้นก็เอ่ยต่อ “ผู้ใดที่อยู่ย่านหย่งเหอย่อมรู้ดีว่าคนตระกูลไป๋คอยแต่จะมาหาเรื่องข้า วันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรก พวกเจ้าก็มาถึงที่นี่กันทั้งบ้าน ผู้ใดมองก็ต้องสงสัยว่าจงใจมาที่นี่เพื่อก่อเรื่อง เจ้าอาจเอาแมลงสาบตายพวกนี้มาเองก็ได้นี่”
“ไร้สาระ เจ้าพูดอันใด” เจี่ยงชุ่ยเหลียนโต้กลับ “เจ้าไม่มีหลักฐาน เหตุใดจึงกล้าพูดว่าเราเอาแมลงสาบมาเองเสียเล่า?”
“ดี อย่างนั้นก็มาหาหลักฐานกัน หากข้าค้นตัวพวกเจ้าแล้วเจอถุงแมลงสาบ เจ้าต้องขอโทษข้าแล้วจ่ายค่าอาหารทั้งหมดมาสองเท่า”
ไป๋ชุนหลันถามต่อเสียงดัง “แล้วถ้าไม่มีเล่า”
ทุกคนหรี่ตามองซ่งชิงหลันเป็นตาเดียว
หญิงสาวยิ้มตอบอย่างไม่เร่งรีบ “เช่นนั้น ข้าจะขอโทษพวกเจ้าแล้วยอมให้คนตระกูลไป๋มากินอาหารที่นี่แบบไม่คิดเงินตลอดชีวิต”
ดวงตาของเจี่ยงชุ่ยเหลียนเต็มไปด้วยความโลภ “เจ้าจะทำตามที่พูดจริง ๆ ใช่หรือไม่?”
“แน่นอน นายท่านอู่ต้าหย่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลประตูเมืองก็อยู่ที่นี่ ให้ท่านเป็นพยานก็ได้” ซ่งชิงหลันพูดพลางหันไปทางอู่ต้าหย่งที่อยู่ด้านข้าง
อู่ต้าหย่งมองซ่งชิงหลันอย่างเป็นห่วง
เขาทำงานมาหลายปีได้พบกับคนพวกตระกูลไป๋มามาก จึงรู้ว่าพวกนั้นน่าจะทำลายหลักฐานไปแล้ว
แต่ก็ทราบดีถึงนิสัยของซ่งชิงหลัน นางจะไม่กล้าพูดเช่นนี้ออกมาหากไม่มั่นใจว่าจะชนะจริง ๆ
เจ้าหน้าที่หนุ่มพยักหน้าแล้วรับคำ “เอาเถิด มาให้ข้าค้นตัว”
อู่ต้าหย่งขยับเข้ามา
แต่เจี่ยงชุ่ยเหลียนห้ามเอาไว้ “ช้าก่อน ในเมื่อนายท่านเป็นพยานแล้ว ดังนั้นต้องให้คนอื่นเป็นคนตรวจค้นเพื่อความยุติธรรม”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนยิ้มอย่างพึงพอใจ นางรู้มานานแล้วว่าอู่ต้าหย่งกับซ่งชิงหลันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน แม้จะมั่นใจว่าอย่างไรคราวนี้ก็ไม่เป็นปัญหาแต่ก็ยังไม่ไว้ใจ เพราะกลัวว่าอู่ต้าหย่งจะเข้าข้างซ่งชิงหลันด้วยความลำเอียง
“อย่างนั้น เราจะตรวจค้นให้เอง”
เสียงลุ่มลึกของใครบางคนดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน